ดวงดาว

บันทึกดวงดาว ฉบับที่ ๑ 

......................

......................

น้องดาวที่รัก

   น้องคงดีใจ ถ้ารู้ว่า คืนนี้   พี่จะเริ่มต้นเขียนบันทึกและจะเขียนให้น้องอ่านอย่างสม่ำเสมอเหมือนที่เคยให้สัญญาว่าวันหนึ่งพี่จะทำและวันนั้นได้มาถึงแล้ว............        

ดึกแล้วหลายคนคงหลับใหล  แต่พี่ยังนั่งมองดวงดาวที่กระพริบวิบวับแตะแต้มแผ่นฟ้าสีดำในคืนแรม    งดงามดุจภาพเขียนของจิตรกรเอก หมู่ดาวที่เกลื่อนฟ้า หลายดวงมีเมฆก้อนใหญ่มาบดบัง  ทำให้พี่อดนึกถึงเด็กน้อยตาดำๆ ในโรงเรียนไม่ได้ เขาเหล่านั้นดุจดาวดวงเล็กๆ ที่รอคอยให้เมฆทะมึนเคลื่อนคล้อยลอยหาย      

เพื่อจักเปล่งประกายแสงเจิดจรัสในกาลข้างหน้าและพี่ก็คิดว่ามือของครูนี่แหละที่จะช่วยให้เมฆดำนั้นสูญสลายไปได้น้องดาวที่รัก งานครูเป็นงานที่ยิ่งใหญ่ แม้ดูเหมือนว่าครูจะแอบหลบทำงานอยู่ในซอกเล็กๆ ของบ้านเมือง แต่ก็ไม่ใช่ประเด็นที่ครูจะต้องมาป่าวประกาศว่า อาชีพตนสำคัญกว่าอาชีพอื่น - ใช่ไหม ?  เอาละ  มาพูดถึงเรื่องที่น้องดาวอยากให้พี่เล่าประสบการณ์เกี่ยวกับการสอนวิชาภาษาไทยของพี่ ให้น้องได้อ่านกันบ้าง เผื่อบางทีน้องอาจจะนำไปปรับใช้ในการสอนได้แน่นอน เด็กที่โรงเรียนพี่ก็อย่างที่เคยเล่าให้ฟัง ว่าเป็นเด็กประเภท ไม่ค่อยรู้  ไม่ค่อยเข้าใจ  ไม่อยากเรียนนั่นแหละ  และก็คงมีครูภาษาไทยอีกหลายคนที่มีหัวอกเช่นเดียวกับพี่     คือนักเรียนคิดไม่เป็น อ่านเขียนไม่ค่อยได้ สร้างความหนักใจให้กับผู้สอนเป็นอย่างยิ่ง แต่น้องดาวรู้ไหม ในความหนักใจนี่แหละ  พี่ถือว่าเป็นโอกาสทองของครูเลยล่ะ  พูดง่ายๆ ก็คือครูสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสเหมือนที่ใครๆ เขาพูดกัน  เพราะครูจะได้คิดค้นสื่อและกิจกรรมการเรียนการสอนมาใช้กับเด็กกลุ่มนี้และพี่ก็ทดลองแล้วหลายวิธี โดยเฉพาะเรื่องการเขียนบอกตามตรงเลยว่า เมื่อเห็นผลงานของลูกศิษย์  บางชิ้นพี่ขนลุกเลย ไม่คิดว่า เด็กบางคนที่ไม่ชอบเขียนกลับมาฝึกเขียน มาซักถาม มาติดตามผลงาน บางคนดูเฉิ่มๆ ทื่อๆ แต่กลับเสนอความคิดแปลกๆ  สร้างสำนวนใหม่ๆ ได้อย่างคาดไม่ถึงมีเรื่องหนึ่งพี่จะเล่าให้ฟัง นักเรียนชายคนหนึ่งค่อนข้างจะเกเร ให้เขียนอะไรก็ทำอย่างขอไปที คราวหนึ่งพี่ให้แต่งเรื่องสั้นๆ ความยาวประมาณ ๑๐๑๕ บรรทัด กำหนดตัวละคร ๓-๔ ตัว เขาเขียนเสร็จอย่างรวดเร็ว เดินมาส่งที่หน้าห้องด้วยรอยยิ้มและท่าทางกวนๆ  สร้างความ ทึ่งให้กับเพื่อนๆในห้องเป็นอย่างมาก (นี่แหละ วัยรุ่นล่ะ น้องดาว)  เขาเริ่มต้นงานเขียนว่า  

มีผัวเมียคู่หนึ่ง อาศัยอยู่ในป่า….”      จากนั้นเขาก็ทำจุดไข่ปลา    ไปอีกประมาณ  ๑๒ บรรทัด  บรรทัดสุดท้ายเขาจบว่า  แล้วเขาทั้งสอง ก็อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขคะแนนเต็มสิบ น้องดาวจะให้เท่าไหร่ ?

