อ่านเจอเรื่องดีๆ เลยเก็บมาฝาก
เรื่อง :ตะเบบูย่า
โดย ชลนิล
ต้นตะเบบูย่าสูงใหญ่นั้นอยู่หลังอาคารเรียน แผ่กิ่งก้านให้ร่มเงาแก่นักเรียนมาหลายรุ่น ใต้ต้นมีโต๊ะหินที่ผ่านการใช้งานมานานพอกัน บันทึกของกาลเวลาผ่านลายมือเด็ก ๆ เขียนเต็มพืดไปหมดตะเบบูย่าปีนี้ออกดอกช้า บนต้นจึงเห็นใบเขียว ๆ มากกว่าดอกสีชมพู ถึงกระนั้นก็ยังมีเด็กหนุ่มหัวเกรียนสวมชุดนักเรียนมายืนชะเง้อคอมองหาดอกตะเบบูย่า เสื้อเชิ้ตนักเรียนสีขาวมีลายเซ็นอาลัยลาจากเพื่อน ๆ เปรอะไปหมด เขาเห็นดอกไม้ที่ต้องการ แต่เกินกำลังจะเอื้อมถึง จึงยืนคิดหาวิธีการ ซึ่งน่าจะมีทางเดียวคือต้องปีนขึ้นไปพอคิดได้ก็เหลียวซ้ายแลขวา ตั้งใจว่าหากไม่พบใครก็จะรีบปีนไปเก็บโดยด่วน แต่สายตากลับปะทะร่างเด็กสาววัยเดียวกัน สวมชุดนักเรียนมีลวดลายที่ระลึกจากเพื่อน ๆ ไม่ต่างกัน กำลังยืนมองเขาตาเขม็ง“นายกำลังจะทำอะไรน่ะ” สายตาเจ้าหล่อนเหมือนคุณครูจับผิดนักเรียนเขายิ้มแหย“จะขึ้นไปเก็บดอกไม้ เธออย่าบอกใครได้มั้ย” เด็กหนุ่มพยายามทำใจดีสู้ บริเวณนี้ไม่มีใคร ถ้าเด็กสาวไม่พูดก็ไม่น่ามีปัญหา“ได้สิ” เด็กสาวยิ้มหวาน รับคำง่ายผิดปกติ “แต่นายต้องเก็บเผื่อฉันดอกนึง”เขาหัวเราะ นับเป็นการเริ่มต้นทำความรู้จักที่แปลกประหลาด ไม่นานทั้งคู่ก็ได้ตะเบบูย่าคนละดอก พร้อมกับแนะนำตัวเป็นทางการ“เราชื่อต้น อยู่ห้องห้า แล้วเธอล่ะ”“ปอ อยู่ห้องแปด”“ทำไมถึงอยากได้ดอกตะเบบูย่า” เขาถาม“ฉันต้องถามนายมากกว่านะ ลงทุนปีนขึ้นไปขนาดนั้น ถ้าอาจารย์มาเห็นรับรองได้เรื่อง”“จะปิดเทอมแล้ว อาจารย์เขาไม่ว่าหรอก เธอนั่นแหละนึกยังไงถึงอยากได้เหมือนกัน”“จะเก็บไว้เป็นที่ระลึก เราชอบดอกสีชมพูของมันตอนบานเต็มต้น ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้กลับมาเห็นอีกหรือเปล่า”คำพูดเด็กสาวทำให้เขามองอย่างสนใจ“เหมือนกันเลย ตอนที่มันบานสีชมพูทั้งต้นนะ สวยเหมือนในฝัน ยิ่งตอนมันร่วงลงเต็มพื้น ดูยังกะพรมแน่ะ...