เมื่อมีการตกลงซื้อขายสินค้าระหว่างประเทศทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย (หรือผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออก) จะต้องทำความตกลงในเรื่องการขนส่งว่าใครเป็นผู้จ่ายค่าขนส่งสินค้า ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 กรณี ดังนี้
 1. ถ้าผู้ขายเป็นผู้ขนส่งสินค้าจากโกดังผู้ผลิต/ผู้ขาย/ผู้ส่งออก ไปยังมือผู้ซื้อ/ผู้นำเข้า ผู้ขายจะรวมค่าขนส่งเข้าไปในราคาที่ขายเมื่อผู้ขายเป็นผู้รับผิดชอบค่าขนส่งดังกล่าว กรรมสิทธิในตัวสินค้ายังคงเป็นของผู้ขาย จนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางที่ตกลงกัน ซึ่งแบ่งเป็น
  ✈ FOB Shipping point หมายถึง ผู้ขายเป็นผู้จ่ายค่าขนส่งสินค้าจากโกดังสินค้าของตนจนถึงท่าเรือขนถ่ายสินค้าของผู้ขาย ต่อจากนั้นผู้ซื้อจะเป็นผู้ขนสินค้าไปเอง หรือบริษัทรับจ้างขนส่งสินค้าไปจนถึงโกดังของผู้ซื้อ
  ✈ FOB Destination หมายถึง ผู้ขายรับผิดชอบจ่ายค่าขนส่งจากโกดังสินค้าของตนจนถึงที่ทำการหรือโกดังสินค้าของผู้ซื้อ ดังนั้นผู้ขายจึงได้รวมค่าขนส่งดังกล่าวเข้าไปกับราคาขายสินค้าเรียบร้อยแล้ว
 2. ถ้าผู้ขายตกลงว่าจะเป็นผู้จัดส่งสินค้าทั้งหมดจนถึงจุดหมายปลายทางที่ตกลงกัน และราคาขายของสินค้าดังกล่าว ได้รวมค่าขนส่งและ/หรือค่าประกันภัยสินค้าไว้เรียบร้อยแล้ว ราคาขายดังกล่าวนี้ก็คือ ราคา CIF (Cost Insurance and Freight) หรือราคา CFR (Cost and Freight) ปกตินิยมระบุสถานที่ที่เป็นจุดมุ่งหมายปลายทาง เช่นราคา CIF London เป็นต้น นอกจากนี้อาจจะมีเงื่อนไขการขนส่งอื่น ๆ ที่ตกลงกัน เช่น FAS EX Foctory etc
 FOB เหมาะสำหรับสินค้าที่
 
  ✔ มีสินค้าหลากหลาย
  ✔ มีสินค้าหลายขนาด
  ✔ เสนอขายไปยังหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก
  ✔ สะดวกในการทำ Price List
  ✔ ไม่ต้องเสี่ยงต่อค่าระวางที่ไม่แน่นอน
  ✔ ไม่ต้องเสี่ยงต่ออัตราแลกเปลี่ยน


 CFR หรือ C.I.F. เหมาะสำหรับ


  ✔ ต้องขายในราคาที่เหมาะกับประเทศลูกค้าที่ไม่มี Freight Colleted
  ✔ ขายสินค้าพิเศษ เช่น รถยนต์ หรืออื่น ๆ ที่เป็นสินค้าไม่มาตรฐาน เราจะเป็นผู้จองเรือและดูแลเป็นพิเศษ มิฉะนั้น L/C อาจขาดอายุ เรือที่ลูกค้าจองอาจจะไม่มา
  ✔ ลูกค้าต้องการราคานี้ เพราะสะดวกในการตีราคาของลูกค้า
  ✔ เราได้กำไรจากการเสนอราคานี้เพราะเราได้ส่วนลดพิเศษจากบริษัทเรือ เพราะส่งเป็นประจำ