ความเป็นมา
ชุมชนลุ่มน้ำแม่วางเป็นชุมชนที่มีความหลากหลายองค์ความรู้ ภูมิปัญญา วัฒนธรรม ของ 6 กลุ่มชาติพันธ์คือ คนไตยวน (คนเมือง) คนไตเขิน คนไตใหญ่(เงี้ยว) ลัวะ เม็ง คนจีน จำนวน 56 หมู่บ้านประกอบด้วยกิ่ง อ.ดอยหล่อ 2 ตำบลประกอบด้วยต.สันติสุข ต.ยางคราม อ.สันป่าตอง1 ตำบลประกอบด้วยต.ทุ่งสะโตก อ.แม่วาง 5 ตำบล ประกอบด้วย ต.แม่วิน ต.บ้านกาด ต.ดอนเปา ต.ทุ่งปี้ ต.ทุ่งรวงทอง อาศัยอยู่ในลุ่มน้ำวางตอนล่าง และกลุ่มชาติพันธุ์ปกาเกอญอ(กะเหรี่ยง) คนเมืองและม้ง จำนวน 46 หย่อมบ้านอาศัยอยู่ลุ่มน้ำแม่วางตอนบน ลุ่มน้ำวางมีความยาว 73 กิ โลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 500 ตารางกิโลเมตรหรือ 312,500 ไร่ ที่มีความหลากหลายของระบบนิเวศน์และแบบแผนการผลิตทั้งพื้นที่ราบ ที่ดอน และที่สูง เครือข่ายทางสังคมของชุมชนลุ่มน้ำวางที่มีความสัมพันธ์โดย การแลกเปลี่ยน ซื้อขายปัจจัยการผลิต ปัจจัยสี่ และการเรียนรู้ ร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของกระแสสังคม ชุมชนลุ่มน้ำแม่วาง มีผู้นำ ผู้รู้หลากหลาย กระจายอยู่ตามหมู่บ้านต่างๆ ทั้งในระดับที่เป็นปราชญ์ชาวบ้านหรือครูภูมิปัญญาชาวบ้าน ดังในช่วงปี พ.ศ. 2545-2546 ได้มีรวบรวมเป็นเครือข่ายครูภูมิปัญญาจำนวน 20 กว่าท่านร่วมกันดำเนินการถ่ายทอดภูมิปัญญาสู่ลูกหลานโดยมีการดำเนินงานภายใต้โครงการอุ๊ยสอนหลานสืบสานวัฒนธรรมภูมิปัญญาท้องถิ่นแม่วาง จนปัจจุบันเป็นการยอมรับจากชุมชนมากขึ้น มีบุคคลที่ได้รับการยกย่องจากสังคม เช่น พ่อหลวงจอนิ โอโด่เชา ปราชญ์ด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และพ่ออุ๊ยใจคำ ตาปัญโญ ครูภูมิปัญญาด้านการใช้ของเล่นพื้นบ้านเป็นสื่อการถ่ายทอดด้านคุณธรรมให้ลูกหลาน จนได้รับยกย่องให้เป็นครูภูมิปัญญาไทย และยังมีผู้รู้ ผู้นำในวัยกลางคนที่เป็นทั้งผู้นำชาวบ้านที่บางส่วนได้รับการยอมรับจากชุมชนให้เป็นผู้นำทางการเช่น สมาชิก อบต. กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการองค์กรชุมชนต่างๆ พร้อมกับเยาวชนคนรุ่นใหม่ รวมทั้งมีผู้นำทางศาสนาพระสงฆ์ ครูในสถานศึกษาที่มีความสนใจจัดการเรียนรู้ด้านองค์ความรู้ภูมิปัญญาพื้นบ้านและได้มีส่วนร่วมกับเครือข่ายผู้รู้ครูภูมิปัญญามาอย่างต่อเนื่อง มีกลุ่มผู้นำชาวนาชาวไร่และปัญญาชนในท้องถิ่นที่ผ่านกระบวนการเรียนรู้การต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยรวมตัวกันในนาม กลุ่มสันป่าตอง-แม่วางเสวนา ที่ดำเนินกิจกรรมการให้การเรียนรู้ด้านการเมือง เรื่องสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน