ภาวะกระดูกพรุน
โรคกระดูกพรุน (osteoporosis) เป็นโรคที่พบได้บ่อยในสตรีวัยหมดประจำเดือน ก่อให้เกิดผลแทรกซ้อนที่สำคัญคือกระดูกหักเมื่อสูงอายุ โรคกระดูกพรุนในคนไทยมีความแตกต่างจากโรคกระดูกพรุนทางตะวันตกอย่างน้อย 3 ด้านคือ ขนาดของปัญหาของโรคกระดูกพรุน ปริมาณแคลเซียมจากอาหารที่เหมาะสม และพันธุกรรมของโรคกระดูกพรุน ขณะนี้นักวิจัยไทยได้ให้ความสนใจพัฒนาวิธีการตรวจลักษณะทางพันธุกรรมในการประเมินความเสี่ยงของการเกิดโรคกระดูกในตัวอย่างคนไข้ไทยโดยคาดว่าจากการตรวจกรองหาความผิดปกติของยีนตั้งแต่ต้น จะช่วยให้วางแผนในการป้องกันไม่ให้เกิดโรคกระดูกพรุนในอนาคตได้
สาเหตุ
-
การเกิดโรคกระดูกพรุนมีส่วนเกี่ยวพันกับความผิดปกติของยีนถึงร้อยละ 80 จากการศึกษาพันธุศาสตร์ของคนไข้โรคกระดูกพรุนอายุตั้งแต่ 55 ปีขึ้นไป ที่ได้ทำการตรวจความหนาแน่นของกระดูก ยังพบว่ามีความผิดปกติของยีน 3 ชนิดที่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมน วิตามินดี และแคลเซียม - สามารถยืนยันได้ว่า ความผิดปกติของยีนทั้ง 3 ชนิด เป็นความผิดปกติทางด้านพันธุกรรม ซึ่งการตรวจกรองหาความผิดปกติของยีนตั้งแต่ต้น
- ปัจจัยทางด้านโภชนาการ เป็นส่วนที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะแคลเซี่ยมและโปรตีน
- ฮอร์โมนเพศหญิง โดยเฉพาะฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งพบว่านอกจากจะช่วยพยุงเนื้อกระดูกเอาไว้ ป้องกันการสูญเสียเนื้อกระดูกแล้วยังสามารถช่วยเพิ่มเนื้อกระดูกได้ด้วย โดยเอสโตรเจรออกฤทธิ์ผ่านแคลซิโตนิน และสร้างสารซึ่งมีผลควบคุมการทำงานของเซลสลายกระดูก ซึ่งจะช่วยทำให้เซลสร้างกระดูกทำงานได้ดีขึ้น
อาการ
ในระยะแรกผู้ป่วยจะไม่มีอาการอะไร จนกระทั่งกระดูกพรุนและจางมากจึงจะเกิดอาการต่างๆ ได้แก่
-
เมื่อเกิดการหกล้มที่ไม่รุนแรง ก็จะเกิดกระดูกหัก บริเวณกระดูกหักที่พบได้บ่อยได้แก่ กระดูกหลัง กระดูกสะโพก กระดูกข้อมือ - ปวดกระดูกหลัง ผู้ที่เป็นโรคกระดูกพรุนจะมีปัญหาปวดหลัง กระดูกสันหลังยุบตัวลง
- น้ำหนักลดเนื่องจากเนื้อกระดูกลดลง
- ผู้ป่วยจะหลังโก่ง หลังค่อม ตัวเตี้ยลง เตี้ยลง ให้วัดส่วนสูงปีละครั้ง ถ้าหากเตี้ยลงแสดงว่าอาจมีโรคกระดูกโปร่งบาง และอาจสังเกตพบว่ากล้ามเนื้อลีบลง
- กระดูกแขนขาเปราะและหัก ได้แก่ กระดูกข้อมือ กระดูกสะโพก กระดูกสันหลัง ทำให้เกิดการพิการเดินไม่ได้ ผลจากการที่กระดูกหักจะทำให้ผู้ป่วยครึ่งหนึ่งเดินด้วยตัวเองไม่ได้ และจากรายงานการศึกษาวิจัยพบว่ามีอัตราการเสียชีวิตสูงถึงร้อยละ 15-20
- อาจมีอาการแทรกซ้อนจากกระดูกหัก เช่น ปอดบวม แผลกดทับ ติดเชื้อ แขนขาใช้งานไม่ได้ ทำให้ผู้สูงอายุเสียชีวิตได้โดยง่าย
การตรวจยีน
การตรวจทางพันธุกรรมโดยใช้ marker สำหรับตรวจยีนปัจจัยเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนที่พัฒนาได้ร่วมกับลักษณะทางคลินิกเพื่อทำนายว่าสตรีรายใดจะเกิดโรคกระดูกพรุนในอนาคต จะสามารถเพิ่มความแม่นยำและเกิดการป้องกันโรคกระดูกพรุนอย่างมีประสิทธิภาพ
