มีผู้เขียนมาถามว่า  เศรษฐศาสตร์กระแสหลักต่างกับเศรษฐกิจพอเพียงอย่างไร

  

คำตอบแรก คือ  เศรษฐกิจพอเพียงบอกสิ่งที่ควรเป็น  แต่เศรษฐศาสตร์ พยายามอธิบาย สิ่งที่เกิดขึ้นหรือจะเกิดขึ้น  ว่า ถ้าคนมีเป้าหมายแสวงหาอรรถประโยชน์ (ความพอใจ)สูงสุด  แล้วเขาจะมีพฤติกรรมอย่างไร ถ้าหน่วยธุรกิจมีเป้าหมายแสวงหากำไรสูงสุด (หรือต้นทุนต่ำสุด หรือ ลดความเสี่ยง) จะมีพฤติกรรมอย่างไร  เศรษฐศาสตร์จุลภาคจึงพยายามอธิบายพฤติกรรมตัวละคร (ปัจเจกบุคคล  หน่วยผลิต) และผลต่อสังคมที่เกิดขึ้น

  

คำตอบที่สอง    ตามแนวคิดเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก (นีโอคลาสสิค)  หากพฤติกรรมไม่เป็นที่พึงปรารถนาต่อสังคมก็จะมีข้อเสนอว่า รัฐควรเข้ามาแก้ไขอย่างไรเพื่อปรับพฤติกรรม ซึ่งจะเป็นกลไกเชิงสถาบัน เช่น  ระบบภาษี  ระบบการอุดหนุน   โดยไม่ได้เสนอให้ปรับเป้าหมาย (คือการหาอรรถประโยชน์ หรือ การหากำไร)   แต่เศรษฐกิจพอเพียง เน้นหาทางออกโดยปรับเป้าหมาย ปรับทัศนคติ  เป็นการระเบิดจากข้างใน เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง   มากกว่าการออกแบบกลไกภายนอกมาคุมพฤติกรรมอย่างข้อเสนอทางเศรษฐศาสตร์

  

คำตอบที่สาม   เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก  เป็น anthropocentric  (anthro= มนุษย์, centric = ศูนย์กลาง) คือ มองมนุษย์เป็นศูนย์กลาง  แม้แต่ การพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่ใส่ใจต่อปัญหาสิ่งแวดล้อม ก็ยังเป็นการจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อให้เกิดความยั่งยืนต่อการดำรงอยู่ของมนุษย์   ในขณะที่เศรษฐกิจพอเพียง จะมองมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมอย่างเท่าเทียมกันมากกว่า และเน้นไม่ให้คนไปเบียดเบียนสิ่งแวดล้อม

   

นอกจากนี้เศรษฐศาสตร์มีแนวคิดที่ชัดเจน เรื่อง  ความพอดี (optimal)  ความมีเหตุมีผล (rationality) ความยั่งยืน (sustainability)  การหลีกเลี่ยงความเสี่ยง (risk averse)  การลดความเสี่ยง (risk minimization)  การออม (saving)  และให้ความสำคัญกับ ความรู้ที่เรียกว่า ข้อมูล (information)   แต่มีรายละเอียดที่แตกต่างกับเศรษฐกิจพอเพียงอยู่   มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่เรื่อง 

  

เศรษฐศาสตร์ มีแนวคิดเรื่อง จริยวิบัติ (moral hazard) ที่ไม่ได้สอนให้คนมีจริยธรรม  แต่จะอธิบายว่า  ภายใต้สถานการณ์ใด คนมีแนวโน้มจะไม่มีจริยธรรม    …..มีแนวคิด เรื่อง  ตีตั๋วฟรี (free rider)  ที่ไม่ได้สอนไม่ให้เอาเปรียบคนอื่น   แต่จะอธิบายว่า ภายใต้สถานการณ์ใด  คนจะถือเอาประโยชน์โดยตัวเองไม่ลงทุนลงแรง …. แล้วก็จะเสนอทางแก้โดยปรับระบบแรงจูงใจ

  

เศรษฐกิจพอเพียงให้ความสำคัญกับเป้าหมาย  และการหาทางออกโดยการใช้สติและปัญญา   แต่เศรษฐศาสตร์เชื่อในเรื่องแรงจูงใจ  ทางออกจึงเน้นการสร้างกลไก เครื่องมือมาปรับแรงจูงใจ

  

เศรษฐกิจพอเพียงเสนอแนวทางที่ควรเป็น โดยเน้นการควบคุมตนเอง  เราคิดว่า หากใช้ผสมกับกลไกเชิงระบบ ออกมาควบคุมกำกับซ้ำอีกที   บางทีก็อาจจะมีประสิทธิผลดี  

  

ปัญหาเมืองไทยตอนนี้ คือ  จิตใจคนอ่อนแอเกินกว่าจะควบคุมตนเองไม่ให้ไปตามกระแสสังคม  ในขณะที่กลไกที่ควบคุมระบบสังคมก็อ่อนแอ   นักเศรษฐศาสตร์บอกว่า  แค่รัฐมีความจริงจังกับบทบาทหน้าที่ของตน  ใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่มีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ (เช่น ระบบภาษี  กม.ควบคุมการผูกขาด  กม.คุ้มครองผู้บริโภค ภาษีสิ่งแวดล้อม ฯลฯ)  แค่นี้  ประเทศก็จะเดินอยู่ในร่องในรอยที่สอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงมากกว่านี้

  

อ้อ  ยังมีบางประเด็นที่ต่างมาก เช่น  การมองการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นเป้าหมายหนึ่งของเศรษฐศาสตร์มหภาค  โดยไม่เตือนสติเรื่องการเติบโตอย่างมีขั้นตอน  และมองข้ามต้นทุนที่เกิดขึ้นจากการเติบโตและพัฒนาเศรษฐกิจ  ทั้งที่เศรษฐศาสตร์อีกสาขาหนึ่ง เช่น เศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม (ซึ่งเป็นนีโอคลาสสิคเหมือนกัน) ก็เตือนถึงปัญหาเหล่านี้ไว้แล้ว    แสดงถึงปัญหาการวิเคราะห์แยกส่วน ที่ต่างจากความพยายามมองเป็นองค์รวมของเศรษฐกิจพอเพียง

เศรษฐศาสตร์เห็นประโยชน์ของการแข่งขัน แต่เศรษฐกิจพอเพียงเห็นประโยชน์ของความร่วมมือ   เศรษฐศาสตร์มองว่า ความร่วมมือไม่ใช่สิ่งปกติ   จะมีความร่วมมือภายใต้บางสถานการณ์  แต่ความร่วมมือนั้นอาจไม่เสถียร  สมาชิกอาจจะหักหลังถ้ามีโอกาส   แต่ก็มีเศรษฐศาสตร์ที่พูดถึงทุนทางสังคม (social capital) ที่บอกว่า ความร่วมมือจะเกิดขึ้นได้ถ้าคนมีความไว้วางใจกัน  เป็นต้น