ในระบบประชาธิปไตย และสุขภาพ นอกจากนี้ชุมชนลุ่มน้ำวางยังคงมีผู้นำเครือข่ายเยาวชนจำนวนหนึ่งที่เรียนรู้เติบโตมาจากการเรียนรู้ร่วมกับกระบวนการรวมตัวการจัดการปัญหาร่วมกับผู้นำชุมชน เช่น เครือข่ายเยาวชนลุ่มน้ำวาง เป็นต้น แต่ก็มีค่อนข้างจะจำกัด และแม้จะมีผู้รู้ ผู้นำที่หลากหลาย แต่ก็มีอยู่อย่างกระจัดกระจาย ขาดการพัฒนากลไกที่จะจัดการให้เกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายการเรียนรู้ผู้รู้ ผู้นำ ได้อย่างมีประสิทธิ อย่างยั่งยืนชุมชนลุ่มน้ำวางมีองค์ความรู้ทั้งที่เป็นความรู้ของผู้รู้แต่ละคนและความรู้ของกลุ่มเรียนรู้ในเรื่องต่างๆ ค่อนข้างจะมีอยู่อย่างหลากหลาย กระจายอยู่ในที่ต่างๆ เช่น ความรู้ในการจัดการสุขภาพ ความรู้ในเรื่องพืชผักพื้นบ้านและสมุนไพร อยู่กับกลุ่มผู้สูงอายุ ความรู้ในการจัดการน้ำของกลุ่มเครือข่ายเหมืองฝาย ความรู้ในการจัดการป่า และการทำการเกษตร ความรู้ในด้านหัตถกรรม ที่มีการรื้อฟื้นจัดปรับภายใต้สถานการณ์สังคมและฐานทรัพยากรที่เปลี่ยนแปลงไป มีบางส่วนได้รับการศึกษารวบรวม ทำการวิจัย จัดทำเป็นเอกสารเผยแพร่สู่ภายนอก แต่ขาดการนำมาสื่อสารเผยแพร่เรียนรู้ร่วมกันในระดับพื้นที่ มีบางส่วนถูกนำไปใช้ประโยชน์ในกระบวนการผลักดันทางนโยบาย จากสถานการณ์ดังกล่าวสถาบันส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน(สรพ.)มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือเห็นว่าหากชุมชนลุ่มน้ำวางมีพัฒนากลไกและกระบวนการจัดการที่มีความชัดเจนและมีศักยภาพที่จะประสานเชื่อมโยงจัดการให้ทุนทางสังคมที่มีอยู่ในชุมชนลุ่มน้ำวางได้มีการสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันทั้งภายในแต่ละชุมชน แต่ละกลุ่มชาติพันธ์ แต่ละฐานระบบนิเวศวิทยาเดียวกันพร้อมทั้งกระบวนการเรียนรู้ในลักษณะที่เป็นเครือข่ายการเรียนรู้ในเชิงแนวราบในพื้นที่ที่เข้มข้นมากขึ้น จะทำให้ความเป็นชุมชนลุ่มน้ำวางมีความเข้มแข็งและสงบสุข จึงได้ประสานความร่วมมือกับองค์กรเครือข่ายสถาบันส่งเสริมการเรียนรู้ต่างๆ เช่น วิทยาลัยการจัดการทางสังคม(วจส.) โครงการสร้างสรรค์การเรียนรู้เพื่อชุมชนเป็นสุข โฮงเฮียนสืบสานล้านนา “ดำเนินโครงการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ภูมิปัญญาชุมชนลุ่มน้ำวาง” เพื่อส่งเสริมองค์กรต่างๆในลุ่มน้ำวางให้ประสานเชื่อมโยงการจัดกระบวนการเรียนรู้มาจากชุมชนโดยชุมชนเพื่อชุมชโดยสนับสนุนให้มีการจัดตั้งเป็น“วิทยาลัยจาวบ้านลุ่มน้ำวาง”ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2547 