ไม่มีแล้วชีวิตในโลก

ในรอบ ๒-๓ ปีที่ผ่านมา ผู้คนทั่วโลกคงรู้สึกเหมือนกันว่าภูมิอากาศของโลกดูจะมีความผันผวนผิดไปจากเดิม ฝนตกหนักและถี่ขึ้น เกิดน้ำท่วมบ่อยครั้ง และบางช่วงก็เกิดพายุฝนรุนแรง ขณะที่บางช่วงอากาศร้อนจัด และในพื้นที่บางแห่งก็เกิดความแห้งแล้งต่อเนื่องยาวนาน ที่เมืองไทยเอง ช่วงใกล้สิ้นปีควรเป็นช่วงเวลาที่อากาศหนาวมาเยือนแล้ว แต่ปรากฏว่าในหลายพื้นที่ยังคงมีฝนตกหนักเกือบทุกวันราวกับอยู่ในฤดูฝน
     ตัวอย่างความวิปริตของอากาศที่เห็นชัดเจนที่สุดในรอบปีนี้ น่าจะได้แก่เหตุการณ์พายุเฮอริเคนแคทรีนาที่มีความรุนแรงมากที่สุดในอ่าวเม็กซิโก พัดเข้าถล่มเมืองนิวออร์ลีนส์ ในรัฐลุยเซียนา สหรัฐอเมริกา สร้างความเสียหายอย่างยับเยิน มีผู้เสียชีวิตนับพันคนขณะที่ข่าวการละลายของน้ำแข็งขั้วโลกที่ปรากฏอยู่เป็นระยะ ก็ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ปรากฏการณ์นี้จะส่งผลให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นจนทำให้น้ำท่วมโลกได้หรือไม่ ความผันผวนของอากาศและภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่าในช่วงเวลาไม่ห่างกันนัก สร้างความหวั่นวิตกแก่คนทั่วโลก คำถามก็คือ ภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วนี้ จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อโลกของเราบ้าง
     จริงหรือไม่ ที่อาจมีหายนะครั้งใหม่ๆ รอเราอยู่ อันเนื่องมาจากสภาพภูมิอากาศที่วิปริต ?
     ดร. อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา ผู้เชี่ยวชาญเรื่องผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในอนาคต จะมาไขปริศนาเรื่องนี้ให้เราฟัง

     ดร. อานนท์สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอกด้านสมุทรศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยฮาวาย ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์ วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเป็นหนึ่งในทีมสำรวจเพื่อฟื้นฟูบูรณะทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหลังจากเหตุการณ์สึนามิ
     คำตอบของ ดร. อานนท์สำหรับสาเหตุของปรากฏการณ์ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างต้น อาจสรุปได้ด้วยข้อความสั้นๆ เพียงประโยคเดียวว่า
     “สาเหตุที่อากาศวิปริต เพราะโลกร้อนขึ้น ๑ องศา”

     ในรอบหลายปีที่ผ่านมา ภูมิอากาศของโลกมีการเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นกว่าปรกติหรือเปล่าครับ
     มันมีเหตุการณ์ที่ทำให้ดูเหมือนภูมิอากาศมีการเปลี่ยนแปลงเยอะ อาทิ ความรุนแรงของพายุเฮอริเคนแคทรีน่าในอ่าวเม็กซิโก แต่ถ้าเทียบดูกับสถิติภูมิอากาศของโลกในระยะยาวแล้ว ยังไม่ถือว่ามีการเปลี่ยนแปลงในระดับที่ชัดเจนจนสรุปได้ว่าภูมิอากาศของโลกเราเปลี่ยนไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เพราะระดับความรุนแรงของพายุหรือความแห้งแล้งที่เกิดขึ้นในปีนี้ก็ยังจัดอยู่ในระดับที่เคยเกิดมาแล้ว เพียงแต่ดูเหมือนว่าสภาพอากาศที่ไม่พึงประสงค์เหล่านี้จะเกิดถี่ขึ้นมากกว่า เรื่องของสภาพอากาศโดยเฉพาะเรื่องน้ำท่วมฝนแล้งนี้ไม่ใช่ว่าจะดูกันปีเดียวแล้วสรุปออกมาเป็นสภาพภูมิอากาศได้ทันที ต้องดูกันนานๆ แต่ที่นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกเห็นตรงกันก็คือ ทุกวันนี้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นประมาณ ๑ องศา เมื่อเทียบกับเมื่อประมาณ ๑๐๐ ปีที่แล้ว ซึ่งเมื่อฟังเผินๆ เราอาจจะคิดว่า ร้อนเพิ่มขึ้นนิดเดียวเอง ไม่เห็นจะเยอะ แต่นั่นคืออุณหภูมิเฉลี่ยของทั้งโลกและเฉลี่ยตลอดปี ซึ่งในความเป็นจริงแผ่นดินมักจะร้อนมากขึ้นกว่าพื้นน้ำ ดังนั้นแผ่นดินซึ่งมีพื้นที่เพียงประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของพื้นผิวโลกอาจจะร้อนขึ้นถึง ๓-๔ องศา ขณะที่น้ำทะเลซึ่งมีพื้นผิวมากกว่าแผ่นดินถึง ๔ เท่าอาจจะร้อนขึ้นเพียงเล็กน้อย การที่โลกทั้งโลกจะร้อนเพิ่มขึ้น ๑ องศาได้นั้น นั่นหมายความว่าแผ่นดินจะต้องร้อนเพิ่มขึ้นมากกว่าทะเลถึง ๔ เท่า อุณหภูมิระหว่างบนฝั่งกับในทะเลที่แตกต่างกันมากขึ้นนี้ จะทำให้ลมที่พัดจากทะเลเข้าหาฝั่งอย่างเช่นลมมรสุมหรือลมประจำถิ่นอื่นๆ พัดรุนแรงขึ้น พายุหมุนก็จะมีโอกาสเกิดได้บ่อยขึ้นด้วย สิ่งที่ตามมาก็คือลมจะพาไอน้ำจากทะเลเข้ามาหาฝั่ง และเมื่อปะทะกับภูเขาและแผ่นดินบริเวณชายฝั่ง มวลอากาศก็จะยกตัวสูงขึ้นกระทบกับอากาศเย็นข้างบน เกิดเป็นเมฆและฝน เพราะฉะนั้นบริเวณชายฝั่งก็จะมีฝนตกมากขึ้น

     กรณีที่มีฝนตกหนักบริเวณภาคใต้ตอนบนในช่วงวันที่ ๑๙-๒๐ พฤศจิกายนที่ผ่านมา เป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศใช่หรือไม่
     การเกิดฝนตกหนักจนทำให้เกิดน้ำท่วมในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ในช่วงดังกล่าว เป็นเพราะลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดผ่านอ่าวไทยได้พาเอาความชื้นจากทะเลเข้าปะทะกับชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออก และเกิดการยกตัวของมวลอากาศชื้นจนเกิดเป็นเมฆและฝนตามบริเวณชายฝั่ง ลักษณะอากาศแบบนี้เป็นลักษณะปรกติที่พบได้ในช่วงเวลานี้ของปี และยิ่งเวลาผ่านไป แนวฝนก็จะยิ่งเคลื่อนลงไปทางใต้ตามการเคลื่อนที่ของร่องความกดอากาศต่ำ ซึ่งเคลื่อนที่ตามแนวการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ สมมุติฐานอย่างหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศคือลมมรสุมที่พัดแรงขึ้น ซึ่งลักษณะอากาศที่เกิดขึ้นนี้ก็สอดคล้องกับสมมุติฐานอันนี้ แต่การที่จะสรุปว่าสภาพภูมิอากาศหรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า “climate” ของประเทศไทยเปลี่ยนไปแล้วหรือไม่นั้น เราไม่สามารถบอกจากข้อมูลสภาพอากาศ ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า “weather” ครั้งนี้เพียงครั้งเดียวหรือจากช่วงเวลาสั้นๆ แค่ปีสองปี แต่ต้องนำข้อมูลสภาพอากาศจากหลายๆ ปีต่อเนื่องกันมาวิเคราะห์เพื่อให้เห็นภาพรวม ถึงจะสามารถสรุปออกมาเป็นสภาพภูมิอากาศได้

     ถ้าอากาศที่ร้อนขึ้นเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดพายุที่รุนแรงขึ้น พายุเฮอริเคนแคทรีนาในอ่าวเม็กซิโกเกิดจากสาเหตุนี้ด้วยหรือไม่
     น่าจะเป็นไปได้มาก ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีข้อมูลจากการวัดสภาพอากาศในระยะยาวที่จะบ่งชี้ได้อย่างชัดเจน แต่ถ้าพิจารณาจากหลักการทางฟิสิกส์แล้ว สามารถอธิบายได้ว่าพายุหมุนเขตร้อนทุกลูกจะต้องเกิดในทะเลเสมอ โดยจุดเริ่มต้นของพายุมักจะเป็นบริเวณเล็กๆ ในมหาสมุทรที่น้ำทะเลร้อนขึ้นมากกว่าส่วนอื่นโดยรอบ และทำให้อากาศโดยรวมหมุนวนเข้าหาตาของพายุนี้ เมื่อเวลาผ่านไป ตัวพายุก็จะดูดความร้อนที่อยู่ในน้ำทะเลเข้าไปเพิ่มพลังให้ตัวมันอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นถ้าน้ำทะเลร้อนขึ้นเนื่องมาจากอากาศที่ร้อนขึ้น พายุที่เกิดขึ้นก็จะมีกำลังและความรุนแรงมากขึ้นด้วย อีกอย่างหนึ่งที่ผมอยากตั้งข้อสังเกตก็คือ ลักษณะทางภูมิศาสตร์ของอ่าวไทยที่คล้ายกับอ่าวเม็กซิโก คือเป็นอ่าวที่มีปากอ่าวอยู่ทางด้านตะวันออก สิ่งที่น่ากลัวสำหรับอ่าวแบบนี้ก็คือ ไม่มีแผ่นดินที่จะขวางและลดความรุนแรงในตัวพายุ นอกจากนี้สภาพอ่าวที่เป็นอ่าวปิด คือมีพื้นที่อ่าวกว้างแต่ปากอ่าวแคบ ยังจะทำให้น้ำทะเลที่ถูกพายุดูดเข้ามาไม่มีทางระบายออกไป ส่งผลให้การเกิดภาวะน้ำหนุน หรือการยกตัวของน้ำทะเลเนื่องจากพายุที่เรียกว่า storm surge ในอ่าวแบบนี้มีความรุนแรง สังเกตว่าความเสียหายส่วนใหญ่ในเมืองนิวออร์ลีนส์ไม่ได้เกิดจากลมพายุ แต่เกิดจากน้ำท่วมมากกว่า เรื่องน้ำหนุนจากพายุนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่เราสนใจมาก เพราะกรุงเทพฯ และที่ราบลุ่มภาคกลางของเราสูงกว่าระดับน้ำทะเลเพียงเล็กน้อย การที่น้ำยกตัวขึ้นมา ๒ หรือ ๓ เมตร ก็น่าเป็นห่วงแล้ว ทั้งนี้ไม่จำเป็นว่าศูนย์กลางหรือตาของพายุจะต้องผ่านเข้ามาที่กรุงเทพฯ ยกตัวอย่างพายุลินดาเมื่อปี ๒๕๓๙ ซึ่งพัดเข้ามาแถวชุมพร แต่ทำให้เกิดน้ำท่วมไปจนถึงสมุทรสาคร สมุทรสงคราม มหาชัย ทั้งๆ ที่อยู่ห่างจากศูนย์กลางของพายุหลายร้อยกิโลเมตร นอกจากนี้พายุลินดาเองก็ยังไม่ถือว่าเป็นพายุไต้ฝุ่นด้วยซ้ำ เป็นเพียงพายุโซนร้อน แต่ก็ยังทำให้เกิดน้ำเอ่อสูงถึงเมตรกว่า ผมจึงอยากจะให้พวกเรามองพายุเหล่านี้ ทั้งแคทรีนา ลินดา และพายุอื่นๆ เป็นตัวอย่าง แล้วเริ่มคิดถึงการรับมือในอนาคต ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือโดยปรกติเส้นทางเคลื่อนตัวของพายุหมุนเขตร้อนในบ้านเราในอดีตจะไม่ลงมาทางใต้มากนัก ส่วนใหญ่จะมาจากทะเลจีนใต้และขึ้นฝั่งที่เวียดนาม หลังจากนั้นก็จะอ่อนกำลังลง กลายเป็นหย่อมฝนที่เป็นแหล่งน้ำสำคัญของภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จากข้อมูลในช่วงปี ๒๔๙๓-๒๕๓๑ พบว่าพายุที่เกิดในช่วงปลายปี คือเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม ซึ่งมีเส้นทางเคลื่อนตัวลงมาทางใต้มาก จนกระทั่งเข้ามาในอ่าวไทย มีทั้งสิ้น ๖ ลูก ในช่วง ๓๘ ปี หรือเฉลี่ยทุกๆ ๖ ปี ส่วนข้อมูลตั้งแต่ปีที่เกิดพายุเกย์ คือปี ๒๕๓๒ เป็นต้นมาถึงปัจจุบัน มีพายุเข้ามาในอ่าวไทยถึง ๖ ลูกเช่นกัน แต่เป็น ๖ ลูกในช่วงเวลาเพียง ๑๖ ปี หรือเฉลี่ยทุกๆ ๓ ปีเท่านั้น โดยมีพายุหมุ่ยฟ้าเมื่อปีที่แล้วเป็นลูกล่าสุด ถึงแม้ว่าพายุซึ่งเข้ามาในอ่าวไทยถี่ขึ้นในระยะหลัง เป็นปรากฏการณ์ที่เรายังไม่สามารถสรุปได้ว่าเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศหรือไม่ แต่อย่างน้อยนี่ก็เป็นสัญญาณเตือนให้เราต้องหันมาสนใจเรื่องนี้อย่างจริงจังมากขึ้น

     โดยปรกติพายุเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งปีหรือไม่
     พายุหมุนเขตร้อนจะเกิดได้ทั้งปี แต่จะเกิดถี่ในช่วงที่น้ำทะเลอุ่น ดังนั้นตำแหน่งที่จะเกิดพายุได้จึงมักจะเป็นบริเวณที่ผิวโลกตั้งฉากกับดวงอาทิตย์ ตำแหน่งที่ว่านี้จะเปลี่ยนไปตามการเอียงของแกนหมุนรอบตัวเองของโลก ช่วงที่จะเกิดพายุได้มากในซีกโลกภาคเหนือ คือช่วงเดือนมิถุนายนถึงพฤศจิกายน เดือนอื่นก็เกิดได้เหมือนกัน แต่เกิดได้น้อยกว่ามาก การที่ประเทศไทยจะได้รับผลจากพายุแต่ละลูกมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับแนวการเคลื่อนที่ของพายุด้วย โดยพายุที่เกิดขึ้นในต้นฤดู คือช่วงเดือนพฤษภาคมจนถึงกันยายนนั้นมักจะเคลื่อนตัวไปทางเหนือ อย่างจีนและญี่ปุ่น แต่พายุที่เกิดในช่วงปลายปีจะมีแนวทางการเคลื่อนตัวไปทางใต้ เนื่องจากช่วงเวลานี้มวลอากาศเย็นจากทางเหนือเริ่มแผ่ลงมา ทำให้พายุไม่สามารถเดินทางข้ามแนวรอยต่อระหว่างมวลอากาศร้อนและเย็นได้ แนวทางการเคลื่อนตัวจึงถูกดันให้เบนลงมาทางใต้ เมื่อมวลอากาศเย็นแพร่เข้ามาปกคลุมจนทำให้ภูมิภาคบ้านเราเป็นฤดูหนาวอย่างสมบูรณ์แล้ว โอกาสเกิดพายุก็จะน้อยมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเกิดไม่ได้ เพราะความผิดปรกติเกิดขึ้นได้เสมอ อย่างเช่นประเทศมาเลเซียและสิงคโปร์ซึ่งโดยปรกติจะเป็นพื้นที่ปลอดพายุ แต่ระยะหลังก็มีพายุเกิดขึ้น เช่นกรณีของพายุวาเม ในปี ๒๕๔๔ ที่สร้างความเสียหายให้สิงคโปร์ไม่น้อย ไม่ใช่เพราะพายุรุนแรง แต่เพราะเขาไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะมีพายุเกิดขึ้นใกล้กับเส้นศูนย์สูตรได้ขนาดนั้น