น้องคงแปลกใจ พี่ให้สิบคะแนนเต็ม พร้อมประกาศให้เพื่อนๆ ทั้งห้องได้ยิน  เมื่อเรียกเขามารับสมุด เขากระโดดตัวลอย ร้องเสียงดังลั่น พี่ให้เขาอ่านให้เพื่อนฟัง เมื่ออ่านจบ พี่ก็พูดดังๆ ว่า

เรื่องนี้ เนื้อเรื่องตื่นเต้นเร้าใจ มีความคิดสร้างสรรค์ แต่ตอนกลางเรื่อง ผู้เขียนสะกดผิดไปห้าสิบคำ บางช่วงเนื้อเรื่องสับสน มีรอยขีดฆ่าอีกสิบกว่าแห่ง จึงขออนุญาตลดคะแนนเหลือห้าคะแนนนะครับ 

เขาได้ยินถึงกับอึ้งไปเลย แต่เพื่อนๆ หัวเราะชอบใจ   พี่เดินไปตบไหล่เขาเบาๆ แล้วชมว่า เขามีความคิดสร้างสรรค์ดีมาก      ยังไม่เคยมีใครคิดและเขียนได้อย่างนี้ ถ้าเขียนบ่อยๆ    อนาคตจะเป็นนักเขียนที่โด่งดังแน่ๆ  น้องรู้ไหม  เขายิ้ม-

รอยยิ้มของเขาเหมือนกับว่าเขาได้รับชัยชนะในการแข่งขันอะไรสักอย่างหนึ่งในวันนั้นรอยยิ้มนี่แหละ ทำให้พี่เชื่อมั่นว่า คำว่า ครู  ได้แทรกซึมเข้าไปสู่พื้นที่ดวงใจอันกว้างใหญ่ของเขาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว     ในทางกลับกัน ถ้าพี่ให้คะแนนศูนย์ ตั้งแต่ต้น     พี่ก็อาจจะกลายเป็นครูฆาตกรที่ฆ่าลูกศิษย์คนหนึ่งไปแล้วก็ได้

       เขียนมายืดยาว วันนี้พี่จะเล่าวิธีจุดประกายความคิดอย่างง่ายๆ  ให้ นักเรียน  ฝึกคิดหาคำ-หาเรื่อง  ด้วยกลอน ไฮกุ*  วิธีการของพี่มีลำดับขั้นดังนี้. ให้ความรู้และฝึกเขียนกลอนไฮกุอย่างง่ายๆ . นักเรียนแต่งกลอนไฮกุ จำนวน ๓ บท โดยบอกกำหนดเวลาเขียนก่อนแล้วจึงแจ้งหัวข้อที่จะเขียน             

   .  ใช้เวลา ๓ นาที แต่งหัวข้อ สวนสัตว์

                       .  เมื่อทำข้อ ๒.๑ เรียบร้อยแล้ว (นักเรียนบางคนอาจ

ใช้เวลาเกินไปบ้างก็ไม่เป็นไร) ใช้เวลา ๒ นาที แต่งหัวข้อ สวนสัตว์เหมือนเดิม   แต่พยายามใช้คำที่มีในข้อ ๒.๑ ให้น้อยที่สุด
                .  เมื่อทำข้อ ๒. เรียบร้อยแล้วให้นักเรียนเลือกวรรคใดวรรคหนึ่ง ที่มีจำนวนพยางค์(หรือคำ)  ๕ พยางค์   จากข้อ ๒.๑ และ ๒.    มาเป็นวรรคเริ่มต้น   ใช้เวลา ๑ นาทีแต่งหัวข้อ น้ำท่วม  (ข้อนี้ ฝึกให้นักเรียนรู้จักใช้ข้อมูลเก่ามาสร้างสรรค์เรื่องใหม่)น้องดาวเชื่อหรือไม่    หลังจากให้นักเรียนทดลองแต่งแล้ว ปรากฏว่าผลงานที่ใช้เวลาน้อยที่สุด (ข้อ ๒.)  กลับดีเด่นกว่าหัวข้อที่ให้เวลามากกว่า  พี่ถามนักเรียนว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น นักเรียนส่วนใหญ่จะตอบว่าเวลาน้อยทำให้ต้องใจจดใจจ่อกับคำและเรื่องที่จะเขียน จิตใจไม่วอกแวกมีสมาธิ แล้วคำกับเรื่องก็จะผุดขึ้นมาในสมองอย่างปัจจุบันทันด่วนเหมือนกับการบังคับสมองให้คิดให้ได้ และก็ได้จริงๆ     น้องดาวลองอ่านผลงานการเขียนสักสองตัวอย่างนะ

