ช่วงนี้วุ่นจริงๆครับเลยไม่เข้ามาที่ G2K เลย เมื่อกี้แอบไปเช็คดู ก็เดือนกว่าแล้วที่หายไปเลย ต้องขอโทษด้วยจริงๆครับ (ทำเหมือนจะมีคนมาอ่านเยอะเลยนะเนี่ย)

วันนี้เอาเรื่อง SPOOK มาเล่าให้ฟังล่ะกันนะครับ SPOOK นั้นเขียนโดย Mary Roach เป็นหนังสือที่ได้ The New York Times Best Seller ซะด้วย หนังสือเล่มนี้ว่าด้วยเรื่องโลกหลังความตายครับ เรื่องที่หลายต่อหลายคนอยากรู้ว่า ตายแล้วไปไหน

ความสนุกของหนังสือนั้นไม่ได้บอกหรอกครับว่าตายแล้วไปไหน เพราะอ่านมาตั้งนานแล้ว ก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าตายแล้วไปไหน แต่ผมว่าหนังสือเล่มนี้สนุกตรงที่ว่า แมรี่นั้นได้พยายามไปรวบรวมเอางานวิจัยที่เป็นวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับชีวิตหลังความตายมาเขียน แล้วก็ไปสัมภาษณ์คนที่ทำวิจัยเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย รวมไปถึงไปนั่งเรียนวิชาว่าด้วยความเป็นคนกลางระหว่างวิญญาณกับคนเป็น (medium) ซะด้วย ผมไม่ขอเรียกคนกลางว่าร่างทรงนะครับ เพราะในความคิดและความรู้สึกของผม ร่างทรง นี่เป็นคนกลางระหว่างเทพเจ้ากับคนเป็น แต่อันนี้เป็นคนตายธรรมดาครับ

หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมรู้ว่า ไม่ใช่แค่คนไทยเท่านั้นหรอกนะครับที่เชื่อเรื่องการติดต่อระหว่างคนเป็นกับคนตาย อเมริกันชนรวมไปถึงคนอังกฤษก็เชื่อเรื่องนี้ด้วยเหมือนกัน จริงๆแล้วที่อเมริกาจะมีรายการ crossover ที่เอา คนคนหนึ่งที่เชื่อว่าสื่อสารกับคนตายได้ มาออกโทรทัศน์ แล้วก็พยายามสื่อสารกับคนตายที่เป็นญาติกับคนในห้องส่ง แล้วก็ถ่ายทอดออกโทรทัศน์ออกมา (ผมเคยดูด้วยครับ ด้วยความอยากรู้ ก็ดูบันเทิงดีครับ แต่ไม่สามารถหาสาระอะไรได้)

หรือสถานี NBC ที่ทำภาพยนตร์ชุดเรื่อง Medium ขึ้นมา เรื่องนี้ก็ว่าด้วยการติดต่อกับคนตายเหมือนกัน ผ่านทางชีวิตของคนที่เป็นสื่อกลางคนหนึ่ง

วิทยาศาสตร์ การทดลอง น้ำหนัก หน้าตาวิญญาณ และการระลึกชาติได้

หนังสือนั้นเริ่มมาด้วย เรื่องของคนระลึกชาติได้ ซึ่งแมรี่เองนั้นได้ลงทุนไปถึงอินเดียเพื่อที่จะศึกษาหาว่าคนที่ระลึกชาติได้นั้น ระลึกชาติได้จริงหรือเปล่า รวมไปถึงการทดลองทางวิทยาศาตร์หลายๆอย่างที่พยายามจะหาว่าชีวิตหลังความตายนั้นเป็นอย่างไร เราติดต่อกับคนตายได้จริงๆหรือเปล่า แล้วมีคนที่มีความสามารถพิเศษที่ติดต่อกับคนตายได้จริงๆหรือเปล่า

ซึ่งไม่เชื่อก็ต้องเชื่อนะครับ เรื่องพวกนี้นั้นมีการทำการทดลองและบันทึกเป็นหลักฐานเก็บไว้ซะด้วย อย่างเช่นเรื่องการระลึกชาติได้นั้นก็เคยตีพิมพ์ออกมาเป็นหนังสือ รวมไปถึงลงตีพิมพ์ในวารสารวิทยาศาสตร์ซะด้วย เช่นลงใน Journal of Scientific Exploration