เราเลยอยากเก็บมันไว้ เป็นความทรงจำว่าครั้งหนึ่ง เราเคยมาเรียนที่นี่”ทั้งสองยิ้มให้กัน“แปลกนะ เราอยู่โรงเรียนเดียวกันมาตั้งหลายปี แต่ไม่เคยคุยกันเลย” เด็กสาวเปรย“เราเห็นเธอบ่อย ๆ แต่ส่วนใหญ่ก็เดินสวนกันไปมา” เด็กหนุ่มเสริม “พอได้คุยกันที ก็เป็นวันสุดท้ายในโรงเรียนซะแล้ว”“อือ...” เด็กสาวยิ้มขัน “นายจะเอ็นท์เข้าที่ไหนล่ะ”“ไม่รู้สิ ต้องรอดูคะแนนก่อนมั้ง ว่าพอจะเข้าที่ไหนได้บ้าง” เขาตอบง่าย ๆ“เหมือนกันเลย พวกไม่มีเป้าหมายในชีวิต”“ไม่รู้สิ เราไม่ชอบคิดอะไรล่วงหน้ามากนัก โดนเพื่อนมันว่าบ่อย ๆ ว่าเป็นพวกไม่มีความฝัน”“ความฝันเหรอ...” เด็กสาวทอดเสียงยาว นัยน์ตาแจ่มจรัส “ฝันของฉันง่ายจะตาย ขอแค่ได้ใช้ชีวิตให้เป็นสุข ในทุกวันก็พอแล้ว แต่ไม่แน่นะ พอเรียนมหา'ลัย ความคิดอาจจะเปลี่ยน ฉันอาจจะมีความฝันในสายงานที่เรียนอย่างเต็มที่ ไล่ตามมันอย่างสุดชีวิตก็ได้”เขาหัวเราะ“เราจะมีโอกาสเจอกันในมหา'ลัยมั้ย”“นายอยู่ห้องห้าสายวิทย์ ฉันอยู่ห้องแปดสายศิลป์ ต่อให้เข้าที่เดียวกันได้ ก็เรียนคนละคณะอยู่ดีแหละ”“งั้นเราอาจไม่ได้เจอกันอีกแล้วสิ” เด็กหนุ่มพูด“ไม่เป็นไร ฉันจะเก็บดอกตะเบบูย่าไว้ดูต่างหน้านายก็แล้วกัน” หล่อนยิ้มใส“เฮ่ย หน้าเราไม่เหมือนดอกไม้สักหน่อย”“งั้นฉันจะจำชื่อนายไว้แล้วกัน ต้น ถ้ามีโอกาสเจอกันอีก รับรองไม่ลืมแน่” เด็กสาวยืนยัน“เราก็เหมือนกัน ปอ รับรองว่าจะจำความรู้สึกดี ๆ ของวันนี้ไปตลอดเลย”ตะเบบูย่าคนละดอก...ในมือ...อาจเหี่ยวแห้งโรยราตามกาลเวลา ทว่าจุดเริ่มต้นในวันสุดท้ายของการศึกษาชั้นมัธยม อาจเป็นการนับหนึ่งของวันเวลาสำหรับคนสองคน ซึ่งยากจะบอกได้ว่า ก้าวที่สองจะมาเยือนเมื่อใด
---------000--------
ไม่มีใครสามารถฉุดรั้งกาลเวลา ทำได้แค่มองร่องรอยของมัน เดินทางผ่านสิ่งต่าง ๆ รอบตัว ตะเบบูย่าผลัดใบ...ออกดอก...ร่วงโรยแต่ละรอบ บอกถึงฤดูกาลที่เวียนมาและล่วงเลยผ่าน ราวสายลมนิรันดร์ ยากหาจุดเริ่มต้นหรือจุดสิ้นสุดปีนี้ ตะเบบูย่าหลังอาคารเรียนผลัดใบจนหมด เหลือดอกสีชมพูบานสะพรั่งเต็มต้น ยามเงยหน้ามองจะเห็นสีสันของมันโดดเด่นตัดกับผืนฟ้าสีคราม บนโต๊ะหินใต้ต้นมีร่องรอยปากกาขีดเขียนข้อความต่าง ๆ เพิ่มขึ้น ขณะที่ข้อความเก่าเริ่มเลือนรางมือเรียวยาวของหญิงสาวลูบไล้ร่องรอยบนโต๊ะหินนั้นอย่างอ่อนโยน ดวงตาคู่สวยทอรอยรำลึกอันงดงาม ดอกสีชมพูหล่นคว้างจากต้นกระทบมือ รอยยิ้มผลิบานเมื่อได้เห็นเจ้าดอกตะเบบูย่ากลีบอ่อนอยู่ใกล้ ๆ หยิบขึ้นมามอง อดอมยิ้มไม่ได้“ผมจะไม่ฟ้องอาจารย์ เรื่องคุณขโมยดอกไม้นะ ถ้าคุณจะเก็บตะเบบูย่าเผื่อผมอีกสักดอก” เสียงทุ้มนุ่มกังวานของชายหนุ่มดังขึ้นหญิงสาวหันกลับไปมอง พบชายหนุ่มคุ้นตา ต้องใช้ความทรงจำอยู่ชั่วครู่จึงได้คำตอบ“ต้น...” ชื่อนี้หลุดมาพร้อมรอยยิ้มจากริมฝีปากและดวงตา“ดีใจที่ได้เจอกันอีกครั้งครับปอ” ชายหนุ่มเดินเข้ามาหา ดวงตาพราวระยับ “แล้วก็ดีใจที่คุณยังจำชื่อผมได้”ปอเงยหน้าขึ้นมอง รู้สึกว่าเขาสูงขึ้น ไหล่กว้างกว่าเดิม ที่ชวนให้จดจำคือแววตาเปิดเผย จริงใจคู่นั้น“คุณเก่งกว่าอีก ที่จำฉันได้” หล่อนบอกเขาหัวเราะ “ไม่อยากบอกเลยว่าทีแรกก็จำไม่ได้ นึกอยู่ว่าสาวสวยผมยาวที่ไหนมายืนอยู่ใต้ต้นตะเบบูย่า กำลังจะเข้ามาจีบนะเนี่ย แต่พอเห็นเก็บดอกตะเบบูย่าเลยนึกถึงปอได้” เขาหยุดพูด มองเธอด้วยแววตาเปื้อนยิ้ม“เป็นยังไงบ้าง ไม่ได้เจอกันตั้งหลายปี”“สบายดี เรียนจบแล้ว เพิ่งได้งานทำ วันนี้อาจารย์ที่โรงเรียนท่านให้มาแนะแนวน้อง ๆ ม.๖”“เหมือนผมเลย” เขาพูดอย่างแปลกใจ “อาจารย์ท่านก็ให้ผมมาช่วยแนะแนวน้อง ๆ เหมือนกัน”“คุณทำงานอะไรคะ”“ออกแบบ พวกตึก อาคาร แล้วคุณล่ะ” เขาถามกลับ“งานโฆษณา”“งั้นต้องจบนิเทศฯ”“ค่ะ ของคุณคง...สถาปัตย์”“ครับ ผมสมัครเรียนตามเพื่อนน่ะ”“เหมือนกัน ฉันก็เลือกตามเพื่อน แต่มาแยกเอกโฆษณาทีหลัง”ทั้งสองนั่งคุยกันบนเก้าอี้ม้าหิน ใต้ต้นตะเบบูย่าที่กำลังผลิดอกบานสะพรั่ง ช่วงเวลา ๔-๕ ปีที่ล่วงผ่าน คล้ายเป็นเพียงลมหายใจของวันวาน ยามกลับมานั่งอยู่ที่เดิม จึงเหมือนตัวเล็กลง ได้สวมเครื่องแบบนักเรียนมัธยมอีกครั้ง“ตายจริง ใกล้เวลานัดกับอาจารย์แล้ว” ปออุทานหลังยกนาฬิกาขึ้นดู“จริงด้วย” ต้นดูนาฬิกาตาม “เราต้องไปพบอาจารย์ที่ห้องพักครูก่อนใช่มั้ย แล้วค่อยไปห้องประชุมอีกที”“ค่ะ แต่ฉันมาก่อนเวลา อยากมาดูตะเบบูย่าบาน ระลึกความหลัง”“ดีนะที่เราคิดเหมือนกัน” ต้นยิ้ม “ไม่งั้นผมอาจทำหน้างง ๆ ตอนเจอคุณ”หญิงสาวยิ้มรับ“รีบไปกันเถอะค่ะ”สองหนุ่มสาวลุกขึ้น ดอกตะเบบูย่าร่วงพรูผ่านหน้า ราวกับม่านสายลมสีชมพู“อ้อ...” ต้นนึกได้ ล้วงมือไปในกระเป๋าเสื้อ“นี่นามบัตรผมครับ มีอะไรจะติดต่อก็โทรคุยได้ตลอดเวลา”ปอรับมาแล้วเปิดกระเป๋าถือ ใส่นามบัตรเขาไว้ ก่อนหยิบนามบัตรตัวเองส่งให้“นี่ของฉันค่ะ ถ้ามีงานโฆษณาอะไรให้รับใช้ ก็โทรหาได้”ชายหนุ่มก้มดูนามบัตรหญิงสาว อมยิ้มน้อย ๆ แล้วเปรยเบา ๆ กับนามบัตรตรงหน้า“แล้ว...