     เวลาที่เกิดน้ำหนุนจากพายุหรือ storm surge จะเกิดภาวะน้ำท่วมนานแค่ไหน
     จริงๆ แล้วถ้าน้ำสามารถไหลขึ้นลงได้อย่างอิสระโดยไม่มีอะไรกีดขวาง เมื่อพายุผ่านพ้นไปแล้วน้ำก็จะลดลงเป็นปรกติ โดยปรกติอิทธิพลจากพายุโดยตรงจะทำให้น้ำหนุนสูงอยู่ประมาณ ๑๐-๑๕ ชั่วโมง ซึ่งถือว่าไม่นานนัก แต่พื้นที่ชายฝั่งทะเลส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีการก่อสร้างต่างๆ รวมทั้งมีถนนและกำแพงที่กีดขวางการไหลกลับของน้ำ จึงทำให้น้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ลักษณะคล้ายๆ ตอนที่เกิดน้ำท่วมแถวรังสิตเมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้ว ตอนนั้นน้ำท่วมอยู่เป็นเดือนๆ เนื่องจากบริเวณนั้นเป็นที่ราบลุ่ม น้ำระบายลงสู่ทะเลได้ช้า กรณีน้ำท่วมที่เมืองนิวออร์ลีนส์ก็เป็นเพราะสาเหตุนี้เหมือนกัน กรณีน้ำทะเลหนุนเนื่องจากพายุขนาดใหญ่นี้ ถ้าเกิดกับกรุงเทพฯ และปริมณฑลแล้ว คงจะยิ่งทำให้เกิดน้ำท่วมหนัก เพราะในช่วงปลายปีเป็นช่วงที่ระดับน้ำทะเลสูงอยู่แล้วตามธรรมชาติ ทั้งยังเป็นช่วงที่น้ำหลากจากทางเหนือยังไม่หมดดีอีกด้วย เรียกว่ากรุงเทพฯ และปริมณฑลมีปัจจัยต่างๆ ที่เอื้อให้เกิดน้ำท่วมขังได้เกือบจะสมบูรณ์แบบทีเดียว โดยทั่วไปมีสาเหตุใดบ้างที่ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
     ถ้าไม่นับน้ำขึ้นน้ำลงที่เกิดจากแรงกระทำระหว่างโลกกับดาวต่างๆ ซึ่งมีระยะเวลาการขึ้นลงที่แน่นอนแล้ว ปัจจัยหลักที่ทำให้ระดับน้ำทะเลผันแปรไปจากที่ควรจะเป็น อันแรกก็คือลม ซึ่งนอกจากลมพายุที่มาเป็นครั้งคราวแล้ว ยังมีลมมรสุมซึ่งพัดสลับทิศทางกันในแต่ละฤดู อย่างอ่าวไทยในช่วงลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้หรือฤดูฝน น้ำในอ่าวจะถูกพัดออกไปยังทะเลจีนใต้ ทำให้ระดับน้ำทะเลต่ำลงกว่าในช่วงลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นช่วงฤดูหนาว ในอนาคตเมื่อโลกร้อนขึ้นอีก ก็จะยิ่งทำให้ลมมรสุมพัดแรงขึ้น ระดับน้ำทะเลยิ่งสูงขึ้น ทำให้การระบายน้ำลงทะเลลำบากขึ้นอีก ถ้าไม่เตรียมการรับมือไว้แต่เนิ่นๆ เรื่องน้ำท่วมขังนี่คงดูไม่จืดเหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพฯ

     ปัจจัยต่อมาคือการละลายของน้ำแข็งบริเวณขั้วโลก กับการขยายตัวของน้ำทะเลเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เชื่อว่าอีกสัก ๕๐ ปีข้างหน้า ระดับน้ำทะเลโดยเฉลี่ยอาจจะสูงขึ้นประมาณครึ่งเมตร บางคนคาดว่าจะมากถึง ๒ เมตร แต่ที่แน่ๆ คือไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนใดเชื่อว่าระดับน้ำทะเลจะลดลงหรือแม้แต่คงที่เท่าเดิม ระดับน้ำที่เพิ่มสูงขึ้น บวกกับลมที่แรงขึ้น อาจจะทำให้ระดับน้ำในบางบริเวณและในบางฤดูสูงขึ้นเกือบ ๑ เมตร ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดน้ำท่วมขังแล้ว ยังส่งผลให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งและการรุกของน้ำเค็มเข้าไปในแม่น้ำ โดยเฉพาะที่ราบชายฝั่งทะเลตั้งแต่กรุงเทพฯ สมุทรปราการ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม และเพชรบุรีบางส่วน ซึ่งมีความลาดชันน้อยมาก คืออยู่ในระดับ ๑ ต่อ ๑๐,๐๐๐ หรือน้อยกว่านั้น ระดับน้ำที่สูงขึ้นแม้เพียงเล็กน้อยในแนวดิ่ง จะมีอิทธิพลในแนวราบ คือทำให้น้ำไหลท่วมฝั่งได้ไกลกว่าที่คนทั่วไปคิด ผมว่านี่เป็นเรื่องที่จะต้องพิจารณาและศึกษาให้รอบคอบ แม้ว่าตอนนี้ระดับน้ำทะเลยังไม่ได้สูงขึ้นสักเท่าไร แต่เราก็พบปัญหาเรื่องการกัดเซาะและการรุกล้ำของน้ำเค็มแล้ว ถ้าระดับน้ำทะเลสูงขึ้นอีก ปัญหาเหล่านี้อาจจะทวีความรุนแรงขึ้น