เป็นต้นมา <h2 style="margin: 0cm 0cm 0pt"></h2> <h2 style="margin: 0cm 0cm 0pt">แนวความคิดผู้ร่วมก่อตั้งวิทยาลัยจาวบ้าน </h2>ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลง และปัญหาต่าง ๆ ที่ถาโถมเข้าสู่พื้นที่ลุ่มน้ำแม่วาง ไม่ว่าจะเป็นการสัมปทานทำไม้ การปลูกฝิ่น การปลูกพืชพาณิชย์ ที่ทำให้ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรม และนำมาซึ่งปัญหาการแย่งชิงทรัพยากร ปรากฏว่าชุมชนต่าง ๆ ได้ยืนหยัดต้านทานกับกระแสการเปลี่ยนแปลง ดังฝูงปลาที่ว่ายทวนน้ำขึ้นไปวางไข่ยังต้นน้ำ ชุมชนปกากญอได้ร่วมกันจัดตั้งเครือข่ายการจัดการทรัพยากรลุ่มน้ำวางตอนบน ร่วมกันดูแลรักษาป่าต้นน้ำ และถ่ายทอดภูมิปัญญาให้แก่ลูกหลาน กลุ่มเหมืองฝาย 11 ลูก ในนาม “เครือข่ายเหมืองฝายลุ่มน้ำแม่วาง” ได้หันหน้ามาร่วมมือกันจัดการและแบ่งสรรน้ำ หลังจากที่เคยทะเลาะกันเพราะแย่งชิงน้ำ พ่ออุ๊ยใจคำ ตาปัญโญ บอกว่า เดี๋ยวนี้เด็ก ๆ ถูกสอนจากโรงเรียน ทีวี หนังสือพิมพ์ ตามกระแส ไปแอ่วห้าง เข้าโรงหนัง ใช้เงินฟุ่มเฟือย ขณะที่ในบ้านมีของดีก็ไม่ได้เอามาสั่งสอนลูกหลาน ดังนั้น จึงได้ชักชวนพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยมาถ่ายทอดภูมิปัญญาให้แก่เยาวชนรุ่นใหม่ในโครงการ อุ๊ยสอนหลานสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นอุ๊ยอุ่น ศรีวิชัย ผู้มีนัยน์ตายิ้มแห่งบ้านใหม่ปางเติม ยังบอกอีกว่าสำหรับเด็กและเยาวชนแล้ว การเรียนรู้ภูมิปัญญาจากพ่อครูแม่ครูเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการเรียนรู้เพื่อให้ชีวิตหลีกไกลจากสิ่งที่ไม่ดี ส่วนตัวอุ๊ยอุ่นเองนั้น ในวันนี้มีความสนุกและเพลิดเพลินใจกับการเป็นครูภูมิปัญญาซึ่งได้ถ่ายทอด สืบสาน ความรู้และวัฒนธรรมให้ลูกหลานได้ใช้ในการดำเนินชีวิตต่อไปได้ อุ๊ยอุ่นบอกว่า “คนตอนนี้ โตยสังคมไปนัก อย่างเงินนี้ เปิ้นหื้อกู้ติกติก แล้วก็เดือดร้อนเป็นหนี้เปิ้น เมื่อเฮาจะเอาเฮาบ่กึ๊ดว่าเฮาจะใช้เปิ้นคุ้มก่อ เอามาแล้วเฮายะหยัง ง ได้เงินแล้วกะบ่ฮักษาเงิน ได้เงินมาแล้วกะจ่ายเหมือนบ่ใช่เงิน เงินพาหื้อเฮาลืมตัวว่าเฮาเป็นคนทุกข์ว่าเป็นคนมี มีไปอย่างอี้นักบ้านเฮา เขาลืมตัวเก่าเขาหม๊ด บ่าเดี๋ยวนี้เขาบ่เข้มแข็ง เพราะเขาโตยสังคมล้ำไป ชุมชนจะเข้มแข็ง เฮาจะไปล่นโตยสังคมล้ำไปเน่อพระครูสุนทรธรรมโชติ เจ้าอาวาสวัดจำลอง พระครูธนวัฒน์ เตชปัญโญ เจ้าอาวาสวัดหัวริน เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มพระสงฆ์ที่มาร่วมพัฒนาหมู่บ้าน ดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวี และฝึกอบรมธรรมะให้เด็กและเยาวชน เยาวชนทั้งบนดอยและพื้นราบ รวมทั้งเยาวชนในโรงเรียน ได้ทำงานร่วมกันและสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น และจัดตั้ง สภาเยาวชนลุ่มน้ำวาง แควา ผู้นำชุมชนปกากญอบ้านห้วยอีค่าง ประธานเครือข่ายการจัดการลุ่มน้ำแม่วาง ขับขานบททาที่บรรพบุรุษเคยบอกเอาไว้ “ทางหนึ่งขึ้นสวรรค์ ทางหนึ่งลงนรก” เปรียบกับเส้นทางชีวิต ทางหนึ่งมีสุข อยู่พอดี กินพอดี อีกทางนำสู่ทุกข์ แก่งแย่งแข่งขันกันหาเงิน ยิ่งทำยิ่งไม่พอกิน ทุกวันนี้แควา ชักชวนพี่น้องมาร่วมกันค้นหาเส้นทางนำไปสู่ความสุข มีการพูดคุยกันทุกวันพระ ทั้งผู้เฒ่าผู้แก่ เยาวชน พ่อบ้าน แม่บ้าน เพื่อแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกัน สร้างความอยู่รอด พอเพียง พะตีจอนิ โอ่โดเชา ผู้เฒ่าบ้านหนองเต่า เตือนลูกหลานอยู่เสมอ “แสวงหาน้ำบ่อหน้า อย่าลืมน้ำบ่อหลัง” คือไม่ลืมประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ภูมิปัญญา คุณค่า ของตนเอง ส่วนน้ำบ่อหน้านั้นคือสิ่งใหม่ ๆ ที่จะนำความเปลี่ยนแปลงซึ่งเรายังไม่รู้จักดีพอ อาจจะเป็นบ่อน้ำพิษ ดังนั้น เราจึงต้องรักษาน้ำบ่อหลังไว้กิน ไว้ใช้อยู่ตลอดเวลา พ่อน้อยบุญส่ง ชินะวงศ์ ประธานอนุกรรมการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำวาง มองว่าการพัฒนาแบบเอาอย่างทำให้ชาวบ้านดูถูกตัวเอง ไม่เชื่อมั่นในความรู้ ศักดิ์ศรี ชาวบ้านจึงจำเป็นต้องหันมาเรียนรู้ วิเคราะห์รากเหง้าตัวเอง และเรียนรู้ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ เพื่อให้กำหนดทางเลือกให้ชีวิตของตัวเองได้ ชาติพันธุ์ต่าง ๆ มีการสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง เป็นองค์กรทางสังคมที่มีพลัง มีความเข้าใจ ยอมรับ และเชื่อมั่นในองค์ความรู้ของตนเอง นำไปสู่การปรับแนวทางชีวิตจากการอยากร่ำรวยแบบปัจเจก มาสู่การอยู่ร่วมกันในชุมชนแบบสร้างสรรค์ จากสายธารความคิดและการต่อสู้ของผู้นำและชุมชนแต่ละแห่งค่อย ๆ ไหลมาบรรจบพบกัน นำมาสู่การจัดตั้ง วิทยาลัยจาวบ้านลุ่มน้ำวาง โดยมี พ่อหลวงจอนิ โอ่โดเชา เป็นประธานกรรมการ พ่อน้อยส่ง ชินะวงศ์ เป็นผู้อำนวยการ และอ.