ถ้าคิดถึงเฉย ๆ ไม่มีงานอะไร จะโทรหาได้หรือเปล่าน้า...”ฝ่ายหญิงสาวไม่ตอบ มีเพียงรอยยิ้มแตะแต้มในดวงตา คำพูดจากนี้ไม่นับว่าจำเป็น...กาลเวลายังคงเดินทางต่อไป... สำหรับคนสองคน เมื่อผ่านก้าวที่หนึ่ง มาก้าวที่สอง คงไม่ยากที่จะมีก้าวต่อไป…สายลมพัดดอกตะเบบูย่ากลุ่มหนึ่งให้ปลิวคว้างเป็นทางไกลต้น ดูคล้ายถนนสายสีชมพูที่ทอดยาวให้คู่รักก้าวเดิน...เพียงแต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่า ถนนเส้นนี้ดูสวยงาม หวานใสเมื่อเริ่มต้น...แล้วจากนั้น...
---------------000---------------
ฤดูกาลหมุนเวียน เป็นสิ่งแสดงสัจจะให้เห็น...โลกนี้ล้วนแปรเปลี่ยน ไม่แน่นอน ทว่า...ความไม่เที่ยงแท้ก็มีความงดงามของมัน เป็นความงามที่น้อยคนจะเห็น เพราะต้องใช้ความกล้าหันหน้าเผชิญด้วยใจซื่อ เป็นกลาง คนส่วนใหญ่หวาดกลัวความเปลี่ยนแปลง มักเลี่ยงหนี หาวิธีบิดเบือน ไม่กล้ายอมรับ ทั้งที่จริง ต่อให้ยอมรับหรือไม่...ความเปลี่ยนแปลงก็ยังแสดงตัวอยู่ตลอดเวลา ทุกขณะจิตตะเบบูย่าวันนี้ยืนต้นเดียวดาย ดอกใบร่วงพรูเหลือกิ่งก้านเงียบงัน ลำต้นสูงใหญ่บอกถึงร่องรอยกาลเวลาหลายสิบปี กิ่งก้านแผ่คลุมอย่างกล้าหาญแม้ไร้ดอกใบ เหมือนจงใจประกาศแก่โลกว่า ตนยอมรับความแปรเปลี่ยน ไม่ฝืนขัด เมื่อมีงดงาม ย่อมมีร่วงโรย นั่นคือธรรมดาของโลกที่ลานดินใต้ต้นตะเบบูย่า เกลื่อนไปด้วยดอกสีชมพู ดารดาษเต็มลานราวกับพรมสีสวยชั่วคราว รอเวลาเหี่ยวแห้งผุพังต้นกับปอนั่งอยู่บนเก้าอี้ม้าหิน ใต้ต้นตะเบบูย่าตัวเดิม ปล่อยให้ความเงียบแทนบทสนทนา ปล่อยให้จังหวะแผ่วของหัวใจแสดงความอ่อนล้าโรยแรงนาน ๆ ดอกตะเบบูย่าที่ค้างต้นจะร่วงหล่นผ่านหน้าสักที ต้นก้มมองดอกไม้ที่ตนเคยชื่นชมก่อนถอนใจเบา ๆ“ผมไม่คิดว่าปอจะนัดให้เรามาเจอกันที่นี่” ชายหนุ่มทำลายความเงียบ“นั่นน่ะสิ” หญิงสาวพูดเหมือนถอนใจ “อาจเป็นเพราะที่ตรงนี้...