พี่จืด เข็มทอง ณ ค่ายเด็กรักป่า จ.สุรินทร์ (http://www.dekrakpa.com) คู่ชีวิตของ พี่หน่อย ดอกแก้ว แรกพบที่นายบอนรู้จัก พี่หน่อยแนะนำว่า เขาชอบเพลงลูกทุ่ง เคยติดตามอ่าน blog คนรักเพลงลูกทุ่งของนายบอน และถามว่า นายบอนเกี่ยวข้องอะไรกับวงการเพลงลูกทุ่งหรือไม่ (คำตอบคือ ไม่เกี่ยวข้องอะไรเลย เขียนบันทึกด้วยความอยากเขียน) เมื่อได้รู้จักมากยิ่งขึ้น ยิ่งทึ่งครับ
เบื้องต้นที่รู้จักมากขึ้น เขาเป็นผู้สร้างานศิลปะ วาดภาพได้สวยงามมากมาย ลักษณะการเดินของพี่จืด ชอบเดินเท้าเปล่าและหันหลังให้กับการศึกษาในระบบ ใฝ่เรียนรู้ด้วยตนเอง สร้างสรรค์ผลงานจากมันสมองด้วยหัวใจออกมาอย่างดีที่สุด เมื่อมีความรัก ได้ดูแลบริหารความรัก ดุแลหัวใจฝ่ายหญิง เอาใจใส่คนรักชนิดที่หลายคนที่รับรู้ต้องอิจฉาอย่างมาก

พี่จืด คนที่ยืนมองกล้อง
แม้เป็นช่วงเวลาที่นายบอนอยู่ที่ค่ายเด็กรักป่าเพียงไม่กี่ชั่วโมง แต่ได้สัมผัสกับแนวความคิดที่พี่จืดพูดกับเด็กและผู้ปกครองเรื่องกิจกรรมละครและการศึกษาทางเลือก การให้ความรู้ในช่วงการพาไปดูนก (ดูในคลิป ดูนกที่ค่ายเด็กรักป่า 17 มิ.ย.2550) หรือเรื่องที่เล่าสู่กันฟังบนโต๊ะอาหารเช้า เหมือนกับกำลังนั่งฟังนักวิชาการระดับดอกเตอร์พุดให้ฟัง ทั้งๆที่เขาไมได้อยู่ในแวดวงวิชาการในระบบการศึกษา แต่เป็น NGOs องค์กรพัฒนาเอกชน ที่สามารถเป็นที่ปรึกษาให้กับนักศึกษา นักวิจัยที่เข้ามาทำงานวิจัยได้หลายคน
เมื่อได้สัมผัสรู้จักกับพี่จืดแล้ว เกิดตะกอนความคิดดังนี้
- การขวนขวายเรียนรู้ด้วยตนเอง กลับสามารถทำอะไรได้มากกว่า คิดได้อย่างรอบคอบ ลึกซึ้งกว่าคนที่เรียนในระบบการศึกษาหลายคน ที่คิดไม่ค่อยเป็น
- ในความเรียบง่ายหลายอย่าง กลับมีคำตอบและสัจธรรมชีวิตให้ค้นพบมากมายและง่ายกว่าในสังคมเมืองที่สลับซับซ้อน
- ในบ้านพักของพี่จืด-พี่หน่อย มีหนังสือมากมาย เป็นแหล่งที่บ่มเพาะความคิดชั้นดี
- ความเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง กลับสร้างสรรค์ผลงานตามความฝันได้มากกว่าหลายคนที่ทำงานเพื่อเดินไปสู่ความฝันและเป้าหมายที่ไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่
- ท่ามกลางความเรียบง่าย สงบเงียบ อยู่กับธรรมชาติ ไร้สรรพสิ่งรบกวน ทำให้มีสมาธิในการคิดและทำงานได้มากเกินคาด
- ความสุขสงบที่หลายคนแสวงหาไขว่คว้าและตั้งใจรอเมื่อถึงวัยเกษียณ พี่จืดไม่ต้องรอเช่นบุคคลเหล่านั้น
- นายบอนไม่ใช่ผู้ที่ประสบความสำเร็จในการเรียนในระบบ เรียนมาแบบลุ่มๆดอนๆมาตลอด หลายอย่างต้องขวนขวายเรียนรู้ด้วยตนเองเช่นกัน
ใช่ค่ะ ศรัทธาแง่คิดและมุมมองของลุงจืดค่ะ
ชอบลุงจืดของพี่หน่อยมาก ตอนนี้กำลังขายไอเดียให้เด็กๆที่นี่และจะพาไปเป็นลูกศิษย์ลุงจืดด้วยค่ะ
ขอฝากลูกๆด้วยนะคะ
ขอบคุณบอนที่ แนะนำพี่จืดให้เพื่อนได้รู้จัก....
