ประโยชน์อย่างแรกของการทบทวนงานเก่า คือทำให้เรารู้ระบบของการทำงานที่ผ่านมา ซึ่งแน่นอนว่าบางทีมันก็ไม่ได้ราบรื่นมาตลอดเหมือนกับภาพฝันบางทีอาจจะขลุกขลักบ้างโดนด่าบ้าง โดนตำหนิบ้างหรือว่า ใช้อารมณ์กันบ้าง

ไม่ขาดดูจิต

การอบรมเพื่อพัฒนาจิตใจ  ที่สำคัญที่สุดก็คือจิตใจ เราจะต้องดูลงไปในจิตใจของเรา ในขณะปฏิบัติหน้าที่ ในการดำรงชีวิตในแต่ละวัน หรือในการฝึกฝนอบรมเพื่อพัฒนาจิตใจนี้ จิตใจของเราเป็นอย่างไร ปรารภความเพียร เกียจคร้าน อาจหาญร่าเริง มีความพอดีหรือเกินพอดี ในกรณีนี้ มีพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้มี 6 อย่าง

1.     ข่มจิตในสมัยที่ควรข่ม  บางคราวเราปรารภความเพียรเกินไป ขยันเกินไป จิตฟุ้งเกินไป ในเวลาเช่นนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าเจ้าตรัสว่าให้ข่มจิต เอาไว้ โดยมนสิการ(กระทำไว้ในใจ)ถึงความสงบระงับ สมาธิหรืออุเบกขา(วางตนเป็นกลาง)

2.     ประคองยกจิตไว้ในสมัยที่ควรประคองยกจิตไว้ บางคราวจิตใจของเราตกต่ำ เราไม่อยากทำอะไร เกียจคร้าน เวลานั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่าให้เราประคองยกจิตไว้ โดยมนสิการถึงการเลือกเฟ้นธรรม ปรารภความเพียรหรือมนสิการถึงปีติ

3.     ทำจิตให้ร่าเริงในสมัยที่ควรทำจิตให้ร่าเริง บางคราวเราไม่รู้สึกสนุกกับงาน ทำแล้วไม่สนุก เซ็ง ทำงานอย่างซังกะตาย เมื่อไหร่จะหมดเวลาสักทีอย่างนี้เป็นต้น เช่น ทำงานสำนักงาน ดูนาฬิกาบ่อยๆ ดูแล้วดูอีก เมื่อไหร่จะหมดเวลาสักทีจะได้กลับบ้าน ทำในลักษณะภาวะจำยอม คือทำงานเพื่อเงินเดือนจริงๆ ไม่เต็มใจจะทำ คือทำแล้วก็ไม่สนุก ภาษาพระเรียกว่า ไม่มีอัสสาทะ ดังนั้น ในเรื่องจิตใจเราต้องดูลงไปในจิตใจด้วยว่า เวลานี้จิตใจเราเป็นอย่างไร ถ้าไม่สนุกกับงานทำอย่างไร ในเวลานั้นต้องทำจิตใจให้ร่าเริง โดยระลึกถึงพระพุทธคุณเป็นต้น หรือดูคนที่เขาสนุกกับการทำงาน คนที่ดูแล้วทำให้เราปลูกใจให้อาจหาญร่าเริงขึ้นมาได้

4.     เพ่งดูจิตอยู่เฉยๆในสมัยที่ควรเพ่งดูอยู่เฉยๆ มีบางคราวที่เราทำงานเข้ารูปเข้ารอย การงานกำลังไปได้ด้วยดี เราไม่ต้องทำอะไร ไม่ต้องข่มจิต ไม่ต้องยกจิต ไม่ต้องทำจิตให้ร่าเริง เพราะว่า จิตกำลังดำเนินไปด้วยดี เหมือนเราทำงานเข้ารูปเข้ารอยแล้วก็ไม่ต้องคอยกังวล เหมือนคนสีข้าว พอหมุนเครื่องจักให้เครื่องทำงานแล้ว เครื่องจักรก็จะทำงานของมันเอง เขาไม่ต้องเฝ้า ในการปฏิบัติหน้าที่ก็เหมือนกัน บางคนเวลาสั่งให้ใครทำงานแล้วเฝ้าตลอด กลัวงานจะไม่เสร็จ กลัวลูกน้องจะทำงานไม่เป็น กลัวลูกน้องจะคิดไม่เป็น ถ้ามีหัวหน้าอย่างนี้ คนที่อึดอัดก็คือลูกน้อง เพราะฉะนั้น ถ้าเราเป็นหัวหน้าบางคราวต้องปล่อยบ้างในเมื่อลูกน้องกำลังทำได้ดี หรืองานนั้นเดินเข้ารูปเข้ารอยแล้ว ก็ไม่ต้องไปยุ่งเกี่ยวอะไรปล่อยให้งานเดินไปเอง อย่างนี้ภาษาพระเรียกว่า ให้เพ่งดูจิตอยู่เฉยๆในสมัยที่ควรเพ่งดูจิตอยู่เฉยๆ

5.     เป็นผู้น้อมไปในธรรมที่ประณีต(ความก้าวหน้า) ในการฝึกฝนพัฒนา ถ้าจะให้ได้ผล เราจะต้องน้อมใจถึงความเบิกบานใจ ความอิ่มใจ ความสุขตอนที่งานสำเร็จ น้อมใจถึงความก้าวหน้าไปตามลำดับ ประณีตขึ้นตามลำดับ งดงามขึ้นตามลำดับ

6.     เป็นผู้ยินดียิ่งในพระนิพพาน(ความสำเร็จ) คือทำงานที่รับผิดชอบให้สำเร็จเร็วพลัน ดังนั้นจึงต้องหลีกเลี่ยงสิ่งที่จะทำให้เสียการงาน เช่น ไม่ขวนขวายทำการงาน(นอกหน้าที่) ไม่ชอบการสนทนา ไม่หาโอกาสนอนหลับ ไม่ชอบการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ ไม่หาเหตุให้การงานล่าช้าเป็นต้น

พินิจผลงาน

                พินิจผลงาน คือหลังจากทำงานแต่ละชิ้นสำเร็จแล้วต้องพิจารณาผลงานนั้นซ้ำอีกครั้งหนึ่ง  ถ้าเราทำงานสำเร็จแล้วไม่พิจารณาผลงาน พระพุทธเจ้าตรัสว่านี่เป็นเหตุแห่งความเสื่อม คือถ้าเราทำงานสำเร็จแล้วไม่ทบทวนถือว่าเสื่อม  แต่ถ้าทำสำเร็จแล้วทบทวนก็ถือว่าเจริญ ทำไมถึงเจริญ การพิจารณาผลงานอย่างน้อยที่สุดเราได้ประโยชน์สองประการ

ประการแรก เข้าใจระบบ สมมติว่าใครทำงานอะไรขึ้นมาสักอย่างหนึ่งแล้วประสบความสำเร็จ คราวนี้ถ้าเราไปทบทวน เราจะรู้ว่า เราทำงานมาอย่างไร ทำไมถึงสำเร็จมาเป็นลำดับ ทำไมถึงประสบความสำเร็จ เราผ่านอุปสรรคตรงนั้นมาได้อย่างไร นี่เป็นประโยชน์อย่างแรกของการทบทวนงานเก่า คือทำให้เรารู้ระบบของการทำงานที่ผ่านมา ซึ่งแน่นอนว่าบางทีมันก็ไม่ได้ราบรื่นมาตลอดเหมือนกับภาพฝันบางทีอาจจะขลุกขลักบ้างโดนด่าบ้าง โดนตำหนิบ้างหรือว่า  ใช้อารมณ์กันบ้าง เพราะฉะนั้น ถ้าเราทบทวนแล้วเราจะเห็นสิ่งที่เป็นข้อบกพร่องและสิ่งที่ดีในงานที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นก็ถือว่าการทบทวนนี้มีกำไรไม่ต้องลงทุนมากอะไร เพียงมาตรวจดูแล้วนึกย้อนกลับไปว่าเราทำอย่างไร 

ประการที่สอง สบสุขใจ เพราะงานที่เราทบทวนเป็นงานที่เราทำสำเร็จแล้ว ไม่ว่าจะผ่านอุปสรรคมามากมายเพียงไรก็ตาม พอสำเร็จแล้วก็สบาย  เราจะเกิดความรู้สึกที่ดีงามขึ้น คือความเบิกบานใจ ความอิ่มใจถือเป็นการฉลองผลงาน  เช่นตำรวจบางนายได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่งแล้วจัดงานฉลอง แต่ฉลองแล้วต้องเกิดจิตสำนึกว่าเราได้ยศได้ตำแหน่งมาเพราะอะไรอย่างนี้เป็นต้น เป็นการทบทวนอดีต เพื่อทำกิจในปัจจุบัน ทอฝันถึงอนาคตอันงดงาม



©สีติสูตร ฉักกนิบาต อังคุตตรนิกาย
©สมยวิมุตติสูคร ปัญจกนิบาต อังคุตตรนิกาย