เราไม่เคยทะเลาะกัน”ชายหนุ่มนิ่ง ก้มหน้า ดวงตาทอประกายเจ็บปวด“ถ้าผมจะขอโทษปออีกครั้ง...ตรงนี้...เราจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมอีกได้มั้ย”หญิงสาวยิ้มขื่น ๆ ให้กับที่โล่งว่างเบื้องหน้า ที่ซึ่งไม่มีใบหน้าเขา“สายไปแล้วต้น ยังไงเสีย ปอก็ต้องเดินทางวันพรุ่งนี้อยู่ดี”สีหน้าชายหนุ่มแสดงความอึดอัด ดวงตาฉายเพลิงโทสะชั่ววูบก่อนหรี่แสง ขบริมฝีปากแน่น...ใช่...ปอพูดถูก...สถานที่นี้เป็นที่แห่งเดียวที่พวกเขาไม่เคยทะเลาะกัน ฉะนั้น วันนี้เขาต้องรักษาความทรงจำอันงดงามของมันเอาไว้“ปอ...จะให้ผมทำยังไง คุณถึงจะไม่ไป” เขาเงยหน้าขึ้นเว้าวอน“ที่ปอนัดต้นมาวันนี้ ไม่ได้ต้องการพูดเรื่องเก่า เพราะยังไงมันก็เปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ แต่ปออยากให้เราจากกันด้วยดี อย่างน้อยก็รักษาความเป็นเพื่อนเอาไว้ เวลานี้ปอไม่โกรธ ไม่เกลียดต้นแล้ว ปัญหาทุกอย่าง ปล่อยให้มันผ่านไปเถอะ...ถ้าต้นจะมีใครอื่น ปอก็ยินดี แล้วที่ปอจะไปเรียนต่อเพื่อความก้าวหน้า ไปตามความฝันของตัวเอง ปอก็อยากให้ต้นแสดงความยินดีด้วยเช่นกัน”หญิงสาวจบประโยคอันยืดยาวพร้อมถอนใจ ราวกับปลดภาระอันหนักหน่วงลงชายหนุ่มพูดไม่ออก คอหอยจุกแน่นด้วยความรู้สึกยากอธิบาย มีคำพูดมากมาย มีคำขอโทษเป็นล้านอยากบอก แต่ใจหนึ่งรู้ว่ามันไม่มีประโยชน์ คบกับหล่อนมากี่ปีแล้ว มีหรือจะไม่เข้าใจ ปอเป็นผู้หญิงหนักแน่น เด็ดขาดแค่ไหน หล่อนอดทนจนถึงที่สุด แต่เมื่อจบคือจบ“ผมรักปอ...” เขาหลุดคำพูดนี้โดยไม่ตั้งใจ “นี่คือความรู้สึกจริง ๆ ไม่เคยโกหก แต่ผมห้ามคนอื่นไม่ให้มาชอบผมไม่ได้ ห้ามเขามาวอแวกับผมก็ไม่ได้ และผมก็ห้ามปอไม่ให้โกรธ...ก็ไม่ได้เหมือนกัน”หญิงสาวยิ้มเหนื่อยใจ“มันผ่านไปแล้วล่ะต้น ถ้าจะพูดไป นั่นไม่ใช่ปัญหาเดียวที่ทำให้เราเลิกกัน ปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็มีอีกเยอะ ถ้าจะพูดง่าย ๆ คือต้นไม่เข้าใจปอ ไม่เคยเข้าใจเลยสักนิด ทั้งที่บอกว่ารักปอนั่นแหละ”ถึงตรงนี้เขาก็เงียบ ไม่มีอะไรพูด...