บ้านนาอีสาน เป็นภาพชีวิตจากหนังสือหลายเล่ม มารวมกันเป็นชีวิตที่ทรงคุณค่า ....เป็นชุมชนต้นแบบจากหลายแห่งที่แปรวิกฤตเศรษฐกิจก้าวหน้า มาเป็นเศรษฐกิจพอเพียงเลี้ยงตัวเอง เลี้ยงชุมชน ได้อย่างมั่นใจ........
เริ่มจาก ผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม คนดีศรีสังคม และ สนช.ปัจจุบันท่านธรรมจาริกร่วมกับคณะเดินป่ารอยต่อ ๕ จังหวัดภาคตะวันออก..เมื่อหลายปีมาแล้ว จนมาหลงทางที่หมู่บ้านหนึ่ง.......ผู้ใหญ่วิบูลย์ ถามชาวบ้านว่าจะออกไปอีกหมู่บ้านหนึ่งได้อย่างไร?.......ไม่ได้คำตอบ เพราะมีแต่คนเมาเหล้าคุยไม่รู้เรื่อง.. สับสน.. ?....
ชาวบ้านนาอีสาน ที่ชื่อนี้ก็เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่ เป็นชาวบุรีรัมย์บ้าง สุรินทร์บ้าง ปะปนกัน.....มาอยู่ที่ป่ารอยต่อกิ่งอ.เขาฉกรรจ์ เมื่อ 2-30ปีแล้ว ยังคุยกันภายในเป็นภาษาอีสาน แต่คุยภาษากลางกับชาวบ้านละแวกนั้น........ทั้งอาหารการกินก็เป็นอีสานบวกกลาง(ข้าวเหนียวผสมข้าวจ้าว)
การผ่านวิกฤตที่สำคัญเช่นปี 2540 บ้านนาอีสานไม่กระทบมาก แต่ที่สำคัญอยู่ที่กลุ่มชาวบ้านบ้านนาอีสาน ปรับวิธีคิดได้ .....ทำให้เกษตรกรทุกภาคได้รู้ว่า เราทำมาหากินแบบนี้ ในที่สุดต้องเป็นหนี้สิน และดิ้นรนเพื่อหาเงินมาใช้คืนเขา แต่ถ้าหาไม่ได้ ก็ทิ้งถิ่นฐานไปอีก เหมือนกันที่เคยอพยพกันมาหาที่ทำกินในอดีต....
การทำวนเกษตรหรือสวนออนซอน ของนายเลี่ยม เริ่มจากปัญหาที่เป็นอยู่ ปัญหาหนี้สิน เริ่มทำบัญชีครัวเรือน (จดรายได้ - รายจ่าย) อยู่ หนึ่งปี จึงได้ความคิดเรื่องการปลูกทุกอย่างที่กิน และกินทุกอย่างที่ปลูก
ขั้นตอนนี้สำคัญ .....นายเลี่ยม เกิดการเรียนรู้ และการจัดระบบชีวิตขึ้นใหม่......
ติดตามต่อครับ ......ลงพื้นที่ทำสารคดีอีกครั้ง แล้วจะมาบันทึกต่อครับ
สวัสดีค่ะ
เห็นด้วยกับการทำบัญชีครัวเรือนค่ะ
จะคอยอ่านต่อค่ะ
สวัสดีครับ.....คุณsasinanda ครับ.....อ่านฉบับย่อก่อนครับ วันพรุ่งนี้จึงจะกลับมาเขียนฉบับเต็มครับ ...
วันเสาร์เข้าบ้านพ่อผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม ก่อนตอนเช้า เพื่อคุยเรื่องการนำเอาวนเกษตรมาใช้ในการสร้างความมั่นคงของชีวิต ของเกษตรกร ได้อย่างไร?......
ต่อจากนั้นก็เข้าบ้านนาอีสาน เดินทางอีก ประมาณ 70 กิโลเมตรถึงบ้านนาอีสาน เข้าบ้านน้าเลี่ยม บุตรจันทา บันทึกเทป อัดเสียงการสนทนากันที่ธนาคารข้าว ธนาคารปลา และสวนออนซอน น้าเลี่ยมบอกว่าต้องครบสูตร .......ข้าว ....ปลา ......อาหาร...ครับ
เกษตรกรเราต้องกินข้าวครับ ที่ผ่านมาบ้านนาอีสานปลูกข้าวโพด 8 แถวไปขายที่สระแก้ว ปราจีนบุรี แต่ซื้อข้าวสารกิน ไม่ถูกหลัก ........
หลังจากจัดระบบชีวิตใหม่ น้าเลี่ยมนำเอาบัญชีครัวเรือน (เน้นที่การจดบัญชีรายจ่ายครับ เพราะสำคัญ) ของครัวเรือนตนเองเมื่อครบ 1 ปี มาวิเคราะห์กันในครอบครัวว่า .........