หรือว่าอย่างเรื่องการวัดว่าวิญญาณนั้นมีตัวตนยังไง ก็มีคนหัวใส จับเอาคนป่วยที่กำลังจะตาย เอาไปใส่ในที่ชั่งน้ำหนัก แล้วก็คอยตรวจจับว่าจะตายเมื่อไร แล้วก็จะได้เทียบเอาน้ำหนักก่อนตายและหลังตายมาดูว่าวิญญาณนั้นอ่ะหนักเท่าไร (ซึ่งจากการทดลองก็บอกออกมาว่า วิญญาณนั้นมีน้ำหนักประมาณ 21 g ครับ เคยมีหนังอินดี้เรื่องหนึ่งชื่อ 21 grams แสดงโดย Sean Penn)

หรือว่ามีนักวิทยาศาสตร์นั้นพยายามที่จะวัดว่าคนเราตอนตายนั้นมีการปล่อยรังสีออกมาเท่าไรยังไง เพื่อที่จะวัดว่าวิญญาณนั้นมีน้ำหนักเท่าไรอีกนั่นแหละ อ้าวแล้วรังสีมันเกี่ยวกับกับน้ำหนักยังไง ก็จากไอสไตน์ไงครับ E=mc^2 ที่โด่งดังนั่นเอง แต่ว่าอาจารย์ที่คิดการทดลองท่านนี้ยังหาทุนไม่ได้ครับ แล้วก็โดนนักเทววิทยาและบาทหลวงหลายๆคนมาพยายามโน้มน้าวอาจารย์ที่คิดการทดลองนี้ให้เลิกล้มความตั้งใจซะด้วย

นี่ยังไม่รวมถึงการพูดถึงสื่อกลางระหว่างคนตายกับคนเป็นอีกนะครับ ซึ่งแมรี่นั้นได้เข้าไปเรียนถึงประเทศอังกฤษ มันเป็นคอร์สสอนวิชาการเป็นคนกลางสื่อสารระหว่างคนตายกับคนเป็นเลยนะครับ ซึ่งเป็นคอร์สสอนสามวัน น่าตื่นเต้นดีนะครับ ถ้าใครอยากรู้ว่าสอนกันที่ไหน ถามมาได้นะครับ บอกตอนนี้เดี๋ยวจะหาว่าผมสนับสนุนเรื่องพวกนี้

อ้ออีกเรื่องครับ เรื่องการวิจัยเกี่ยวกับชีวิตหลังความตาย ตายแล้วไปไหน การเป็นสื่อกลางระหว่างคนเป็นกับคนตายนั้น มีการศึกษาและเรียนกันในระดับปริญญาเอกด้วยนะครับ (ผมไม่ได้ล้อเล่นนะครับ พูดจริงๆ) ถ้าสนใจอยากเป็นด็อกเตอร์ด้านพวกนี้ ต้องส่งใบสมัครไปที่สาขาจิตวิทยาครับ

สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าพวกสื่อกลางระหว่างคนเป็นกับคนตายของเมืองนอกติดต่อกันยังไง เขาติดต่อกันแบบนี้ครับ คนที่เป็นสื่อกลางนั้นจะบอกข้อมูลส่วนตัวของเรา โดยบอกว่าข้อมูลนั้นได้มาจากคนตาย เช่นคุณมีญาติที่มีความสัมพันธ์กับตัวอักษร A ใช่ไหม บ้านของญาติคุณบางคนนั้นหน้าต่างแตก เปลี่ยนม่านใหม่ หรือว่าคุณมีสมาชิกใหม่เกิดขึ้น อะไรพวกนี้ครับ (เท่าที่ผมเคยดูรายการทีวีเรื่อง crossover ของที่นี่ มันยังไม่เคยเห็นสื่อกลาง ทายชื่ออักษรแบบ Q หรือ Z หรือ X เลยครับ) ส่วนมากก็ T, K, C, D, M, A ประมาณนี้อ่ะ