ไพศาล ภิโลคำ เป็นผู้จัดการและท่านพระครูสุนทรธรรมโชติ เป็นผู้คอยอนุเคราะห์ อำนวยความสะดวก และร่วมดำเนินงานมาอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องพร้อมกับรับเป็นผู้อำนวยการในโครงการมหาวิทยาลัยชีวิต <h4 style="margin: 0cm 0cm 0pt"> ปรัญญาของวิทยาลัยจาวบ้าน </h4> วิทยาลัยจาวบ้าน เป็นกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่อยู่นอกระบบการศึกษาของสถาบันทางการ วิทยาลัยจาวบ้านไม่มีตึก ไม่มีห้อง แต่สถานที่เรียนอยู่ทุกหนแห่งทั่วไปในชุมชน ทุกคนเป็นได้ทั้งครู และศิษย์ เป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของคนในชุมชน ในรูปแบบ “พหุภาคี” หรือดังที่พ่อหลวงจอนิบอกว่า ต้องจัดการเรียนรู้เพื่อการพัฒนาแบบแกงแค เป้าหมายของวิทยาลัยจาวบ้าน คือการยกระดับความคิด การศึกษาปัญหาต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิต ด้วยการแสวงหาความร่วมมือจากกัลยาณมิตร การประสานสัมพันธ์เครือข่ายภาคีให้กว้างขวาง ช่วยกันผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อปกป้องผลประโยชน์อันชอบธรรมของชุมชน รูปธรรมความสำเร็จที่คาดหมาย คือ กลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ มีการสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็ง เป็นองค์กรทางสังคมที่มีพลัง มีความเข้าใจ ยอมรับ และเชื่อมั่นในองค์ความรู้ของตนเอง นำไปสู่การปรับแนวทางชีวิต จากการอยากร่ำอยากรวยแบบปัจเจก มาสู่การอยู่ร่วมกันในชุมชนอย่างสร้างสรรค์การจัดการเรียนรู้ของวิทยาลัยจาวบ้าน“เน้นการเรียนรู้ เน้นที่องค์ความรู้ ภูมิปัญญาที่สามารถนำมาปฏิบัติได้ในชีวิตจริง นำมาแก้ปัญหาที่ชุมชนเผชิญอยู่ในปัจจุบัน มีเรื่องราวความทุกข์ ความจน การถูกเอาเปรียบ การถูกใช้ประโยชน์ของคน ชุมชน และทรัพยากรธรรมชาติ เป็นเสมือนหลักสูตรแกนกลางการเรียนรู้ร่วมกัน ไม่ใช่เรียนแค่ทฤษฎีในห้อง เรียน โดยไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้” พ่อน้อยส่ง ชินะวงศ์ เล่าถึงปรัชญาของวิทยาลัยจาวบ้านฯ <h4 style="margin: 0cm 0cm 0pt; text-align: left" align="left"> แผนกิจกรรมหลักของวิทยาลัยจาวบ้านฯ </h4>1.การพัฒนาศักยภาพบุคคลากร ครูภูมิปัญญาวิทยาลัยชาวบ้าน ผู้นำชุมชน คนรุ่นใหม่ ให้มีศัยภาพเป็นนักจัดกระบวนการเรียนรู้ชุมชน ในรูปแบบการจัดฝึกอบรม การศึกษาดูงานและการจัดเวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน 2.การส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาแหล่งเรียนชุมชน โดยเสริมสร้างให้องค์กรชุมชนหรือสถาบันต่างๆ ในท้องถิ่น ร่วมกันจัดกิจกรรมที่สร้างสรรค์การเรียนรู้ภูมิปัญญาด้านต่าง ๆ ที่สามารถสร้างความเข้มแข็งและการมีความอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกัน ทั้งในระดับชุมชนและเครือข่าย