อาจจะจริง เขาไม่เคยเข้าใจหล่อนเลย ทั้งที่ปากบอกว่ารักสุดหัวใจ“วันนี้ เวลานี้ ปอขอรอยยิ้มจากต้นได้ไหม ขอให้เรามีภาพดี ๆ ของกันและกัน ในที่ ๆ เรามีความรู้สึกที่ดีกับมัน สถานที่ ๆ เราไม่เคยมีความเจ็บปวดร่วมกันเลย”ขอบตาร้อนผ่าว เหมือนน้ำตาจะไหล ให้พูดอย่างไรได้อีก เวลานี้ สิ่งที่ควรกระทำ คือส่งรอยยิ้มตามที่หล่อนต้องการ...รอยยิ้มที่ออกมาจากหัวใจอันเจ็บปวดคงไม่น่าดูนัก บางที การที่ต้องทำตามความต้องการของคนที่เรารัก โดยหัวใจรวดร้าวเช่นนี้ อาจเป็นการลงโทษอย่างหนึ่งถ้ารัก ก็ควรยินดีกับเส้นทางที่คนรักเลือกเดิน ปอจะไปตามหาฝัน เพื่อความก้าวหน้า ไปเรียนต่างประเทศอย่างที่เธอต้องการมาหลายปี ติดที่เขาเท่านั้นเป็นคนรั้งเอาไว้จากกันวันนี้ ไม่รู้อีกกี่ปีจะได้พบ เขาไม่อยากให้รอยยิ้มอำลานี้ เป็นรอยยิ้มสุดท้ายชั่วนิรันดร์…ตะเบบูย่าดอกสุดท้ายร่วงหล่นจากต้น ที่โต๊ะหินไร้เงาร่างสองหนุ่มสาว ความวังเวงแผ่กระจายเกาะกุมทุกกลีบดอกไม้ที่กลาดเกลื่อนกระจายรอบลานดินอีกนานเพียงไรหนอ ฤดูแห่งใบไม้ผลิจะเวียนมา...
----------000-----------
สายฝนเพิ่งหยุดโปรยปรายไม่นาน ตะเบบูย่าผลิใบเขียวสดซับน้ำไว้เต็มที่ มองแล้วพาจิตใจชุ่มชื่น ท้องฟ้าเป็นสีขาวจาง ปุยฝนยังเคลื่อนไปไม่หมด ไอเย็นฉ่ำแผ่กระจาย ลานดินใต้ต้นเฉอะแฉะ แต่กลับมีชายหนุ่มแต่งกายสะอาด สุภาพยืนชะเง้อคอมองหาดอกตะเบบูย่าโดยไม่กลัวกางเกงเปื้อนปอยืนมองชายหนุ่มจากด้านหลัง หลายปีที่ไม่เจอกันดูเขาเปลี่ยนแปลงไม่น้อย ท่าทางสุขุม ภูมิฐาน รูปร่างเริ่มมีเนื้อมีหนังมากขึ้น ไม่ใช่หนุ่มผอมเพรียวคนเดิม มองจากเบื้องหลังแล้วอดยิ้มไม่ได้เมื่อเห็นรูปร่างเขาเปลี่ยนแปลง ปอก็มองเห็นจิตใจตนเองเปลี่ยนไปเช่นกัน วันเวลาได้พัดพาความรู้สึกเก่า ๆ ออกจากใจ ความเศร้า ขมขื่น เจ็บปวด ไม่รู้หายหนไปตั้งแต่เมื่อไหร่ เคยคิดว่าชีวิตนี้คงไม่อาจมองหน้าเขาได้เต็มตาอีก ก็กลับยืนมองเขาอยู่อย่างนี้โดยไม่คิดละสายตา แค่กระดากเกินกว่าจะเป็นฝ่ายทักทายเรียกหาต้นรู้สึกมีสายตาคู่หนึ่งมองมาจากเบื้องหลัง จึงหันกลับ พบกับดวงหน้าคุ้นเคย ดวงตาพราว รอยยิ้มมีชีวิตชีวาคู่เดิม หญิงสาวคนนั้นมีรอยยิ้มพร้อมคำทักทายไม่ผิดเด็กสาวคนเก่า“นี่ถ้าเจอดอกตะเบบูย่าบนต้น จะยังปีนขึ้นไปเก็บอีกหรือเปล่า”ชายหนุ่มหัวเราะ หัวใจโปร่งเบา“แก่แล้ว คงปีนต้นไม้ไม่ไหวหรอก”“อ้าว...