     ตอนนี้พื้นที่ของกรุงเทพฯ อยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล ๑ เมตรใช่ไหมครับ
     เฉลี่ยประมาณ ๑ เมตร แล้วก็ทรุดจมลงทุกปีด้วยนะครับ สาเหตุที่กรุงเทพฯ ทรุดตัวลงนั้น ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการขุดเจาะน้ำบาดาล อีกส่วนหนึ่งคือพื้นที่บริเวณนี้มันไม่มั่นคงอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำ ซึ่งตามธรรมชาติจะต้องมีความสมดุลกันระหว่างตะกอนที่แม่น้ำพามาและตะกอนที่น้ำทะเลพาออกไป ถ้าสมดุลนี้มันเปลี่ยนไป พื้นที่ก็พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงหรือทรุดตัว เรื่องการทรุดตัวของแผ่นดินบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยาเกิดขึ้นมานานแล้ว พลเรือตรี คงวัฒน์ นีละศรี ได้เคยนำข้อมูลจากสถานีวัดระดับน้ำทะเลของกรมอุทกศาสตร์ที่สันดอนเจ้าพระยา ซึ่งตั้งมาประมาณ ๖๐-๗๐ ปีแล้ว มาวิเคราะห์ พบว่าพื้นดินบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยามีการจมตัวอย่างต่อเนื่อง ก่อนที่จะมีการขุดน้ำบาดาลกันอย่างรุนแรงในประเทศไทยเมื่อ ๓๐-๔๐ ปีก่อนด้วยซ้ำ ดังนั้นการจมตัวของกรุงเทพฯ จึงมีสาเหตุที่ซับซ้อนกว่าแค่การขุดเจาะน้ำบาดาลอย่างเดียว ส่วนการขุดเจาะน้ำบาดาลจัดเป็นตัวช่วยเร่งให้มันจมเร็วขึ้น

     สาเหตุของการทรุดตัวของกรุงเทพฯ มาจากอะไรอีกครับ
     คงจะเกี่ยวข้องกับสมดุลของตะกอนที่ไหลเข้ามาและที่ถูกพัดออกไป เคยมีบางคนเสนอว่าเขื่อนกั้นแม่น้ำเจ้าพระยาก็อาจจะมีส่วน เพราะว่าเขื่อนจะปิดกั้นไม่ให้ตะกอนจากต้นน้ำทางเหนือไหลลงมาทางปากแม่น้ำ ในขณะที่ตะกอนทางใต้เขื่อนจนถึงปากแม่น้ำยังคงถูกพัดออกไปในอัตราที่มากกว่าการทดแทน สมดุลของตะกอนก็เสียไปเพราะมีตะกอนไหลออกมากกว่าไหลเข้า ก่อให้เกิดการกัดเซาะ นอกจากนี้ยังมีคนเชื่อว่าการพัฒนาที่ราบภาคกลางให้เป็นพื้นที่การเกษตร การสร้างระบบชลประทานที่มีประสิทธิภาพ สามารถจัดสรรน้ำและป้องกันไม่ให้น้ำไหลบ่าเข้ามาท่วมพื้นที่นา ตลอดจนการก่อสร้างเครือข่ายถนนหนทางต่างๆ ก็มีส่วนที่ทำให้ตะกอนในแม่น้ำลดลง ประเด็นเหล่านี้คงยังเป็นข้อโต้แย้งที่ไม่มีข้อสรุปไปอีกนาน

     ถ้าเกิดปัญหาน้ำท่วมบริเวณรอบๆ สนามบินสุวรรณภูมิ ซึ่งรัฐบาลมีแผนจะพัฒนาเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เราจะแก้ไขอย่างไร เพราะบริเวณนั้นเป็นที่ลุ่มต่ำอยู่แล้ว
     พื้นที่บริเวณนั้นเป็นส่วนหนึ่งของที่ราบต่ำชายฝั่งทะเล ซึ่งมีปัญหาเรื่องการระบายน้ำอยู่แล้ว โดยเฉพาะในช่วงที่น้ำทะเลขึ้นสูงซึ่งจะมีวันละ ๒ ครั้ง ในปัจจุบันพื้นที่บางส่วนถูกใช้เป็นพื้นที่แก้มลิงเพื่อสะสมน้ำ ทั้งที่เป็นน้ำเหนือและน้ำที่ระบายออกมาจากพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อรอให้น้ำทะเลลดต่ำลงมากพอที่น้ำจะไหลระบายลงทะเลได้ วิธีการแก้มลิงนี้อาศัยกระบวนการทางธรรมชาติเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็เป็นวิธีการที่ต้องใช้พื้นที่มาก เนื่องจากไม่สามารถขุดพื้นที่ให้ลึกลงไป เพราะจะทำให้ระดับน้ำต่ำกว่าระดับน้ำทะเล ในอนาคตถ้ามีน้ำมากขึ้น ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และพื้นที่ที่เป็นแก้มลิงถูกพัฒนาไปเป็นพื้นที่เศรษฐกิจและใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่น เราก็ต้องมีระบบอื่นมาทดแทนเพื่อป้องกันน้ำท่วม ซึ่งคงหนีไม่พ้นการใช้เทคโนโลยีและวิธีการทางวิศวกรรมต่างๆ เช่นการสร้างคันกั้นน้ำล้อมรอบและใช้การสูบน้ำ ซึ่งก็ต้องมีค่าใช้จ่ายเป็นค่าพลังงานและค่าดำเนินการอื่นๆ ตามมา กลายเป็นต้นทุนอีกส่วนหนึ่งของการพัฒนาพื้นที่