เช่นการอนุรักษ์ฟื้นฟูจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การพัฒนากลุ่มเศรษฐกิจพอเพียง เช่น การทำเกษตรทางเลือก ปลอดสารพิษ การทอผ้า การจักสาน และการแปรรูปอาหาร และการอนุรักษ์ สืบสาน ศิลปะ ประเพณี พิธีกรรม ต่างๆ โดยให้แหล่งเรียนรู้ชุมชนนี้เป็นทั้งห้องเรียนที่มีชีวิต ห้องเรียนภูมิปัญญาที่เริ่มสร้างสรรค์โดยชุมชนเพื่อชุมชนเข้มแข็งอยู่เย็นเป็นสุขร่วมกันและพร้อมเปิดการเรียนรู้ตามอัธยาศัยให้แก่ลูกหลาน เด็กเยาวชน และสังคมได้ตลอดชีวิต3.การศึกษาวิจัยองค์ความรู้ของชุมชนแบบมีส่วนร่วมโดยชาวบ้านและสถาบันในท้องถิ่น ในเรื่องต่าง ๆ เช่น ประวัติศาสตร์ความเป็นมากับความเปลี่ยนแปลงของชุมชนลุ่มน้ำวาง องค์ความรู้ภูมิปัญญาชุมชนลุ่มน้ำวางที่สร้างสุขให้ชุมชน เช่น การจัดการทรัพยากรธรรมชาติดิน น้ำ ป่าชุมชน ระบบการเกษตรที่ยั่งยืน หัตถกรรมพื้นบ้าน และการอนุรักษ์ สืบสาน ศิลปะ ประเพณีพิธีกรรม เป็นต้น 4.การพัฒนางานสื่อเพื่อการเรียนรู้ในชุมชนและการเผยแพร่สู่สังคม จัดทำสื่อพื้นบ้าน เช่น ทา นิทาน เพลงซอ ค่าวฮ่ำ ตั้งศูนย์ข่าวชุมชนลุ่มน้ำวาง เช่น วิทยาชุมชนคนลุ่มน้ำวาง การทำจดหมายข่าวสารรักษ์ลุ่มน้ำวาง ผลิตหนังสือ และผลิตสื่อ VCD 5.การพัฒนาแหล่งเรียนรู้และศูนย์ประสานงานวิทยาลัยฯ ปัจจุบันท่านพระครูสุนทรธรรมโชติ เจ้าอาวาสวัดจำลองได้อนุเคราะห์ให้ใช้วัดจำลอง เป็นศูนย์ประสานงาน นอกจากนั้นวิทยาลัยฯมีแผนจะพัฒนาแหล่งเรียนรู้ส่วนรวมในพื้นที่ลุ่มน้ำวางตอนบน ณ บ้านโป่งน้อยเก่า และพื้นที่ลุ่มน้ำวางตอนล่างจะใช้ที่ดินบ้านพ่อสมบูรณ์ เสาร์แก้วที่บ้านใหม่สวรรค์ โดยแหล่งเรียนรู้จะประกอบไปด้วย ศาลาประชุม ที่พัก ห้องสมุด แปลงสาธิตการเกษตร แปลงพืชสมุนไพร และเส้นทางเดินจงกรม 6.โครงการมหาวิทยาลัยชีวิต เป็นอีกก้าวหนึ่งของวิทยาลัยจาวบ้าน ที่ได้ประสานความร่วมมือกับเครือข่ายองค์กรชุมจังหวัดเชียงใหม่ องค์กรพัฒนาเอกชน กับสถาบันการศึกษาในระบบ โดยเริ่มร่วมมือกับคณะกรรมการดำเนินงานศูนย์มหาวิทยาลัยชีวิตจังหวัดเชียงใหม่สถาบันส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนกับมหาวิทยาลัยรามคำแหง จัดการเรียนรู้ในหลักสูตรปริญญาตรี-ปริญญาโท สาขาวิชา “สหวิทยาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น” เรียกชื่อมหาวิทยาลัยชีวิตเพราะหลักสูตรนี้จัดการศึกษาให้สัมพันธ์กับชีวิจริง ไม่แยกออกจากชีวิต เรียนรู้จากชีวิต จากการปฏิบัติ จากประสบการณ์ของตนเองและผู้อื่น เรียนในหมู่บ้านในชุมชน เรียนแล้วมีชีวิตดีขึ้น ได้ปริญญา พึ่งพาตนเองได้ มีงานทำ มีรายได้ ช่วยคนอื่นได้ เรียนแล้วมีศักดิ์ศรีมีความเชื่อมั่นในตนเอง