ปีหนึ่ง นายเลี่ยมจ่ายค่าเหล้า ค่าบุหรี่ ค่ามวยตู้ ค่ากับแกล้มนอกบ้าน ค่าหวย เป็นจำนวน เกือบ 60,000 บาท นางตุ๋ย จ่ายค่ากับข้าว ปีละ 20,000 บาท ลูกชาย จ่ายค่าขนม ปีละ 5,000 บาท
ขณะนั้น ครอบครัวนายเลี่ยม เป็นหนี้ ธกส. 1 แสนบาท เป็นหนี้เถ้าแก่ตลาด 20,000 บาท ถ้านายเลี่ยมลดค่าใช้จ่ายทั้งหมด 2 ปีนายเลี่ยมหลุดหนี้สินจากทั้งหมด.......แล้วถ้าแม่ตุ๋ย ไม่ต้องซื้อพริก ปลูกเอง ไม่ซื้อมะเขือ เพราะปลูกเอง ไม่ซื้อหอม กระเทียม เพราะปลูกเอง และอีกหลายอย่างเพราะปลูกเอง ก็จะใช้จ่ายนิดเดียวแค่ค่าขนมลูก ตั้งแต่วันนั้นเมื่อ 10 ปีที่แล้วนายเลี่ยมสาบานต่อหน้าแม่ตุ๋ยว่าจะเลิกทุกอย่างที่เป็นค่าใช้จ่ายเลว ๆ ครับ หนี้หมด เพราะหัวใจที่มั่นคงครับ
สวนออนซอน จึงเป็นแหล่งอาหารสำคัญของน้าเลี่ยมและแม่ตุ๋ย ปลูกทุกอย่างที่กิน และกินทุกอย่างที่ปลูกครับในสวนแห่งความภูมิใจ ........(ออนซอน)
น่าสนใจมากเลยครับ
ผมคิดว่าสื่อแบบนี้จะกระตุ้นให้คนตัดสินใจ และเป็นแบบอย่างในการกิน การอยู่ ที่สมดุลกับตนเอง กับโลก
"สวนออนซอน" ชื่อน่ารัก และแปลกดีนะครับ หากแปลกันตามตัวไม่รู้จะเหมือนที่ผมคิดหรือเปล่า
คงคล้ายที่ใต้มีสวนสัมพลัม สวนสมรม
ที่เหนือมี สวนคนขี้เกียจ ของพ่อจ่อ นิ
ผมประทับใจอีสานตรงที่มีนาทาม เขาบอกว่าคิดอะไรไม่ออกบอกอะไรไม่ถูกให้ไปลงนาทาม ...
สวัสดีครับ ....คุณจตุพรครับ ...ทั่วประเทศไทยเราน่าสนใจทั้งหมดครับ เพียงแต่อยู่ที่โอกาส ความเดือดร้อน ปัญหา และการเรียนรู้ของชุมชนครับ .........
นาอีสาน อยู่ภาคตะวันออก (จ.ฉะเชิงเทรา) แต่ทุกคนล้วนเป็นลูกอีสาน มาจาก 25 จังหวัดทางภาคอีสานครับ หนีปัญหาหนี้สินมา..........ขายที่ดินที่อีสาน มาเผชิญโชคที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัดภาคตะวันออก มาจับจอง ถางป่าถางไร่กัน .....ชีวิตยังเหมือนเดิม แต่บริบทเปลี่ยนไป เป็นหนี้สินอีก .......การเรียนรู้เกิด มีใจที่กล้าจะทวนกระแส และกล้าหาญพอที่จะลดละเลิก อบายมุข และปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก...ต่างจากป่าบุ่ง นาทาม ครับที่ไม่ต้องปลูกก็มีกินครับ
เคยอ่านงานที่เกี่ยวกับบ้านนาอีสานเหมือนกันค่ะ สนใจมาก เพราะเค้าสามารถพึ่งตนเองได้ในขณะที่การพัฒนากระแสหลักกำลังนำพวกเราไปสู่การพึ่งคนอื่น แต่คนที่นี่กลับต้องการพึ่งตนเอง เป็นทางที่น่าเดินตามจริง ๆ ค่ะ
สวัสดีครับคุณ M ...ครับ ต้องขอโทษครับที่ตอบช้าไปครับ .....คงให้อภัยครับ.....
ผมมองว่า คงเราบางครั้งไม่ทราบว่าเราทำไปนั้นถูกหรือผิด เช่นผมสูบบุหรี่มา 20 ปี ครั้งหนึ่งเมื่อสมัยนั้นเท่ห์ครับ ดีหรือเปล่าไม่ทราบ กลับกันเมื่อสมัยนี้ (ผมเลิกบุหรี่มาแล้ว 3 ปี) ทุกคนรังเกียจบุหรี่ ถึงขนาดว่าเราเคยเป็นคนรู้จักกันหรือไม่ แล้วมาทำร้ายกันทำไม?
เหมือนชาวบ้านนาอีสาน กินเหล้า เคล้าชีวิตในวงจรของหนี้สินอยู่ มากกว่า 20 ปี............. กำลังสืบทอดทายาทหนี้สินกันรุ่นต่อไป ........มีคนท้าว่าถ้าอยากรู้ว่าเราเป็นหนี้สินได้อย่างไร ก็ให้ทำบัญชีรายรับ -รายจ่ายของครอบครัว ดูเอาเอง 1 ปี ก็รู้ผล..........
เดี๋ยวนี้ชาวบ้านนาอีสานยังพึ่งตนเองไม่ได้ทุกด้าน เพราะเขาคิดได้คราวละอย่าง สองอย่าง (เมื่อทำแผนแม่บทชุมชนกัน) แต่อย่างน้อยหลายครอบครัวพิสูจณ์แล้วว่า อยู่รอด แล้วถึงพอเพียง .........มีกำไรเอาไว้หลังสุดครับ
การคิดพึ่งตัวเอง เป็นการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำริครับ ถ้าเป็นเรื่องไม่ดี พระองค์ท่าน(ในหลวง)ท่านคงไม่แนะนำครับ