การวัดความหนาแน่นของกระดูก
การวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนในระยะเริ่มแรกทำได้โดยการตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก ซึ่งสามารถตรวจพบการลดลงของเนื้อกระดูกตั้งแต่ระยะเริ่มแรกได้ เป็นการตรวจที่สะดวก รวดเร็ว ตรวจที่กระดูกสันหลัง กระดูกต้นขา กระดูกข้อมือ หรือกระดูกหน้าแข้ง แล้วแต่การออกแบบของเครื่อง สามารถคำนวณความหนาแน่นของกระดูกโดยเปรียบเทียบกับค่ามาตราฐาน โดยค่าความหนาแน่นของกระดูก หมายถึงปริมาณของแคลเซี่ยมที่อยู่ภายในกระดูก ยิ่งความหนาแน่นมาก แสดงว่ากระดูกมีความแข็งแรงมาก ปัจจุบันแนะนำให้ทำการตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูกทุก 2-3 ปี เพื่อติดตามสภาพความแข็งแรงของกระดูกว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมหรือไม่
การรักษา
ปัจจุบันมีการใช้ยาหลายชนิดในการรักษาโรคกระดูกพรุน ได้แก่
-
ฮอร์โมนเอสโตรเจน ใช้สำหรับสตรีที่มีความเสี่ย
งสูง ผู้ที่ผ่าตัดมดลูกและรังไข่ก่อนอายุ 50 ปี ผู้ที่ตรวจพบว่าความหนาแน่นของกระดูกผิดปกติ กลไกการออกฤทธิ์ของฮอร์โมนเอสโตรเจนเป็นการลดอัตราการทำลายเนื้อกระดูก ช่วยให้ลดความเสี่ยงที่จะเกิดกระดูกหักได้มากถึงร้อยละ 50-70 เมื่อใช้ยาไปนานสิบปี ขนาดที่ใช้วันละ 0.3-0.625 มิลลิกรัม ชนิดรับประทาน ได้แก่ Premarin, Estrace, Estratest ชนิดแผ่นแปะ ได้แก่ Estraderm, Vivelle - Alendronate และ risedronate เป็นยาในกลุ่มไบฟอสโฟเนต ใช้รักษาภาวะกระดูกพรุนที่เกิดการใช้สเตียรอยด์ ออกฤทธิ์โดยเพิ่มความหนาแน่นของกระดูกและลดการทำลายเนื้อกระดูก ยาที่มีใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ alendronate (Fosamax) และ risedronate (Actonel) การใช้ยาทั้งสองนี้ต้องรับประทานตอนกระเพาะว่าง ไม่ดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารก่อนกินยา 30 นาที และ 30 นาทีหลังกินยา
- Raloxifine (Evista) เป็นยาในกลุ่ม selective estrogen receptor modulator (SERM) ออกฤทธิ์เหมือนกับฮอร์โมนเอสโตรเจน แต่ไม่มีผลข้างเคียงเหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจน ใช้ได้ทั้งเพื่อรักษาและป้องกันโรคกระดูกพรุนในขนาดวันละ 60 มิลลกรัม
-
Calcitonin-salmon(Calcimar, Miacalcin) เป็นยาที่สังเคราะห์ขึ้นให้มีโครงสร้างทางเคมีเหมือนกับฮอร์โมนแคลซิโทนินที่พบในปลาแซลมอน รูปแบบฉีดในขนาดวันละ 50-100 หน่วย ส่วนชนิดยาพ่นจมูกใช้ในขนาด 200 หน่วยต่อวัน - พาราธัยรอยด์ฮอร์โมนชนิดสังเคราะห์ (Forteo) เป็นยาฉีดใช้ในสตรีวัยหมดประจำเดือนกลุ่มเสี่ยง ขนาดที่ใช้ 29 ไมโครกรัมวันละครั้งเป็นเวลานาน 24 เดือน ออกฤทธิ์กระตุ้นเซลล์สร้างกระดูกให้ทำหน้าที่ไดดียิ่งขึ้น สามารถใช้ร่วมกับฮอร์โมนเอสโตรเจนได้
การป้องกัน