พี่หน่อย ก็เรียนรู้ศิลปะ มาจากพี่จืดนี่แหละคะ
เวลาพี่หน่อยวาด ลายเล้น ลงขาวดำ เอาไว้ ว่าจะลงสี พี่จืด บอกว่า พอแล้ว..สวยแล้ว...เราก็ขัดใจ อยากลงสี นี่นา...แต่จริงๆ งานศิลปะ ต้องรู้จักพอ
ถ้ารู้ว่า พอ ก็พอ แล้วมันจะงาม...
เวลาออกค่าย ก็สนุกคะ พี่จืด นำเกม ตลกมาก
พาเล่นเกม ตั้งแต่ เด็กน้อย จนคนหนุ่มสาว คนสูงอายุ
ทุกวัยจะสนุกกับพี่จืด
Blog ของบอนนี้ พี่จืด อ่านแล้วคะ แต่ก็อมยิ้มเฉยๆ
พี่จืด ไม่ชอบให้ใครชมดังๆ น่ะคะ
เวลามี งานอะไร ที่ต้อง ไปรับคำชม ไปรับของบนเวที นี่ พี่จืด จะส่งพี่หน่อย อย่างเดียว
พี่หน่อยก็ไม่รู้จะไปส่ง ต่อใครคะ ...อ้อ ยก ความดี
ให้ ปราจีน ดีกว่า นะคะ
ขอบคุณการบันทึกที่อบอุ่นของน้องบอนอย่างมาก
สวัสดีครับ หนูนิด
คุณสมบัติหลายอย่างที่กล่าวมาเกี่ยวกับพี่จืดนั้น ถูกต้องนะครับ ไม่ว่าจะได้สัมผัสมากน้อยแค่ไหน ย่อมได้รับแง่มุมต่างๆของชีวิตอย่างแท้จริงครับ
สวัสดีครับพี่หนิง (อ้วน)
ขอให้ขายไอเดียสำเร็จนะครับ เผื่อจะตามไปถ่ายคลิปวิดีโอให้พี่หนิง(อ้วน) กดดันตัวเองอีกรอบ 5555
สวัสดีครับพี่หน่อย
ผลงานต่างๆที่ได้เห็น บ่งบอกถึงคุณค่าของประสบการณ์และความตั้งใจ ความพยายามที่ผ่านมาครับ
บันทึกนี้ ใช่ว่า ตั้งใจจะป่าวประกาศเพื่อสรรเสริญใครให้ใครฟัง แต่หลายบันทึกใน blog นี้ของนายบอน เขียนขึ้นเพื่อจรรโลงสังคมนะครับ อยากให้คนที่ค้นพบ เปิดเข้ามาเจอรู้ว่า ในโลกนี้ยังมีแง่มุมดีๆ มีทางเลือกอื่นๆที่น่าเอาอย่าง หรือเดินตามอีกหนึ่งตัวอย่าง เหมือนกับแนวคิดการศึกษาทางเลือกของพี่จืด
blog นี้ของนายบอน Keep in mind ก็เป็น blog ในแนวข้อมูลทางเลือก กับบันทึกที่หลากหลาย ให้แง่คิดอะไรที่แตกต่างออกไปบ้างครับ เช่นมุมมองที่สะท้อนจากที่ได้พบเห็นตัวตนของพี่จืด นอกจากคนที่มีโอกาสได้พบเจอพี่จืดแล้ว คนอื่นจะไม่รู้เลย
แม้นายบอนจะไม่ได้ทำอะไรให้สังคมมากมาย แต่บันทึกที่ถ่ายทอดนี้ และอีกหลายๆบันทึก ได้ให้แง่คิดดีๆแก่สังคมบ้าง เท่านี้ก็ถือว่ามีคุณค่าแก่ผู้ที่เข้ามาอ่านบันทึกแต่ละบันทึกแล้วครับ
<p>ถึงพี่จืด และพี่ๆวิทยากรทุกคน กระผมกลุ่มเด็กเมืองแก หรือจำง่ายๆๆๆๆๆ ไอ้คนที่ชอบใส่หมวกขาว ขอบคุณพี่ๆมากครับที่ให้ความรู้สำหรับการเข้าค่ายที่ เขาใหญ่ ผมได้รับความรู้ต่างๆและการนำไปใช้อีก ตั้งหลายอย่าง และได้รู้ถึงคุณค่าของสิ่มมีชีวิตทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็ณสัตว์เล็กหรือสัตว์ใหญ่หรือจะเป็น ต้นไม้ ต่างก็รักชีวิตของตนเอง และทำให้เด็กๆอย่างพวกผมนั้นได้รู้ว่า การที่จะทำลายต้นไม้ใหญ่แต่ ละต้นมันไม่คุ้มกับการที่จะทำให้ต้นไม้นั้นเกิดมาใหญ่ทันในพริบตาเพราะกว่าต้นไม้เเต่ละต้นจะโตนั้น ต้องใช้เวลาหลายปี สุดท้ายนี้ ผมจากกลุ่มเด็กเมืองแก ขอขอบคุณอีกครั้ง ที่พวกพี่ๆนั้นได้ทำให้ผมรู้ จักการรักและหวงแหนป่าใน ประเทศไทย ของเราขอบคุณมากๆครับโอกาสหน้าเจอกันใหม่(ลาวสุรินทร์)