แมรี่นั้นพูดเรื่องหนึ่งครับว่า สังเกตดูเถอะ เรื่องที่พวกสื่อกลางพูดนั้น มันเป็นเรื่องทั่วๆไปมาก ไม่ค่อยมีเรื่องที่แบบเจาะจงหรอก ถ้าติดต่อได้จริงทำไมไม่บอกวันเกิดกันมาเลยหล่ะ แต่แมรี่เองก็ออกตัวไว้ด้วยเหมือนกันว่า แต่เธอก็ไม่รู้หรอกนะว่ามันมีกระบวนการการสื่อสารและถ่ายทอดข้อมูลกันยังไง พูดง่ายๆไม่เชื่ออย่าลบหลู่นั่นแหละ (แต่เท่าที่อ่านแมรี่ก็ไม่เชื่อจริงๆนั่นแหละ)

นอกเรื่องนิดนึงนะครับ จิตวิทยากับหมอดู

จริงๆแล้วเทคนิคการพูดเรื่องทั่วไปนั้น มันก็มีอยู่ในหมอดูซะด้วยครับ หมอดูนั้นมักจะพยายามทักคนว่าช่วงนี้ดูมีทุกข์ (ก็แหม แน่สิหมอ คนมีความสุขมีใครบ้างเข้าวัด มาหาหมอดู ล่ะครับ) แล้วบางคนก็อาจจะแปลกใจว่า โห หมอรู้ได้ไง  พอเวลาหมอดูทักว่า ช่วงนี้น่าจะมีปัญหาเรื่องการงาน การเรียน ความรัก สุขภาพ หรือครอบครัว (ก็แน่นอนอีกเหมือนกันครับ ชีวิตของคนเราจะมีปัญหาอะไรมากไปกว่านี้) แล้วช่วงอายุและการแต่งตัวของคุณๆนั้นมันก็พอที่จะบ่งบอกได้แล้วไม่ใช่หรอครับว่า คุณนั้นน่าจะตกอยู่ในปัญหาแบบไหน เช่นช่วงอายุ 20 ต้นๆ ก็คงไม่พ้นเรื่องการเรียน ความรัก หรือว่าจะตัดสินใจเรียนต่อต่างประเทศหรือทำงาน ถ้า 20 ปลายๆ ก็คงจะต้องเป็นเรื่องการงานซะส่วนมาก บวกกับเรื่องความรักแบบถามว่า แฟนหนูจะใช่ไหม ถ้าสี่สิบ ก็เรื่องครอบครัว ลูก สามีมีเมียน้อยหรือเปล่า (ผมว่ามันพอจะเดาได้นะครับ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ผมจะไม่เชื่อว่ามีหมอดูดูแม่นๆนะครับ ผมก็เชื่อว่ามีอีกเหมือนกัน แต่ก็พอๆกับที่ผมเชื่อว่า หมอดูนั้นมีจิตวิทยาที่สูงครับ)

ไหนๆนอกเรื่องมาแล้ว ก็นอกเรื่องมาอีกหน่อยล่ะกัน ทำไมหมอดูถึงดูแม่น เชื่อไหมครับว่า หมอดูที่ดูแม่นนั้นมาจากกลไกการทำงานของสมองครับ เพราะสมองเรานั้น มีการกรองข้อมูลที่เข้ามา โดยการกรองของข้อมูลนั้นจะเทียบกับกรอบความสนใจของเรา ภาษาอังกฤษเรียกกรอบนี้ว่า frame แล้วการกรองข้อมูลว่าเป็น bias ดังนั้นเวลาหมอดูพูดอะไร แล้วมันจริง กับสิ่งที่มันเกิดขึ้นในอดีต มันเป็น confirmation bias หรือว่า พอเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นตรงกับที่หมอดูพูด มันก็เป็น confirmation bias เหมือนกัน คือว่า เราพยายามหาว่าหมอดูนั้นพูดอะไรที่มันตรงกับความเป็นจริง บางทีมันอาจจะเกิดจากการที่เพื่อนเราไซโค เราด้วยว่าหมอดูคนนี้ดูแม่น มันก็เลยไปกันใหญ่ แต่เรื่องที่หมอดูนั้นพูดแล้วไม่ตรงนั้น ส่วนมากเราจะลืมมันไปครับ เพราะว่าสมองคนเรานั้น จำอย่างที่เราอยากให้มันจำครับ มันไม่ได้จำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ถ้าผมจำไม่ผิด ผมเคยเขียนไว้นิดหนึ่งแล้วในเรื่อง การหาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง  