     การที่อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงระยะเวลาของกลางวันและกลางคืนหรือไม่
     การเปลี่ยนแปลงระยะเวลาของกลางวันและกลางคืนไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ แต่ขึ้นอยู่กับเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นและตกในแต่ละวัน ซึ่งเป็นกระบวนการทางดาราศาสตร์ จากการศึกษาเบื้องต้นโดยใช้โมเดลทางคณิตศาสตร์ที่เราได้ทำมาระยะหนึ่ง เราพบว่าอากาศในโลกที่ร้อนขึ้นนั้น ไม่ได้ร้อนขึ้นเท่าๆ กันทั้งกลางวัน กลางคืน เราพบว่าอุณหภูมิในช่วงกลางวันของประเทศไทยสำหรับวันเดียวกันในแต่ละปีจะไม่เพิ่มขึ้นกว่าในปัจจุบันมากนัก แต่อุณหภูมิในช่วงกลางคืนจะสูงกว่าในปัจจุบันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะบริเวณที่ราบภาคกลางและภาคตะวันออกที่ได้รับอิทธิพลจากลมบกลมทะเล สาเหตุน่าจะเป็นเพราะลมทะเลในช่วงกลางวันและบ่ายจะพัดแรงขึ้น เนื่องจากพื้นแผ่นดินที่ร้อนมากขึ้น อันเป็นผลมาจากปรากฏการณ์เรือนกระจก มวลอากาศจึงถูกแทนที่ด้วยอากาศจากทะเลซึ่งเย็นกว่า ในขณะที่ตอนกลางคืนพื้นแผ่นดินที่ร้อนจะทำให้ลมบกในช่วงดึกและช่วงเช้ามืดพัดไม่แรงมากเท่าในปัจจุบัน ดังนั้นความร้อนที่แผ่หรือคายออกมาจากพื้นดินจึงสะสมอยู่ในอากาศ

     สาเหตุที่โลกร้อนขึ้นเป็นเพราะอะไรครับ
     สาเหตุหลักคือ Greenhouse Effect หรือภาวะเรือนกระจก ที่ทำให้พลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่สะท้อนออกจากเปลือกโลกกลับออกไปในอวกาศไม่ได้ เพราะว่ามันถูกก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกตัวอื่นๆ ดักเอาไว้ คือคลื่นที่เข้ามาเป็นคลื่นแสงสว่างที่มีพลังงานสูง สามารถทะลุผ่านชั้นก๊าซต่างๆ เข้ามาได้ แต่พอมากระทบกับพื้นโลกมันก็จะเสียพลังงานไป เปลี่ยนเป็นคลื่นพลังงานความร้อนซึ่งไม่มีพลังงานมากพอที่จะทะลุชั้นก๊าซต่างๆ ในบรรยากาศออกไปได้ พลังงานจึงถูกกักเก็บสะสมเอาไว้ในรูปของความร้อน แต่ถามว่าโลกเราจำเป็นต้องมีก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้หรือไม่ คำตอบก็คือต้องมี เพราะถ้าไม่มีก๊าซพวกนี้ โลกเราก็จะเป็นเหมือนกับดวงจันทร์ที่มีอุณหภูมิที่ผิวพื้นติดลบหลายสิบองศาเซลเซียส สิ่งมีชีวิตทั้งหลายคงไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ วิวัฒนาการในโลกก็คงจะไม่เกิดขึ้น

     ปัญหาของภาวะเรือนกระจกก็คือก๊าซเรือนกระจกหนาขึ้นใช่ไหมครับ
     มันไม่ได้หนาขึ้น แต่มันเข้มข้นมากขึ้น สาเหตุหลักคือธาตุคาร์บอนที่เคยสะสมอยู่ในรูปของน้ำมันและถ่านหิน ซึ่งควรจะอยู่ในที่ของมัน เราเอามาเผาเพื่อนำพลังงานมาใช้ ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งตามธรรมชาติถ้าเราให้เวลามันนานเพียงพอ กระบวนการตามธรรมชาติในโลกจะค่อยๆ ดึงก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศกลับออกไป แต่ตอนนี้เราขุดคาร์บอนขึ้นมาเผาวันละ ๘๐ ล้านบาร์เรล มันเร็วเกินกว่าที่กระบวนการตามธรรมชาติจะกำจัดออกไปได้ มันก็สะสมในอากาศมากขึ้นจนเกิดภาวะเรือนกระจก นอกจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แล้ว ก็ยังมีก๊าซมีเทนอีกตัวหนึ่งที่เป็นก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญ เรื่องนี้เป็นประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศด้วย กล่าวคือที่ผ่านมาเวลามีการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยปัญหาภาวะเรือนกระจก ประเทศที่พัฒนาแล้วซึ่งมักจะเป็นประเทศอุตสาหกรรมที่ผลิตคาร์บอนไดออกไซด์มาก ก็พยายามที่จะยกประเด็นว่า ประเทศกำลังพัฒนาซึ่งมักจะเป็นประเทศเกษตรกรรมก็ผลิตก๊าซมีเทนมากด้วยเช่นกัน โดยยกตัวอย่างการปลูกข้าวแบบให้น้ำท่วมขัง ซึ่งจะทำให้ดินขาดออกซิเจน แบคทีเรียบางชนิดจึงผลิตก๊าซมีเทนในทำนองเดียวกับกระบวนการในบ่อเกรอะบ่อหมักต่างๆ และเนื่องจากก๊าซมีเทนสามารถกักเก็บความร้อนได้ดีกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ถึง ๑๐ เท่า ดังนั้นประเทศที่พัฒนาแล้วจึงพยายามกดดันให้ประเทศกำลังพัฒนาร่วมรับผิดชอบด้วยในระดับหนึ่ง แต่ประเทศกำลังพัฒนาซึ่งนำโดยจีนและอินเดียก็ไม่ยอม ผมได้เรียนถามผู้รู้ในเรื่องการปลูกข้าว ก็ได้รับคำอธิบายว่า การที่ชาวนาต้องขังน้ำไว้ในแปลงนานั้นก็เพื่อควบคุมวัชพืช ถ้าเรามีวิธีอื่นในการควบคุมวัชพืชก็อาจจะไม่ต้องใช้วิธีนี้ก็ได้

