เล่าเรื่องในชุดย้อนรอย PhD ซึ่งเขียนลงในวารสารสายใยพยา-ธิของภาควิชา มาเรื่อยๆแบบตัดตอนไปมา ตอนนี้เป็นเรื่องทั่วๆไปของการใช้ชีวิตที่เมืองเพิร์ธค่ะ อ่านเองอีกรอบเวลาตัดต่อเอามาลงบล็อกแล้ว รู้สึกขอบคุณอ.หมอปารมี คุณเอื้อของเราเป็นยิ่งนัก ที่ยุให้เขียน พร้อมทั้งตั้งชื่อเรื่องให้เรียบร้อย ทำให้เรื่องนี้ไม่หายไปกับความทรงจำเสียหมด


ตอนแรกที่ไปในฐานะนักเรียนทุน AusAID เมื่อไปถึงเราได้รับการบอกเล่าไว้ว่าให้หาที่พักให้เรียบร้อยก่อนจึงจะเขียนใบคำร้องขอให้ครอบครัวตามไปได้ โดยช่วงแรกเขาจองที่พักของมหาวิทยาลัยไว้ให้ แต่พอรู้ราคาเมื่อเทียบกับหอพักข้างนอกหรือค่าเช่าบ้านแล้วก็หนาว รีบหาทางย้ายออกแทบไม่ทัน เพราะแพงเป็น 2-3 เท่าเลย จากที่เคยคิดว่าตัวเองกินง่ายอยู่ง่าย ต้องเปลี่ยนใจเล็กน้อย เพราะอาหารที่เขามีให้ในหอพักก็กินได้น้อยมาก ผอมลงได้ทันตาเห็นค่ะ

ในช่วงแรกเดินหาที่พักกันกับเพื่อนชาวอินโดนีเซียกับชาวเวียตนามรอบๆบริเวณมหาวิทยาลัย จะมีการติดป้ายหอพักให้เช่ามากมาย ส่วนใหญ่จะมีสำนักงานดูแลเราต้องโทรไปนัดแล้วเขาจะเอากุญแจมาเปิดให้เราดู มีบางที่ก็ใช้วิธีให้เราเซ็นชื่อ มัดจำกุญแจไว้ ดอกละ 50 เหรียญต่อวัน ต้องเอามาคืนจึงจะได้เงินคืน  กว่าจะหาได้ถูกใจถูกเงินก็เดินกันรอบมหาวิทยาลัย 2-3 ถนนทะลุปรุโปร่งไปหมด เมื่อได้ที่พักแล้วก็ต้องสมัครเข้าเรียนให้ลูกๆ ที่ Perth เขาจะรับเด็กตามเขตที่อยู่อาศัย ก็สมัครให้ในฐานะเป็นผู้ติดตามของนักเรียนทุน AusAID จึงได้รับสิทธิพิเศษไม่เสียค่าธรรมเนียม มิฉะนั้นถ้าเป็นนักเรียนแบบ international จะเสียค่าธรรมเนียมแพงมาก เมื่อได้ครบทุกอย่างแล้ว ก็ไปจัดการกรอกใบสมัครขอให้ครอบครัวติดตามมา เตรียมตัวพบกันเสียที ห่างกันมาเกือบเดือนแล้ว ปรากฎว่าฝันสลาย เพราะเราได้ทราบว่ารัฐบาลไทยมีกฎว่านักเรียนไทยที่จะนำครอบครัวติดตามมาด้วยได้นั้น จะต้องอยู่ที่นั่นเรียบร้อยแล้วเป็นเวลา 3 เดือน คงจะเพื่อให้แน่ใจว่าสามารถทนอยู่ได้แน่ๆเสียก่อน

ได้พบพี่คนไทย 2 คนซึ่งกำลังศึกษาปริญญาเอกอยู่ที่ Agriculture UWA คือพี่หนุ่ย-มณีรัตน์ กันตังกุล (เคยทำงานที่ม.อ.มาก่อน) และพี่ดุ่ย ธำรงค์ เมฆโหรา ที่มีส่วนช่วยให้เวลา 3 เดือนแรกที่ Perth ไม่ทุกข์ทรมานมาก เพราะจะหอบหิ้วชักชวนไปไหนมาไหนด้วยเสมอ พี่หนุ่ยพบรักกับ Dr John Milton ที่ม.อ.แล้วก็เลยตามมาอยู่ที่ Perth มาเรียนต่อโท 2 ใบก่อนที่จะต่อเอกต่อ ส่วนพี่ดุ่ยเป็นผู้ที่แนะนำให้พบกับกลุ่มนักศึกษาไทยคนอื่นๆ ทั้งที่ UWA และมหาวิทยาลัยอื่นๆ พวกเราจะมีการนัดพบกันทุกวันเสาร์ที่โรงยิมของ UWA เพื่อเล่นแบดมินตันกัน เป็นการพบปะแลกเปลี่ยนสารทุกข์สุขดิบและออกกำลังกายกันไปด้วย ซึ่งต่อๆมาเมื่อครอบครัวเราเป็นรุ่นพี่แล้ว (อยู่มา 4-5 ปี) บ้านเราก็เป็นที่นัดพบมาทำอาหารทานกันหลังจากเล่นแบดของน้องๆคนอื่นที่มาเรียนต่อเอก ส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆทั่วประเทศไทย ทำให้สามหนุ่ม วั้น เหน่น ฟุง ได้มีโอกาสเรียนรู้มารยาทไทยๆและภาษาไทยมากยิ่งขึ้น เช่น ไหว้ทักทาย คลาน หมอบเวลาผู้ใหญ่นั่งอยู่ พวกเราผูกพันกันค่อนข้างมาก มีปัญหาอะไรก็เอามาเล่าสู่ปรึกษากัน ช่วงที่พวกเราจะกลับ น้องๆก็ช่วยกันดูแลช่วยเหลือ วันที่ขึ้นเครื่องกลับบ้าน ก็มีการเลี้ยงส่งครั้งสุดท้าย น้ำตาท่วมสนามบิน Perth เลย


ยังคงคิดถึงชีวิตช่วงนั้น ตรงที่เรามีโอกาสรู้จักกันกับน้องๆพี่ๆที่ไปเรียนในแบบที่ไม่มีหัวโขนอันใด ซึ่งต้องเรียกว่าเป็นพรหมลิขิตจริงๆ เพราะหากเราไม่ได้พบเจอกันที่นั่น แม้จะเป็นคนไทยด้วยกัน เราก็คงไม่มีโอกาสได้รู้จักรักใคร่ในนิสัยใจคอกันได้ขนาดนี้ เป็นโชคดีของเด็กๆด้วยที่ได้เห็นตัวอย่างดีๆของนักเรียนทุนรัฐบาลหลายๆท่าน เรายังคิดจะนัดพบกันที่เมืองไทยในปีหน้า เด็กๆตั้งตารอจะพบน้าๆอาๆกันอยู่เสมอ