แล้วมาทำอะไรแถวนี้ล่ะ” หญิงสาวเอียงคอถาม“ทางโรงเรียนเราจะสร้างอนุสรณ์สถาน เลยให้ผมมาดูสถานที่เพื่อไปออกแบบ” เขาตอบพลางถามกลับ “แล้วปอล่ะ เป็นยังไงมายังไง ไม่ได้ข่าวคราวเลย ไม่เจอกันตั้งหลายปี สวยขึ้นจนเกือบจำไม่ได้”“อย่าแกล้งชมคนแก่เลยต้น อายุขึ้นเลขสามกันแล้ว พวกที่ทำงานเขาเรียกปอว่าป้ากันทั้งนั้น”“แล้วมีครอบครัวหรือยัง” ชายหนุ่มถามด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ แต่ในใจกลับแปลบ ๆ ไร้สาเหตุ“...อือ...” หญิงสาวนิ่งนิดนึงก่อนพยักหน้าตอบรับ “แล้วต้นล่ะ มีครอบครัวหรือยัง...ลูกกี่ขวบแล้ว”ชายหนุ่มยิ้มอย่างรู้สึกว่าฝืน“ก็...ยังอยู่ชั้น...อนุบาล” เขารู้สึกว่าเป็นคำตอบที่ยากเย็นทั้งคู่รู้สึกว่าบทสนทนาฝืดฝืน เข้าสู่สภาวะกระอักกระอ่วนเต็มที“เออ...” ชายหนุ่มรีบเบี่ยงเบนประเด็น “แล้วปอมาทำอะไรที่โรงเรียนล่ะ...”“อ๋อ...ทางโรงเรียนเขาจะจัดงานหาทุนสร้างอนุสรณ์สถาน ที่ต้นมาออกแบบนี่แหละ เลยให้ปอมาทำแผนโฆษณาหารายได้ให้”“อืม...งั้นแสดงว่าเราจะได้ทำงานร่วมกันแล้วสิ” ชายหนุ่มยิ้ม“นั่นสิ เป็นครั้งแรกเลยนะ” หญิงสาวเกิดความอบอุ่นลึก ๆจากนั้นทั้งคู่ได้แต่มองตากัน หาบทสนทนาต่อไม่ได้ ในใจมีกำแพงบางอย่างกั้นกลาง เป็นกำแพงแห่งมุสา ที่สร้างความอึดอัดใจตลอดเวลา ทั้งที่พยายามพูดจาอย่างเป็นธรรมชาติลมแรงพัดมาวูบหนึ่ง ตะเบบูย่าสั่นกราว หยาดน้ำร่วงพรูจากใบลงมาราวกับห่าฝนซัดสาด ปอเอี้ยวตัวหลบ ขณะที่ต้นรีบก้าวเข้ามาเอาร่างบังหยาดฝนจากยอดไม้ให้หญิงสาวสองร่างชิดใกล้จนสัมผัสลมหายใจกันและกัน ได้ยินเสียงเต้นของหัวใจดังชัด ราวกับมันต้องการออกมาประกาศความจริงให้โลกรู้ สองสายตาประสาน ความรู้สึกเร้นลึกถูกเปิดเผย ตีแผ่ชั่วเวลาสั้น ๆ“ขอบคุณนะต้น” ปอแก้มร้อน รีบเบี่ยงตัวออกจากอ้อมแขนเขาชายหนุ่มยิ้มฝืดฝืน ถอนใจหนักก่อนตัดสินใจเด็ดขาด“ปอ...ผมมีเรื่องอยากบอก” เขาพูดแต่หญิงสาวเอ่ยขัด“รีบไปเช็ดตัวที่รถปอก่อนดีกว่า ต้นเปียกหมดแล้ว”
“ฟังเรื่องของผมก่อนนะ” เขาอยากเปิดเผยสิ่งที่อัดอั้นในใจ“เดินไปคุยไปก็ได้” หญิงสาวเงยหน้าขึ้นยิ้ม ดวงตามีประกายแห่งการตัดสินใจ
