นายศุภรัตน์ กล่าวว่า รายได้ของรัฐบาลในเดือน มิ.ย.นี้ เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาเท่ากับที่เคยคาดการณ์ไว้ เนื่องจากช่วงครึ่งเดือนแรกที่ผ่านมามีรายรับค่อนข้างดี แต่ที่ต้องจับตาคือในเดือน ส.ค. ที่ถึงรอบที่บริษัทห้างร้านต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในรอบครึ่งปีซึ่ง ถือเป็นรายได้หลัก แต่ก็ยอมรับว่าทั้งปีงบประมาณ 2550 ที่จะสิ้นสุดในเดือน ก.ย. 2550 นี้ การขาดดุลงบประมาณจะสูงกว่าที่กำหนดไว้ 1.4 แสนล้าน บาท และไม่ได้ทำให้เกิดภาระทางการคลังแต่อย่างใด เพราะสามารถนำเงินคงคลังไปเสริมได้อยู่แล้ว และยืนยันว่าเงินคงคลังขณะนี้มีเพียงพอ ที่จะรองรับการขาดดุลงบประมาณที่สูงกว่าเป้าหมายได้ “จุดที่บ่งชี้ว่ายังมีปัญหาอยู่คือการบริโภคภายในประเทศและการลงทุนที่ยังไม่ขยายตัวเท่าที่ควร” นายศุภรัตน์ กล่าว โพสต์ทูเดย์ กรุงเทพธุรกิจ แนวหน้า สยามรัฐ ไทยโพสต์ ข่าวสด คม ชัด ลึก มติชน 23 มิ.ย. 50
คลังประเมินเศรษฐกิจครึ่งปีหลังปัจจัยบวกหนุนเพียบ ส่งผลขยายตัวได้ตามไม่หลุดเป้า 3.8-4.3%
นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เชื่อมั่น การขยายตัวทางเศรษฐกิจจะอยู่ในช่วงที่คลังประเมินไว้ หรือเฉลี่ยที่ 4% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง มีปัจจัยบวกจำนวนมากที่จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดี ไม่ว่าจะเป็นการเมืองไทยเริ่มนิ่ง นายกรัฐมนตรีประกาศจะพยายามให้มีการเลือกตั้งเร็วขึ้น กว่าที่กำหนดไว้เดิม เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าขยายตัวมากกว่าที่ประมาณการไว้ ภาคการส่งออกยังขยายตัวได้ดีมาก แม้ว่าจะได้รับ ผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็ง นอกจากนี้การเบิกจ่ายภาครัฐ มีการเบิกจ่ายสูง สิ้นเดือน พ.ค. 2550 มีการเบิกจ่ายขาดดุลเงินสดถึง 2 แสนล้านบาท ทำให้มีเงินอัดฉีดเข้าสู่ระบบจำนวนมาก คาดว่าในเดือน มิ.ย. นี้ การเบิกจ่ายก็ยังอยู่ในระดับสูงอีกต่อไป ขณะที่รายได้เดือน มิ.ย. จะเก็บได้ตามเป้า หรือสูงต่ำกว่าเป้าเพียงเล็กน้อย “การขาดดุลงบประมาณปี 2550 จำนวน 1.42 ล้านล้านบาท และการ ขาดดุลงบประมาณปี 2551 จำนวน 1.65 แสนล้านบาท จะทำให้มีเม็ดเงินอัดฉีดเข้าสู่ระบบทั้งปี 2550 ต่อเนื่อง ไปถึงปีหน้า ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ดี เพราะการใช้จ่ายภาครัฐจะเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ” นายศุภรัตน์ กล่าว
นายศุภรัตน์ กล่าวว่า ด้านของเศรษฐกิจภายในประเทศอัตราเงินเฟ้อต่ำทั้งปีคาด 2.8% เสถียรภาพ ต่างประเทศเงินทุนสำรองอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้อัตราดอกเบี้ยต่ำ 3.5% เป็นแรงสนับสนุนการลงทุนและการบริโภค ด้านแนวโน้มการลงทุนดีขึ้น ดัชนีความเชื่อมั่นด้านอุตสาหกรรมเดือนล่าสุดดีกว่าเดือนที่ผ่านมา “ผมเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะปรับตัวดีกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้และน่าจะโตได้ 4% อย่างแน่นอน ซึ่งในส่วนของกระทรวงการคลังจะประเมินภาวะเศรษฐกิจไทยใหม่อีกครั้งในเดือน ส.ค. นี้” นายศุภรัตน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม นายศุภรัตน์ กล่าวว่า สิ่งที่ต้องจับตาดูคือค่าเงินบาทแข็ง ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ต้นปี ถึงปัจจุบัน 17% ทำให้ต้นทุนของ ผู้ประกอบการต้องสูง อัตราเงินเฟ้อสูงกระทบกับการบริโภค นอกจากนี้ยังมีเรื่องผลกระทบจากความผันผวนเงินทุน และความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุนต่างประเทศ รวมถึงปัญหาภาคใต้ ซึ่งทั้งหมดเป็นปัญหาเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง