คลังจ่อเพิ่มสิทธิลดหย่อนภาษีให้นิติบุคคล และบุคคลธรรมดาที่บริจาคเงินแก่องค์กรการกุศล และลดเงื่อนไขเพื่อเปิดกว้างแก่องค์กรการกุศลสามารถนำรายได้หักลดหย่อนภาษีได้เพิ่มเติมได้ โดยตั้งคณะทำงานศึกษาร่วมระหว่างคลังกับกระทรวงพัฒนาสังคมเพื่อศึกษาความเป็นไปได้ ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ได้จัดตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด เพื่อศึกษาแนวทางการนำรายได้  มาหักลดหย่อนภาษีสรรพากรสำหรับองค์กรที่ตั้งขึ้นเพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งปัจจุบันจะมีบางองค์กรเท่านั้น ที่สามารถนำรายได้มาหักลดหย่อนภาษีได้ ขณะที่บางองค์กรตั้งขึ้นมาเพื่อประโยชน์ทางสังคม และสาธารณะ แต่ไม่ได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกัน จึงต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมว่า องค์กรประเภทใดที่เข้าข่ายสามารถหักลดหย่อนภาษีได้ ขณะเดียวกันก็พิจารณาด้วยว่า การบริจาคเงินให้กับองค์กรเพื่อการกุศลสำหรับนิติบุคคลหรือบุคคลธรรมดานั้นควรมีเพิ่มขึ้นหรือไม่  "เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้ร่วมหารือกับรองนายกรัฐมนตรี ท่านไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เกี่ยวกับมาตรการทางการคลังเพื่อสังคม โดยหนึ่งในมาตรการ คือ พิจารณาว่า ควรเปิดกว้างให้องค์กรที่ทำเพื่อสาธารณประโยชน์สามารถนำรายได้มาหักลดหย่อนภาษีได้ ซึ่งเราก็ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อศึกษาเรื่องดังกล่าว โดยมีตัวแทนของกรมสรรพากรเข้าร่วมด้วย" ทั้งนี้ องค์กรการกุศล และสาธารณประโยชน์ที่ได้รับการลดหย่อนภาษีสรรพากรจะต้องได้รับการรับรองจากกระทรวงการคลัง ปัจจุบันมีอยู่ 600 แห่ง ขณะที่มูลนิธิ และสมาคมบางแห่ง ที่ไม่ได้อยู่ในประกาศของกระทรวงการคลังก็จะไม่ได้รับการยกเว้น ซึ่งทุกวันนี้ก็มีสมาคมและมูลนิธิหลายแห่งได้ยื่นขอคำรับรองจากกระทรวงการคลังเพื่อขอลดหย่อนภาษีดังกล่าว แต่การพิจารณาอนุมัติจะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันการหลบเลี่ยงภาษี เพราะสมาคมหรือบางมูลนิธิ ก็มีการจัดกิจกรรมหารายได้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการกุศลหรือสาธารณะ มูลนิธิหรือองค์กรสาธารณประโยชน์ที่จะได้รับการรับรองในการลดหย่อนภาษีได้ ต้องจัดตั้งมาอย่างน้อย 3 ปี รายได้ 60% ต้องทำเพื่อการกุศล  "เราต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบ เพราะหากเปิดกว้างไป อาจเป็นช่องว่างในการหลีกเลี่ยงภาษีได้ ซึ่งเรื่องนี้ ทางกรมสรรพากรจะเป็นผู้พิจารณาในรายละเอียดร่วมด้วย เพื่อดูช่องทางที่องค์กรมูลนิธิ หรือสมาคม สามารถหลีกเลี่ยงภาษีได้" ดร.ฉลองภพ กล่าว ปัจจุบันมูลนิธิ หรือองค์กรที่ไม่อยู่กลุ่มที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงการคลังจะต้องเสียภาษีสรรพากร อาทิเช่น เสียภาษีในอัตรา 10% ของรายได้จากเงินปันผลจากการลงทุน หากมีรายได้อื่นที่ไม่ใช่รายได้จากการบริจาค เช่น เปิดให้บริการโต๊ะสนุกเกอร์ ขายบัตรคอนเสิร์ต เป็นต้น จะต้องเสียภาษีในอัตรา 2% จากรายได้ที่ได้รับ และต้องยื่นเสียภาษี ภ.ง.ด.55 ด้วย ส่วนที่ยื่นคำนวณภาษี สำหรับลดหย่อนเงินฝากจะต้องเสียในอัตรา 15% เท่ากับอัตราหัก ณ ที่จ่าย สำหรับค่าธรรมเนียมรายปี และเงินบริจาคอื่น ๆ จะได้รับการยกเว้นโดยอัตโนมัติ ในแง่การหักลดหย่อนภาษี สำหรับการบริจาคแก่องค์กรการกุศลนั้น หากเป็นนิติบุคคลสามารถนำรายจ่ายที่บริจาคมาหักเป็นค่าใช้จ่าย ได้ไม่เกิน 2% ของกำไรสุทธิ หลังหักลดหย่อนต่าง ๆ ถ้าเป็นบุคคลธรรมดา หักได้ตามจริงแต่ไม่เกิน

10% ของรายได้หลังหักลดหย่อนภาษีต่าง ๆ แล้ว แต่หากบริจาคเงินเพื่อสถานศึกษา หรือ มหาวิทยาลัยนั้น สามารถนำรายจ่ายมาหักลดหย่อนได้สองเท่าของเงินบริจาค แต่ไม่เกิน 10%ของกำไรสุทธิสำหรับนิติบุคคล และไม่เกิน 10% ของรายได้หลังหักลดหย่อนสำหรับบุคคลธรรมดา เขายังกล่าวด้วยว่า สำหรับแนวทางการจัดเก็บภาษีมรดกนั้น แม้ขณะนี้ตนไม่ได้มีนโยบายที่จะให้มีการจัดเก็บในช่วงนี้ แต่ได้มอบหมายให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลังได้ทำการศึกษาผลกระทบในทุกด้าน เพื่อเตรียมการไว้ล่วงหน้ากรณีที่พรรคการเมืองจะนำมาหาเสียงในเรื่องดังกล่าว เพื่อให้ทราบถึงแนวทางว่าจะสามารถทำได้มากน้อยแค่ไหนกรุงเทพธุรกิจ  25  มิ.ย.  50