ผลงานของ   ปาจรีย์  เม่นวังแดง

 ครั้งที่ ๑  สวนสัตว์” (๓ นาที)
โอ้เจ้าเสือตัวใหญ่
แยกเขี้ยวคำรามอยู่ในกรง

สง่างามและดุ 

ครั้งที่ ๒  สวนสัตว์”(๒ นาที)

ไปเที่ยวที่เขาเขียว

เจอสัตว์มากมายหลายชนิด

ตื่นเต้นและสนุก

ครั้งที่ ๓น้ำท่วม” (๑ นาที)

โอ้ เจ้าเสือตัวใหญ่

ยืนอยู่บนเกาะหินกลางน้ำ

แล้วมันจะรอดหรือ

ผลงานของ  สาวิตรี  แจ่มฉาย

ครั้งที่ ๑สวนสัตว์” (๓ นาที)

สัตว์น้อยในป่าใหญ่

ที่ใครก็อยากเข้ามาดู

นกน้อยเจ้าอยู่ไหน

ครั้งที่ ๒สวนสัตว์”(๒ นาที)

สัตว์น้อยและสัตว์ใหญ่

มีมากมายอยู่ในป่าเขา

ดูช่างงามตาดี

ครั้งที่ ๓น้ำท่วม” (๑ นาที)

สัตว์น้อยในป่าใหญ่

อยู่บนบกหรืออยู่ในน้ำ

สงสารเจ้าเหลือเกิน

  

น้องดาวจะเห็นได้ว่า  ผลงานครั้งที่ ๑ และ ๒ มีลักษณะการเขียนแบบบรรยายว่าใคร ทำอะไร ที่ไหน เท่านั้น แต่ผลงานครั้งที่ ๓  นักเรียนมีจินตนาการมากขึ้น  สอดแทรกความรู้สึกส่วนตัวที่แฝงด้วยคุณธรรมอันงดงาม คือความเมตตา

ปรานี ที่ซุกซ่อนอยู่ในตัวเขาว่ามีอยู่อย่างเปี่ยมล้นและใสพิสุทธิ์เพียงใด   และคุณธรรมนี้ย่อมยิ่งใหญ่กว่าถ้อยคำที่สวยหรูไม่ใช่หรือ ?น้องดาว คงเชื่อมั่นเช่นเดียวกับพี่ว่า  ถ้าเยาวชนของเรามีความเมตตาปรานีเป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งอยู่ในหัวใจแล้ว เมื่อเติบโตขึ้น เขาย่อมจะเป็นผู้ที่รู้จักเห็นอกเห็นใจผู้อื่น  และพร้อมจะช่วยเหลือเกื้อกูลผู้ตกทุกข์ได้ยาก เพราะ มโนสำนึกเขาจะพร่ำบอกกับตัวเองว่า สงสารเจ้าเหลือเกิน” “มันจะรอดหรืออยู่เสมอโลกของเราคงสวยสดงดงามอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมแห่งดอกไม้สันติสุข  ทุกแห่งหน รักและคิดถึงจากพี่  ........................................................................................................................................................................................................*  ไฮกุเป็นร้อยกรองของญี่ปุ่น ไม่มีสัมผัสคล้องจองมักเขียนเกี่ยวกับธรรมชาติใช้คำง่ายๆ สั้นกระชับ  ไม่มีการใช้สำนวนเปรียบเทียบ วรรคสุดท้ายส่วนใหญ่บอกความรู้สึกนึกคิดที่เกิดอย่างปัจจุบันทันด่วน ลักษณะบังคับคือ ๑ บท มี ๑๗ พยางค์ (คำ) แบ่งเป็น ๓ วรรค (บรรทัดละ ๑ วรรค) วรรคที่ ๑ กับ ๓ มีวรรคละ ๕ คำ  และวรรคที่ ๒ มี ๗ คำ

………………………………………………………………………………………………….

-ปณิธิ  ภูศรีเทศ-