     นอกเหนือจากเชื้อเพลิงฟอสซิลแล้ว สาเหตุอื่นๆ ที่ทำให้เกิดก๊าซเรือนกระจกยังได้แก่การลดลงของไม้ยืนต้นและสารอินทรีย์ที่อยู่ในดิน เนื่องมาจากการแปรสภาพพื้นที่ป่าไปเป็นพื้นที่การเกษตรและที่อยู่อาศัย นอกจากนี้การทำการเกษตรโดยใช้ปุ๋ยไนโตรเจนก็ยังก่อให้เกิดก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่สำคัญอีกตัวหนึ่งด้วย

     หลังจากที่มนุษย์เริ่มนำน้ำมันขึ้นมาใช้และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยากาศโลก อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นกี่องศา
     ทุกวันนี้อุณหภูมิของโลกเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ ๑ องศาเซลเซียส เปรียบเทียบกับเมื่อร้อยปีก่อนซึ่งเป็นช่วงที่มนุษย์เริ่มนำเชื้อเพลิงฟอสซิล อันได้แก่ น้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ มาเป็นแหล่งพลังงานเพื่ออุตสาหกรรมและการขนส่ง กิจกรรมดังกล่าวของมนุษย์ทำให้ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเพิ่มจากประมาณ ๒๘๐ ppm (๒๘๐ ส่วนในล้านส่วน) เมื่อ ๑๐๐ ปีที่แล้ว มาเป็นประมาณ ๓๗๐ ppm ในปัจจุบัน แต่ในอีก ๑๐๐ ปีข้างหน้า ถ้าไม่มีการแก้ไขหรือชะลอการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล รวมทั้งหากไม่มีการฟื้นฟูสภาพป่าและที่ดิน ภาวะเรือนกระจกอาจจะเพิ่มจาก ๓๗๐ ppm ในปัจจุบัน ขึ้นเป็นเกือบ ๑,๐๐๐ ppm ก็ได้ คือจะเพิ่มขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าที่ผ่านมาอย่างมาก ดังนั้นถึงแม้ว่าในช่วงศตวรรษที่ผ่านมาา การกระทำของมนุษย์จะส่งผลให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้น ๑ องศา แต่ในอีกศตวรรษข้างหน้านี้ โลกอาจจะมีอุณหภูมิโดยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น ๓-๔ องศา และบางพื้นที่อาจจะเพิ่มขึ้นมากกว่า ๕ องศาก็ได้ ผลสืบเนื่องที่สำคัญก็คงไม่พ้นเรื่องเกี่ยวกับน้ำ คือน้ำท่วม ฝนแล้ง หลายพื้นที่อาจจะมีฝนมากขึ้น ลมแรงขึ้น พายุมากขึ้น ขณะที่หลายพื้นที่ก็จะแห้งแล้งมากขึ้นเหมือนกัน ในเรื่องนี้คณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel on Climate Change-IPCC) ได้มีการรวบรวมผลการจำลองภูมิอากาศไว้เพื่อเป็นแนวทางในการคาดการณ์ว่า แต่ละภูมิภาคในโลกจะร้อนมากขึ้นเท่าใด และจะมีฝนมากขึ้นหรือน้อยลงอย่างไร อย่างทวีปเอเชีย IPCC คาดว่าประเทศตามชายฝั่งทะเลจะได้รับฝนมากขึ้น แต่ถ้าลึกเข้าไปตอนกลางของทวีป ปริมาณฝนมักจะลดลงจากปัจจุบัน แต่เกือบทุกภูมิภาคจะร้อนขึ้นทั้งนั้น แทบจะไม่มีที่ไหนในโลกที่เย็นลงเลย อย่างมากก็เท่าเดิม นอกจากนี้ยังมีการคาดการณ์ว่าภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วง ๑๐-๔๐ ปีข้างหน้านี้ อุณหภูมิจะสูงขึ้นจากปัจจุบันเกือบๆ ๑ องศา ส่วนการเปลี่ยนแปลงปริมาณฝนยังไม่ชัดเจน แต่ในช่วง ๗๐-๑๐๐ ปีข้างหน้าอุณหภูมิจะเพิ่มสูงกว่าในปัจจุบันประมาณ ๒-๕ องศา และค่อนข้างชัดเจนว่าจะมีฝนมากขึ้นในทุกฤดู โดยเฉพาะในช่วงเดือนมิถุนายนถึงพฤศจิกายนซึ่งเป็นช่วงฤดูฝน น่าจะมีฝนมากขึ้นประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์