มีทางเลือก อยากอยู่ในหมู่บ้านก็อยู่ได้โดไม่ต้องอายใคร อยากออกไปสมัครงานไปหางานทำที่อื่น ก็ไปได้ไม่ต้องอายใครเช่นกัน คณะกรรมการดำเนินงานวิทยาลัยจาวบ้านลุ่มน้ำแม่วางคณะกรรมการดำเนินงานวิทยาลัยจาวบ้านลุ่มน้ำแม่วาง1. พ่อหลวงจอนิ โอ่โดเชา ประธานคณะกรรมการ2. พระครูสุนทร ธรรมโชติ กรรมการ/ผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยชีวิต3. พ่อน้อยบุญส่ง ชินะวงศ์ กรรมการ/ผู้อำนวยการวิทยาลัยจาวบ้าน4. นายไพศาล ภิโลคำ กรรมการผู้จัดการ5.นายศิวกร โอ่โดเชา กรรมการ/ผู้ช่วยเลขาธิการ6. นายสมทรัพย์ (สล่าแดง)ศรีสุวรรณ กรรมการ/เหรัญญิก 7. นายนันทวัฒน์ ถิ่นพนาลัย กรรมการ/เหรัญญิก8.นายวิรัตน์ สายบุญเรือง กรรมการประชาสัมพันธ์ 9. พ่ออุ๊ยใจคำ ตาปัญโญ กรรมการ/ประธานโครงการอุ้ยสอนหลานฯ10. พ่ออุ้ยอุ่น ศรีวิชัย กรรมการ11. พระครูธนวรรธ์ เตชะปัญโญ กรรมการ12. พระเศกสันต์ ซาวภา กรรมการ13. พระบรรยงค์ อภิวัฒนโน กรรมการ14. พ่อหลวงแก้ว จิเก กรรมการ15. นายบุเจ๊ ไศลทองเพริศ กรรมการ16. นายพะดาดู อักษรเจริญสกุล กรรมการ17. นายมานิตย์ เขียวเหมย กรรมการ18. พ่อหลวงสมเพชร อินต๊ะใจ กรรมการ19. นายปฏิวัติ นามเจิง กรรมการ <h6></h6><h6></h6><h6></h6><h6>คณะกรรมการที่ปรึกษา</h6>1. ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอแม่วาง2. ประธานชมรมผู้สูงอายุอำเภอแม่วาง3. พ่อสมบูรณ์ เสาร์แก้ว4. อาจารย์ สันติภาพ พันธ์พิกุล5. อาจารย์ ศรายุทธ์ แก้วพวงทอง6. อาจารย์ ประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล7. อาจารย์ เรืองเนตร พลอยแดง8. อาจารย์ เยาวมาศ ลิปตะสิริ9. อาจารย์ พิชัย จุลเดช10. อาจารย์ สวิง ตันอุด11. อาจารย์ ชัชวาล ทองดีเลิศ <table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="100%"><tbody><tr><td style="background-color: transparent; border: #eeeeee"><div>
ศูนย์ประสานงานวิทยาลัยจาวบ้านลุ่มน้ำวาง
วัดจำลอง ตำบลบ้านกาด อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ 50360โทรศัพท์ 053-489100 และ081-7963719 </div></td></tr></tbody></table>
เลื่อมใสและศรัทธาในอุดมการณ์ครับ ขอให้กำลังใจ
ขอให้การงานไปด้วยดีนะค่ะจะเป็นกำลังใจให้เสมอ
ป้ออุ้ยคำ กับ ป้อหลวงจอนิ จับมือกั๋นเมื่อได โลกดีขึ้นจั๊ดนักเน้อ
ชอบอ่านหนังสือของ พติจอนิมากเลย อ่านแล้วอยากอ่านอีก
เนื้อหาดี มีภาพด้วย นับถือมากเจ้า
คนเราต่างคนต่างความคิด ไม่มีใครถูก หรือผิดเสมอไป
how to understand others by understanding yourself