<p> วันนี้มีเรื่องจี้ใจมาเล่า สะท้อนแง่มุมหนึ่งที่เป็นควันหลงจากการปฏิรูปการศึกษา เพื่ออ่านสนุกๆกัน
***หลังจากที่มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารกระทรวงศึกษาธิการใหม่โดยให้หน่วยงานส่วนกลางเล็กลงและชูนโยบายกระจายอำนาจให้เขตพื้นที่การศึกษาและสถานศึกษาบริหารจัดการอย่างเต็มที่ทั้งการบริหารด้านวิชาการด้านบุคคลด้านงบประมาณและการบริหารทั่วไป
วันเวลาผ่านไปโรงเรียนที่เป็นหน่วยปฏิบัติกลับรู้สึกว่าช่วงเวลาหลังการปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหม่จะมีใบสั่งมีนโยบายเฉพาะกิจและแนวปฏิบัติที่หยุมหยิมส่งมาให้โรงเรียนดำเนินการและรายงานมิได้ขาดมากกว่าช่วงก่อนปรับโครงสร้างเสียอีกถ้าผู้บริหารโรงเรียนคนใดจัดกระบวนทัพไม่เป็น คอยวิ่งตามกระแสนโยบายเฉพาะกิจเพื่อรักษาสถานภาพของตนไม่ให้เดือดร้อนก็จะพลอยให้ครูผู้สอนต้องทำงานหัวไม่วางหางไม่เว้นกันทั้งโรงเรียนครูเก่งครูดีที่ตั้งใจสอนเด็กก็จะถูกดึงออกจากห้องสอนมาทำงานโครงการสนองนโยบายเฉพาะกิจที่มาจากหน่วยเหนือครูเลยไม่แน่ใจว่างานหลักของตนคืออะไรและนี่คงเป็นสาเหตุสำคัญที่เมื่อมีโครงการจากกันด้วยดี (เกษียณก่อนกำหนด) จึงมีครูสมัครเข้าร่วมโครงการมากมาย
ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งผู้บริหารโรงเรียนจะเอาใจใส่สนองนโยบายของหน่วยเหนือทุกเรื่องอย่างจงรักภักดีมีงานที่ส่วนกลางและเขตพื้นที่การศึกษาส่งมาให้ดำเนินการและรายงานก็จะคอยติดตามให้เสร็จทันกำหนดทุกเรื่องแม้จะเป็นงานด่วนแค่ไหนก็ตาม
ครูเกษรจะถูกผู้บริหารมอบให้ทำงานสนองนโยบายเฉพาะกิจมากกว่าใครเพราะเป็นคนที่ใช้ง่ายขยันทำงานเร็วและมีคุณภาพวันหนึ่งผู้บริหารได้เชิญครูเกษรมาพบเพื่อติดตามงานที่มอบหมายทีละเรื่อง
ผู้บริหาร : “งานที่ผมให้รายงานเรื่องระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนไปถึงไหนแล้วครับ”
ครูเกษร : “เสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ”
ผู้บริหาร : “แล้วเรื่องรายงานข้อมูลนักเรียนที่ติด 0, ร, มส. ล่ะ”
ครูเกษร : “เสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ”
ผู้บริหาร : “อีกเรื่องหนึ่งที่ผมให้ช่วยตอบแบบสอบถามที่ส่วนกลางส่งมาเป็นยังไง”
ครูเกษร : “เสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ”
ผู้บริหาร : “เยี่ยมมากเลยแสดงว่าภารกิจที่ได้รับมอบหมายคุณครูสามารถทำได้ครบ 100 เปอร์เซ็นต์ทีเดียว”
ครูเกษร : “ทำได้แค่ 99 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นค่ะ”
ผู้บริหาร : “แล้วอีก 1 เปอร์เซ็นต์ที่บอกว่ายังไม่ได้ทำคืออะไร”
ครูเกษร: “ดิฉันยังไม่ได้เข้าห้องสอนมาหลายชั่วโมงแล้ว”</p><p> *************************</p>
ควันหลงปฏิรูปการศึกษา
ตัวชี้วัดองค์กรที่ขาดคุณภาพประการหนึ่งคือ บุคลากรไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในภารกิจหลักของตนเอง
ความเห็น
บทความในวันเดียวกัน
Network1000tang-B2 · 2 ก.ค. 2550
นาย ซัมรี แคเมาะ · 2 ก.ค. 2550
aa · 2 ก.ค. 2550
ครูแอน · 2 ก.ค. 2550
ครูแอน · 2 ก.ค. 2550
ขอบปรบมือให้กับท่านอาจารย์ธเนศและคุณครู
เกษรค่ะ....คำตอบสุดท้ายของครูโดนใจมากเลยค่ะ....ทุกวันนี้ครูเราทำงานเยอะแยะไปหมด....แต่จริงๆแล้วงานหลักของเราคือ งานสอนนะค่ะ
ก็หวังแต่ว่าเมื่อมีกฎกระทรวงฯเรื่องการกระจายอำนาจให้สถานศึกษาที่มีแววเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง และไปฝึกวิทยายุทธ์กันมาแล้ว จะสามารถ SBM ในโรงเรียนของตนได้ตามที่วาดหวัง และไม่เกิดปรากฎการณ์ดังเรื่องที่เล่าเช่นนี้อีกนะ
แหมอยากให้ความคิดและข้อความนี้กระจายออกไปยังผู้บริหารทั่วประเทศจัง จะได้รู้ว่าจริงๆแล้วครูต้องการสอนเด็กมากกว่าการวิ่งออกไปสนองนโยบายเพื่อความก้าวหน้าของใครก็ไม่ทราบ แต่ครูก็ต้องทำตามกระแสเพราะไม่มีทางเลือกหรือมีแต่ก็เป็นทางเลือกตันๆ อย่างล่าสุดมีการจัดนิทรรศการและให้ครูจัดป้ายเตรียมการนำเสนอผลงานเพื่อร่วมนิทรรศการ(โรงเรียนเด่นในการเป็นแกนนำ) และลงชื่อเพื่อไปร่วมจัดงาน เหลือครูส่วนน้อยไว้สอนหนังสือ และบางชั้นเรียนต้องสั่งปิด เพราะครูไปร่วมนิทรรศการและบางส่วนไปอบรม ความสุขของครูผู้สอนอยู่ตรงไหนหรือคะ ใครตอบได้ช่วยตอบที หมายเหตุ ครูที่ทำงานสนองนโยบายพิเศษต่างๆ จะมีอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ มากกว่าครูที่ตั้งใจสอนอีกนะคะ ถึงแม้จะไม่ค่อยได้สอนก็ตาม น่าสังเกตมาก!
ทั้งตัวผมเอง(ตอนเป็นครู) และได้ถามเพื่อนครูหลายคน พูดตรงกันว่า ความสุขของครูคือ "การสอน" ถ้าให้เขาได้ทำหน้าที่นี้อย่างเต็มที่ ไม่มีเรื่องจุกจิกกวนใจอื่นเข้ามา หากเขาบกพร่องในการสอนแล้ว ยอมให้เฆี่ยนเหมือนเด็กเลย
สงสัยนะว่า ครูเขาก็ชอบสอน และภาริจหลักของเขาก็คือการสอน แล้วทำไมเกิดเหตุการณ์อย่างครูเกษรได้เล่า
แล้วครูพอใจ เป็นเหมือนครูเกษรไหม?