- ป้องกันการสูญเสียความแข็งแรงของกระดูกลงได้ โดยรับประทานอาหารที่มีแคลเซี่ยมมากร่วมกับวิตามินที่เร่งการดูดซึมคือ วิตามิน ดี และ ซี เช่น นม ผัก ผลไม้ใบเขียว น้ำส้ม และปลาต่างๆ ส่วนอาหารประจำวันซึ่งเป็นอาหารไทยๆ หาได้ง่ายๆ ราคาไม่แพง และมีสารอาหารแคลเซียมสูง ได้แก่ กุ้งแห้งตัวเล็ก กุ้งฝอย กะปิ ปลาสลิด งาดำคั่ว เต้าหู้ ถั่วเหลืองสุก ถั่วเขียวสุก ใบยอ มะขามฝักสด ผักคะน้า มะเขือพวง
- รับประทานแคลเซี่ยมที่อยู่ในรูปของยาเพิ่มเติม
- การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ช่วยเพิ่มต้นทุนของเนื้อกระดูกให้หนาแน่นมากขึ้น และการทำกิจกรรมต่างๆ ในผู้สูงอายุจะช่วยรักษาสภาพของกล้ามเนื้อ ความยืดหยุ่นของข้อต่อต่างๆ ความแข็งแรงของกระดูก ล้วนแล้วแต่เป็นการป้องกันอันตรายที่อาจรุนแรงจากการหกล้ม ซึ่งเป็นอุบัติเหตุที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ
- เลิกสุราและบุหรี่ จะช่วยให้สุขภาพแข็งแรงและชลอการเกิดภาวะกระดูกพรุนลงได้ เนื่องจากสุรา กาแฟ และบุหรี่ เป็นสารที่ชะลอการดูดซึมแคลเซียม
ที่มา : นพ.วรวุฒิ เจริญศิริ ศูนย์ข้อมูลสุขภาพกรุงเทพ www.bangkokhealth.com
เรียน นพ.วรวุฒิ เจริญศริ
ด้วยข้าพเจ้า นางจตุพร คำวิลัย อยากเรียนถามว่ายาพ่อจมูกเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกระดูกสามารถเบิกราชการได้หรือไม่ เนื่องจากตอนนี้แม่ของข้าพเจ้าป่วยเป็นโรคกระดูกพรุน ไปตรวจมวลกระดูกแล้ว ติด - 6 กว่า คุณหมอบอกว่ารุนแรงมาก
ต้องใช้ตัวยาดังกล่าวข้างต้น ซึ่งราคาแพงมากและเบิกไม่ได้ ประมาณ 3,000 กว่า ต่อขวด ข้าพเจ้าได้พาแม่ไปรักษที่ศูนย์ศรีพัฒน์จังหวัดเชียงใหม่ หากพาแม่ไปรักษาโรงพยาบาลของรัฐจะเบิกได้หรือไม่ จึงรบกวนเรียนถามมา
ขอแสดงความนับถือ
นางจตุพร คำวิลัย
โรคกระดูกพรุนพบในสตรีมากกว่าชาย แต่การรักษาในโรงพยาบาลของรัฐมีปัญหาในเรื่องขั้นตอนของการวินิจฉัยเพื่อที่จะได้รับการรักษาที่ดีมีคุณภาพ เนื่องจากกฎระเบียบที่ตั้งไว้ ดิฉันคิดว่าไม่ค่อยยุติธรรมนัก เพราะเมื่อมีอาการปวดเข่า ปวดคอ ปวดไหล่ ปวดแขน แพทย์ได้ให้ยาแก้ปวด และยาเพิ่มน้ำในไขข้อมารับประทาน อาการดีขึ้น ต่อมาเบิกยาเพิ่มน้ำไขข้อไม่ได้ แพทย์ได้เปลี่ยนเป็นยารักษาโรคกระดูกพรุนและเพิ่มแคลเซียมให้ แพทย์นัดให้ตรวจมวลกระดูก เพื่อจะได้จ่ายยาที่ถูกต้อง แต่ที่โรงพยาบาลแห่งนี้ไม่มีเครื่องตรวจมวลกระดูกของตนเอง ต้องจ้างเอกชนดำเนินการแต่โรงพยาบาลไม่ยินยอมให้เอกชนเข้ามาดำเนินการ จะวินิจฉัยโดยการเอกซเรย์กระดูกสันหลังต้องอายุเกิน 65 ปี แต่ดิฉันอายุยังไม่ได้ตามเกณฑ์ อยากให้อาจารย์ช่วยแนะนำวิธีการดูแลตนเอง การรักษาที่ถูกต้อง (ดิฉันเป็นถุงน้ำที่รังไข่ รักษาโดยการตัดมดลูก รังไข่ออกมด เมื่ออายุ 45 ปี)
ขอแชร์ข้อมูลติดต่อยา Forteo ค่ะ เนื่องจากต้องเก็บในอุณหภูมิ 2-8 องศา C. ท่านใดใช้ยาตัวนี้และต้องพกพาไปข้างนอก สามารถโทรขอกระเป๋าเก็บยาพกพาได้ค่ะ อยู่ได้ประมาณ 6 ชม. (ระยะเวลาสอบถามพนง. ให้แน่ใจอีกครั้งนะคะ)เบอร์ 02-612-6266, 061-401-8100 เวลาทำการ 08.00-17.00 น.