“ปอก็มีเรื่องอยากบอกต้นเหมือนกัน”ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนคิดได้ เขายังมีเวลาอีกมากที่จะบอกหล่อน...จะรีบร้อนไปทำไม...คำพูดนั้นอาจไม่มีประโยชน์อีกแล้วในเวลานี้ แต่เขาก็อยากจะบอกมันออกไป…บอกว่าตนเองยังไม่มีลูก ไม่มีครอบครัว หลายปีที่ผ่าน อาจมีบางคนเข้ามาในชีวิต แต่มันก็จบไปแล้ว เวลาและความไม่ลงตัวหลายอย่าง ทำให้ผู้หญิงคนนั้นเดินออกจากชีวิตเขา“ได้สิ...ยังไงเราก็ต้องทำงานร่วมกัน มีโอกาสเจอกันบ่อยอยู่แล้ว” ชายหนุ่มตอบรับหญิงสาวคลี่ยิ้ม...จริงสิ...เขากับหล่อนต้องทำงานร่วมกัน มีโอกาสเจอกันบ่อย ถึงอย่างไรคงปิดบังบางเรื่องไม่ได้อยู่ดี สู้รีบบอกเขา แล้วเผชิญหน้ากับความจริงดีกว่า จะได้ไม่ต้องอึดอัดทรมานกับคำโกหกของตัวเอง...แม้ว่าบอกไปแล้ว จะทำให้หล่อนเหมือนคนไร้น้ำยาก็ตามที…
ปอยังไม่มีครอบครัว จะมีได้อย่างไร ในเมื่อชีวิตมีแต่งาน กับการเดินทาง ที่สำคัญ จนบัดนี้หล่อนยังไม่เจอใครที่ใช่...นอกจาก “เขา” คนเดียวหญิงสาวอดยิ้มเยาะตัวเองไม่ได้ ไม่รู้จะบอกเขาไปทำไม รู้สึกเหมือนไร้ค่าพิกล...แต่ก็นั่นแหละ มันยังดีกว่าทนทรมานกอดคำโกหกไว้ เพื่อรักษาหน้าตัวเอง
สองหนุ่มสาวเดินออกจากใต้ร่มตะเบบูย่า มีเสียงพูดคุยแว่วมาเบา ๆ ในกระแสเสียงนั้น ตอนแรกเกิดอารมณ์พิศวง งงงัน ก่อนจะมีเสียงหัวเราะเบา ๆ ของหัวใจที่ผ่อนคลาย เบิกบาน ตามมาด้วยคลื่นแห่งความสุขที่กระจายออกไปทั่วบริเวณตะเบบูย่ายังยืนต้นรับลมฝน ใบเขียวสดสะบัดเบา ๆ ราวกับส่งรอยยิ้มตามหลังสองหนุ่มสาว
อีกไม่นาน ดอกสีชมพูจะผลิบาน ใบสีเขียวจะเหี่ยวแห้ง ร่วงโรย เปิดโอกาสให้ทั้งต้น ยืนกิ่งด้วยสีชมพูพราว จากนั้น...ดอกตะเบบูย่าจะร่วงหล่น เหลือกิ่งก้านเดียวดาย...แล้วใบใหม่ค่อยเริ่มผลิ วนเวียนเช่นนี้
…เกิดขึ้น...ตั้งอยู่...แปรปรวน...ดับไป...แล้วเกิดใหม่ เวียนซ้ำ นี่คือเรื่องปกติธรรมดาของโลก
ความงาม เกิดขึ้นได้ทุกฤดูกาล ทุกระยะแห่งความเปลี่ยนแปร หากมองมัน ด้วยจิตใจที่งดงาม...ด้วยจิตใจที่รู้เท่าทัน…
--------จบ--------
ต้นตะเบบูย่า มีชื่อภาษาไทยว่า “ชมพูพันธุ์ทิพย์”
ภาพดอกและต้นตะเบบูย่า
http://www.tourdoi.com/webboard2/generate.cgi?content=0476&board=board_1