แต่ที่สำคัญที่สุดครับ แมรี่นั้นบอกว่า คนที่คิดว่าตนเองนั้นเป็นสื่อกลางระหว่างคนตายกับคนเป็นนั้น ไม่ได้เพราะว่าเขาตั้งใจหลอกชาวบ้านนะครับ เพราะว่าเขาเชื่อว่าเขามีความสามารถพิเศษตรงนั้นจริงๆต่างหากหล่ะ เข้าทำนองว่า พอทายถูกบ่อยๆเข้ามันก็เลยเป็นเรื่องเข้าข้างตัวเองไปเลย แล้วก็เลยเชื่อไปเลยว่า อ้อ เรานี่มีญาณวิเศษจริงๆนะ

แล้ววิทยาศาตร์กับคณิตศาสตร์เข้ามาตอนไหน วิทยศาสตร์กับคณิตศาสตร์เข้ามาตอนวิเคราะห์ข้อมูลครับ เมื่อเขาให้คนที่ถามนั้นให้คะแนนว่าสิ่งที่สื่อกลางตอบนั้นถูกต้องมากน้อยแค่ไหน แล้วก็มาวิเคราะห์เชิงสถิติ ซึ่งโดยมากนั้นก็ได้ออกมาประเภท statistically insignificant ซะเป็นส่วนมาก

สรุปส่งท้าย

ผมถึงตรงนี้ผมไม่ขอสรุปครับว่าคนเราตายแล้วไปไหน เพราะผมไม่ทราบครับ แล้วคนเราติดต่อกับคนตายได้ไหม ผมก็ไม่ทราบอยู่ดีครับ แล้วทำไมเราถึงต้องการติดต่อกับคนตาย ผมพอจะตอบได้ว่าเพราะเรายังรักและอาลัยคนที่ได้จากโลกเราไปแล้วบางคนอยู่ เราเลยอยากที่จะติดต่อกับคนตาย ซึ่งมีคนที่มีชื่อเสียงโด่งดังระดับโลกหลายคนที่เชื่อเรื่องนี้นะครับ เช่นคนที่แต่งเชอล็อก โฮล์ม นักสืบชื่อกระฉ่อน เป็นต้น

สำหรับผมแล้ว ผมไม่ต่อต้านหรอกครับว่าคนเราจะติดต่อกับคนตายได้หรือไม่ พอๆกับผมไม่ต่อต้านการสร้างจตุคามรามเทพ และพอๆกับที่ผมไม่ต่อต้านคนที่ไปขอหวยกับต้นไม้  

ผมเชื่อว่าคนเรานั้นมีระดับความเชื่อในเรื่องอะไรๆก็ตามที่แตกต่างกัน และมีความสามารถในการสัมผัสหรือรับรู้ในสิ่งที่นอกเหนือธรรมชาติได้ต่างกัน การที่คนบางคนสัมผัสไม่ได้ รับรู้ไม่ได้ มันไม่ได้หมายความว่าสิ่งนั้นไม่มี การที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ไม่ได้ว่า "มี" มันไม่ได้หมายความว่า สิ่งนั้น "ไม่มี" และการที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้ว่า "มี" ก็ไม่ได้หมายความว่ามันจะมีเสมอไป    

ผมเชื่อว่าคนเรานั้นควรมีอิสรภาพและเสรีภาพทางความคิด ความเชื่อ และการกระทำ ตราบเท่าที่การกระทำ ความคิด และความเชื่อเหล่านั้นไม่มีผลกระทบร้ายแรงต่อสังคม และบุคคลเหล่านั้นสามารถรับผิดชอบต่อการกระทำ ความคิด และความเชื่อของตัวเองได้

ด้วยความเคารพต่อทุกๆความเห็นครับ

ปล สำหรับคนที่สงสัยมาถึงตรงนี้ว่าผมนับถือศาสนาอะไร ผมนับถือศาสนาพุทธครับ และผมก็พยายามใช้ชีวิตของผม หาคำตอบว่าศาสนาพุทธที่ผมนับถือหมายถึงอะไรกันแน่ครับ