คลังประเมินเศรษฐกิจครึ่งปีหลังปัจจัยบวกหนุนเพียบ ส่งผลขยายตัวได้ตามไม่หลุดเป้า 3.8-4.3% นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เชื่อมั่น การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะอยู่ในช่วงที่คลังประเมินไว้ หรือเฉลี่ยที่ 4% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง มีปัจจัยบวกจำนวนมากที่จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการเมืองไทยเริ่มนิ่ง  นายกรัฐมนตรีประกาศจะพยายามให้มีการเลือกตั้งเร็วขึ้น         กว่าที่กำหนดไว้เดิม เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าขยายตัวมากกว่าที่ประมาณการไว้ ภาคการส่งออกยังขยายตัวได้ดีมาก แม้ว่าจะได้รับ ผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็ง   นอกจากนี้การเบิกจ่ายภาครัฐ มีการเบิกจ่ายสูง สิ้นเดือน พ.ค. 2550 มีการเบิกจ่ายขาดดุลเงินสดถึง 2 แสนล้านบาท ทำให้มีเงินอัดฉีดเข้าสู่ระบบจำนวนมาก คาดว่าในเดือน มิ.ย. นี้ การเบิกจ่ายก็ยังอยู่ในระดับสูงอีกต่อไป ขณะที่รายได้เดือน มิ.ย. จะเก็บได้ตามเป้า หรือสูงต่ำกว่าเป้าเพียงเล็กน้อย  การขาดดุลงบประมาณปี 2550 จำนวน 1.42 ล้านล้านบาท และการ ขาดดุลงบประมาณปี 2551 จำนวน  1.65 แสนล้านบาท จะทำให้มีเม็ดเงินอัดฉีดเข้าสู่ระบบทั้งปี 2550 ต่อเนื่อง ไปถึงปีหน้า ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดี เพราะการใช้จ่ายภาครัฐจะเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญนายศุภรัตน์ กล่าว นายศุภรัตน์ กล่าวว่า ด้านของเศรษฐกิจภายในประเทศอัตราเงินเฟ้อต่ำทั้งปีคาด 2.8% เสถียรภาพ ต่างประเทศเงินทุนสำรองอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้อัตราดอกเบี้ยต่ำ 3.5% เป็นแรงสนับสนุนการลงทุนและการบริโภค ด้านแนวโน้มการลงทุนดีขึ้น ดัชนีความเชื่อมั่นด้านอุตสาหกรรมเดือนล่าสุดดีกว่าเดือนที่ผ่านมา  ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะปรับตัวดีกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้และน่าจะโตได้ 4% อย่างแน่นอน ซึ่งในส่วนของกระทรวงการคลังจะประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยใหม่อีกครั้งในเดือน ส.ค. นี้นายศุภรัตน์ กล่าว อย่างไรก็ตาม นายศุภรัตน์ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องจับตาดูคือค่าเงินบาทแข็ง ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ต้นปี ถึงปัจจุบัน 17% ทำให้ต้นทุนของ ผู้ประกอบการต้องสูง อัตราเงินเฟ้อสูงกระทบกับการบริโภค นอกจากนี้ยังมีเรื่องผลกระทบจากความผันผวนเงินทุน และความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศ รวมถึงปัญหาภาคใต้ ซึ่งทั้งหมดเป็นปัญหาเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง 

 นายศุภรัตน์ กล่าวว่า รายได้ของรัฐบาลในเดือน มิ.ย.นี้ เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาเท่ากับที่เคยคาดการณ์ไว้ เนื่องจากช่วงครึ่งเดือนแรกที่ผ่านมามีรายรับค่อนข้างดี แต่ที่ต้องจับตาคือในเดือน ส.ค. ที่ถึงรอบที่บริษัทห้างร้านต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบครึ่งปีซึ่ง ถือเป็นรายได้หลัก แต่ก็ยอมรับว่าทั้งปีงบประมาณ 2550 ที่จะสิ้นสุดในเดือน ก.ย. 2550 นี้ การขาดดุลงบประมาณจะสูงกว่าที่กำหนดไว้ 1.4 แสนล้าน บาท และไม่ได้ทำให้เกิดภาระทางการคลังแต่อย่างใด เพราะสามารถนำเงินคงคลังไปเสริมได้อยู่แล้ว และยืนยันว่าเงินคงคลังขณะนี้มีเพียงพอ ที่จะรองรับการขาดดุลงบประมาณที่สูงกว่าเป้าหมายได้  จุดที่บ่งชี้ว่ายังมีปัญหาอยู่คือการบริโภคภายในประเทศและการลงทุนที่ยังไม่ขยายตัวเท่าที่ควรนายศุภรัตน์ กล่าว โพสต์ทูเดย์  กรุงเทพธุรกิจ  แนวหน้า  สยามรัฐ  ไทยโพสต์  ข่าวสด  คม ชัด ลึก  มติชน 23 มิ.ย. 50