พวกเราคงจะได้ยินได้ฟังเรื่องคุณค่าอบเชย (cinnamon) ในด้านการลดระดับน้ำตาลในเลือดมาบ้างไม่มากก็น้อย วันนี้มีข่าวดีสำหรับท่านที่ชื่นชอบอบเชยครับ...

พวกเราคงจะได้ยินได้ฟังเรื่องคุณค่าอบเชย (cinnamon) ในด้านการลดระดับน้ำตาลในเลือดมาบ้างไม่มากก็น้อย วันนี้มีข่าวดีสำหรับท่านที่ชื่นชอบอบเชยครับ...

อาจารย์ดอกเตอร์โยฮันนา ฮเลโบวิคซ์ และคณะ แห่งโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยมัลโม สวีเดน ทำการศึกษาในอาสาสมัคร

ท่านให้อาสาสมัครกินข้าว 1 ชามพร้อมกับอบเชย 1 ช้อนชาพูน และตรวจด้วยเครื่องตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง (ultrasound)

ผลการศึกษาพบว่า การกินอบเชยมีส่วนทำให้อาหารค้างอยู่ในกระเพาะอาหารนานขึ้น ออกมาสู่ลำไส้เล็กช้าลง (decreased gastric emptying time)

การศึกษานี้อาจช่วยอธิบายได้ว่า ทำไมการกินอบเชยจึงมีส่วนช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดหลังอาหารให้ต่ำลงได้

ระดับน้ำตาลในเลือดที่เพิ่มขึ้นเร็วหลังอาหารมีส่วนทำให้ตับอ่อนต้องทำงานหนัก หลั่งฮอร์โมนอินซูลินออกมามากขึ้น ทำให้เสี่ยงโรคอ้วน โรคอ้วนลงพุง และโรคอื่นๆ อีกหลายอย่าง

ระดับน้ำตาลในเลือดที่เพิ่มขึ้นเร็วหลังอาหารมักจะตามมาด้วยการหลั่งฮอร์โมนอินซูลินขนาดสูง ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงในเวลาต่อมา ทำให้หิวง่าย อ่อนเพลียง่าย อาจมีส่วนทำให้กินมื้อต่อไปหนักขึ้น และตามมาด้วยโรคอ้วน

สรุปง่ายๆ คือ ถ้าระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นเร็ว-ลงเร็ว หรือ "วูบๆ วาบๆ" มีแนวโน้มจะไม่ดีกับสุขภาพ

วิธีที่ดีกว่าคือ เลือกกินอาหารให้ระดับน้ำตาลในเลือดขึ้นช้า-ลงช้า ซึ่งจะดีกับสุขภาพมากกว่า

วิธีป้องกันไม่ให้ระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้นเร็วหลังอาหารได้แก่...

  1. ลดการกินขนม น้ำตาล น้ำหวาน และเครื่องดื่มเติมน้ำตาล เช่น น้ำอัดลม ฯลฯ ให้น้อยลง
  2. เปลี่ยนข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง เปลี่ยนขนมปังขาวเป็นขนมปังโฮลวีท(แป้งสาลีไม่ขัดสี)
  3. ไม่กินข้าว แป้ง และน้ำตาลในแต่ละมื้อมากเกินไป
  4. กินถั่ว งา ผัก เห็ด นมไขมันต่ำ(หรือนมไม่มีไขมัน)พร้อมอาหาร เพื่อเพิ่มเส้นใย(ไฟเบอร์) ซึ่งช่วยให้อาหารย่อยช้าลง
  5. กินอาหารให้ครบทุกหมู่ ใช้น้ำมันพืชชนิดดี เช่น น้ำมันรำข้าว ฯลฯ หรือกินอาหารที่มีน้ำมันพืชชนิดดี เช่น งา เมล็ดทานตะวัน ถั่วแดงหลวงต้ม ถั่วเหลืองต้ม ฯลฯ เล็กน้อย เพื่อให้ได้น้ำมันชนิดดี... น้ำมันในอาหาร(ถ้าไม่มากเกิน)มีส่วนช่วยให้การย่อยช้าลงได้
  6. นั่งลงกินข้าว และเคี้ยวช้าๆ เพื่อให้สมองรับรู้ "ความอิ่ม" และไม่กินอาหารมากเกินไป
  7. ถ้ากลัวอ้วน... ให้เพิ่มสัดส่วนของผักในอาหารทุกมื้อ ถ้ากินข้าวนอกบ้านควรพกข้าวกล้องกับกล่องผักที่ชอบไปเสริม คำแนะนำ "ผักครึ่งหนึ่ง อย่างอื่นครึ่งหนึ่ง" ใช้ได้ดีมากทีเดียว
  8. ออกกำลังเป็นประจำ เน้นการเดินและการเดินขึ้นลงบันได (ถ้าไม่ปวดเข่า และไม่มีโรคข้อเข่าอักเสบ) เดินแนวราบให้ได้อย่างน้อยวันละ 30 นาที (ถ้าไม่อ้วน) และอย่างน้อยวันละ 60 นาที (ถ้าอ้วนหรือน้ำหนักเกิน) จะเดินรวดเดียวหรือแบ่งเป็นช่วงๆ เช่น ช่วงละ 10-20 นาที ฯลฯ ก็ได้
  9. งด-ลด-ละ-เลิกเหล้า เบียร์ ไวน์... เหล้ามีส่วนทำให้ขาดสติ กินเพลิน... เลยอ้วนเลย
  10. ถ้าเป็นเบาหวาน ควรรักษาให้ต่อเนื่อง และทำตามคำแนะนำของหมอ นักโภชนาการ พยาบาล และอนามัยที่ดูแลท่าน

ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ

ข่าวประกาศ...                                                  

  • ผู้เขียนขอปิดส่วนความคิดเห็น และงดตอบปัญหา เพื่อปรับปรุงคำหลัก (key words) บันทึกย้อนหลังไปพลางก่อน

ขอแนะนำ...                                                    

  • รวมเรื่องสุขภาพ > "เบาหวาน"
  • [ Click - Click ] 
  • แนะนำให้อ่านเรื่อง "ป้องกันอ้วนลงพุง และกลุ่มอาการเมทาโบลิค (metabolic)"
  • [ Click - Click ] 
  • ขอแนะนำบล็อก "บ้านสาระ"
  • http://gotoknow.org/blog/talk2u

    แหล่งที่มา:                                      

  • Many thanks to Reuters > WiredBerries blog > The cinnamon solution > [ Click ] or [ Click ] > July 3, 2007. // source: American Journal of Clinical Nutrition > [ Click ]
  • ขอขอบพระคุณ > อบเชย > วิกิพีเดีย > [ Click ] > July 4, 2007.
  • ข้อมูลและการอ้างอิงในบล็อก บ้านสุขภาพ มีไว้เพื่อส่งเสริมสุขภาพ และป้องกันโรค ไม่ใช่เพื่อการรักษาโรค
  • ท่านที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้
  • ขอขอบพระคุณ > อาจารย์เทวินทร์ อุปนันท์ IT โรงพยาบาลค่ายสุรศักดิ์มนตรี
  • ขอขอบพระคุณ > อาจารย์ ณรงค์ ม่วงตานี และอาจารย์เทพรัตน์ บุณยะประภูติ IT ศูนย์มะเร็งลำปาง
  • นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ > 4 กรกฎาคม 2550.