ผมไม่เสียเวลาเลยเมื่อได้เข้าฟัง Clinical Education โดย อ. วิยะดา และ อ. สุรัตน์ ผู้มีประสบการณ์ในการสอนการฝึกงานทางคลินิกกายภาพบำบัด ณ อเมริกา

ประเด็นที่ได้รับในครั้งนี้ ทำให้ผมตระหนักถึง "การพัฒนาคุณภาพนักศึกษากิจกรรมบำบัดได้อย่างไร" หรือ "การพัฒนาความรู้และศักยภาพ Clinical Instructor ทางกิจกรรมบำบัดได้อย่างไร"

ยอมรัว่า การที่เรามุ่งให้อาจารย์เรียนเอกแต่สาขาวิชาชีพทางคลินิก ทำให้เราขาดการพัฒนา "ศาสตร์และศิลปะ" ของการสอนและประเมินทักษะทางคลินิก ซึ่งมีความสำคัญมากที่สุดในการสร้างคนหนึ่งคนให้มีศักยภาพในการทำหน้าที่นักกิจกรรมบำบัดและกายภาพบำบัด และทำให้ผู้รับบริการได้รับประโยชน์สูงสุด คือ ใช้ระยะเวลารักษาน้อยที่สุดและเสียค่าบริการคุ้มค่าที่สุด ที่สำคัญได้รับความพึงพอใจจาก "ใจของผู้บำบัด" ได้โดยสมบูรณ์

ผมอยากจะสรุปประเด็นที่น่าสนใจ คือ

๑. การใช้เวลาช่วง ๒ สัปดาห์แรกในการทำหน้าที่ของ Clinical Instructor ด้วยใจ ได้แก่ ชี้แจงคุณสมบัติของนักศึกษาในการใช้เวลาการฝึกงานอย่างคุ้มค่า มีกลวิธีการเรียนรู้ให้รอบรู้ สร้างความมั่นใจและอดทนให้ได้ทักษะที่ละเอียดในทุกๆขั้นตอน การไม่ตำหนินักศึกษาต่อหน้าคนไข้ และการให้ความเคารพคนไข้ให้ได้คุณภาพของการรับบริการ แม้ว่าจะมีกระบวนการสอนนักศึกษาเกิดขึ้น

๒. การจัดทำคู่มือ Teaching Medical Professionals - Student manual for improving clinical skills & competencies นั้นจำเป็นอย่างยิ่ง รวมทั้งมีการประเมินผลการฝึกปฏิบัติงานที่เป็นระบบ

๓. องค์ประกอบของการจัดการเรียนการสอนเพื่อเพิ่มทักษะทางคลินิก ได้แก่ คนสอน (คนสอนคนสร้างบ้าน) คนวิจัย (คนหาก้อนหินตกแต่งบ้าน) และคนคลินิก (คนสร้างบ้านตามความเหมาะสมของคนไข้) จะเห็นว่าถ้าเราได้คนคลินิกไม่ได้ บ้านที่เราต้องการอาจกลายเป็นห้องแถวได้

๔. คนคลินิกที่ว่านี้ควรได้รับการศึกษาต่อเนื่องและเปิดใจยอบรับและเคารพ "ตนเอง" มากที่สุด จนกระทั่งปรับตัวเข้าหาผู้อื่นได้

๕. คนสอนควรจัดอบรมคนคลินิกให้รู้จักพัฒนาคุณภาพของการจัดการเรียนการสอนในทางคลินิก

๖. เน้นว่า การจัดการเวลาที่คุ้มค่า คือ เวลาว่างไม่คุยกัน เวลาทำงานก็ทำด้วยใจในการพัฒนาองค์กร ที่สำคัญ พัฒนาตนเองอยู่ตลอดเวลา น่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การทำหน้าที่คนคลินิกมีความหมายมากครับ