     นอกจากก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นที่อาจจะทำให้ภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลงหรือไม่
     จะมีเรื่องของละอองขนาดเล็กที่ลอยอยู่ในชั้นบรรยากาศ เรียกว่า aerosol ซึ่งเกิดมาจากหลายกระบวนการ บางส่วนเกิดจากเกลือที่มาจากละอองน้ำทะเลซึ่งฟุ้งขึ้นมาจากทะเล บางส่วนมาจากควันและเขม่าที่เกิดจากการเผาไหม้ต่างๆ ซึ่งรวมทั้งการเผาป่า การเผาเชื้อเพลิง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ่านหิน และบางส่วนมาจากสารเคมีพวกซัลเฟตและอื่นๆ เป็นต้น ในตอนนี้เรายังมีความรู้เกี่ยวกับพวก aerosol เหล่านี้ไม่มากนัก แต่เชื่อกันว่า aerosol บางส่วนอาจจะทำให้โลกเย็นลงบ้าง เนื่องจากจะช่วยกรองแสงอาทิตย์ไว้ นอกจากนี้ยังอาจจะทำให้มีฝนมากขึ้น เนื่องจาก aerosol บางตัวสามารถดูดความชื้นจากอากาศให้รวมตัวเป็นหยดน้ำและกลายเป็นเม็ดฝนในที่สุด อย่างไรก็ดี aerosol หลายชนิดอาจจะเป็นโทษกับสิ่งมีชีวิตและมนุษย์ เนื่องจากเป็นสาเหตุของฝนกรดและทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ

     เรื่องของน้ำแข็งขั้วโลกละลายจากความร้อนที่เพิ่มขึ้น จะก่อให้เกิดผลกระทบมากน้อยเพียงใด
     นี่คงเป็นเรื่องที่สืบเนื่องมาจากข่าวภูเขาน้ำแข็งลอยน้ำที่แตกออกมาจากแผ่นน้ำแข็งที่ปกคลุมขั้วโลกเหนือและใต้ และมีการตั้งข้อสังเกตว่าอาจจะเป็นสัญญาณชี้ให้เห็นว่าน้ำแข็งที่ปกคลุมขั้วโลกกำลังลดลงหรือไม่ ผมขอเรียนว่าตามธรรมชาติแล้ว แผ่นน้ำแข็งขั้วโลกจะมีการแตกออกมาเป็นภูเขาน้ำแข็งลอยน้ำ ซึ่งแต่ละก้อนก็ใหญ่โตมาก บางก้อนอาจจะมีปริมาตรเป็นลูกบาศก์กิโลเมตร อาจจะมีส่วนที่มองเห็นพ้นน้ำกว้างยาวหลายกิโลเมตร แล้วยังมีส่วนที่จมน้ำอยู่อีก ๙ ส่วน ภูเขาน้ำแข็งในทะเลเหล่านี้จะละลายกลายเป็นน้ำจนหมด ซึ่งอาจจะใช้เวลาหลายเดือน อย่างไรก็ตามน้ำแข็งที่แตกออกมาจากขั้วโลกนี้จะถูกทดแทนด้วยหิมะที่ตกทับถมและอัดตัวกลายเป็นก้อนน้ำแข็ง ทำให้ขอบนอกของแผ่นน้ำแข็งขั้วโลกกว้างออกไปเรื่อยๆ พอขอบกว้างออกไปถึงบริเวณที่มีอากาศอบอุ่นขึ้น ก็จะเริ่มแตกหักลอยออกไปในมหาสมุทรอีกเป็นวัฏจักร ซึ่งบางครั้งอาจจะเร็วบ้างช้าบ้าง การที่โลกเราร้อนขึ้นอย่างต่อเนื่องอาจจะทำให้การแตกของน้ำแข็งเกิดเร็วกว่าการเกิดทดแทน อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเพียงปีสองปีนั้นไม่เพียงพอ จะต้องดูจากข้อมูลระยะยาว ซึ่งโดยปรกติวัฏจักรที่เกี่ยวกับภูมิอากาศที่เป็นที่ยอมรับตามเกณฑ์ขององค์การอุตุนิยมวิทยาโลก ต้องใช้ข้อมูลย้อนหลังอย่างน้อย ๓๐ ปีจึงสามารถบอกได้ นอกจากนี้หากน้ำแข็งขั้วโลกเหนือและใต้มีการละลายอย่างต่อเนื่องจริง เพียงแค่ ๑ เปอร์เซ็นต์ของน้ำแข็งขั้วโลก ก็สามารถทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นถึง ๑ เมตรได้แล้ว เพราะฉะนั้นการจะบอกว่าอุณหภูมิโลกที่เพิ่มขึ้นทำให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายอย่างต่อเนื่อง คงเป็นการด่วนสรุปเกินไป และถึงตอนนี้นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ก็ยังไม่เชื่อว่าปรากฏการณ์เรือนกระจกจะทำให้โลกของเราร้อนมากขึ้นจนถึงระดับที่น้ำแข็งขั้วโลกละลายจนหมดสิ้น ซึ่งประมาณว่าจะทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นราวๆ ๑๐๐ เมตร ! เนื่องจากถ้าโลกเราร้อนมากถึงขนาดนั้น ระบบต่างๆ ทั้งทางกายภาพและชีวภาพคงจะเปลี่ยนแปลงไปแล้วอย่างสิ้นเชิง

     แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ยอมรับว่าน้ำแข็งบนยอดเขาหลายแห่งทั่วโลกละลายมากกว่าปรกติ
     ครับ ธารน้ำแข็งถาวรบนยอดเขาเกือบทุกแห่งทั่วโลก เช่นบนยอดเขาหิมาลัย ยอดเขาแอนดีส แม้แต่บนยอดเขาที่ปาปัวนิวกินีก็มีขนาดลดลงอย่างชัดเจนมากเมื่อเปรียบเทียบกับภาพถ่ายในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่เคยมีผู้ถ่ายไว้เมื่อหลายสิบปีก่อน ปรากฏการณ์นี้เป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยยืนยันว่าอุณหภูมิของโลกน่าจะสูงขึ้นจริง

     ในระยะยาวปรากฏการณ์นี้จะส่งผลอย่างไร เพราะว่าน้ำแข็งบนยอดเขาหลายแห่งเป็นต้นกำเนิดของแม