ลักษณะสำคัญของโรคนี้คือ มีอาการย้ำคิดและย้ำทำที่มากจนทำให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมาน ผู้ป่วยพยายามเลิกหรือต่อต้านอาการ เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับอาการที่เกิดขึ้น
อาการ
อาการย้ำคิด (obsession) เป็นความคิด ความรู้สึก หรือจินตนาการ ที่มักผุดขึ้นมาเรื่อยๆ ผู้ป่วย เองก็ทราบว่าเป็นความคิดที่เหลวไหล ไม่เข้าใจว่าเกิดความคิดเช่นนี้ได้อย่างไร รู้สึกรำคาญต่อความคิดนี้ เช่น มีความคิดจะจุดไฟเผาบ้าน คิดว่ามือสกปรก คิดด่าทอพระพุทธรูปที่ตนเคารพ ผู้ป่วยรู้สึกผิดต่อความคิดที่เกิดขึ้น มีความกังวลใจ พยายามที่จะไม่ใส่ใจ หรือเลิกคิด บางครั้งอาจแก้หรือหักลัางความคิดนี้ด้วยความคิดหรือการกระทำต่างๆ เช่น ถ้าคิดว่าไม่ได้ปิดแก๊ส ก็จะตรวจเช็คเตาแก๊สวันละหลายๆ ครั้ง ไปล้างมือเมื่อคิดว่าสกปรก หรือท่องนะโมในใจทุกครั้งที่คิดในทางไม่ดีต่อพระพุทธรูป
อาการย้ำทำ (compulsion) เป็นพฤติกรรมซ้ำๆ ที่ผู้ป่วยก่อกระทำขึ้น โดยเกี่ยวเนื่องกับความย้ำคิด หรือตามกฎเกณฑ์บางอย่างที่ตนกำหนดไว้ การที่ผู้ป่วยมีพฤติกรรมนี้เพื่อหักล้างความคิดย้ำในทางลบ หรือป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ตามที่ตนหวั่นเกรง อย่างไรก็ตามพฤติกรรมของผู้ป่วยนั้นมักจะเกิดจากความคิดเชื่อในเรื่องไสยศาสตร์หรือแบบเด็กๆ ซึ่งจะต่างไปจากแนวทางที่คนทั่วไปใช้ในการแก้ไขหรือป้องกันปัญหา
เพิ่มข้อความ.. พฤติกรรมยำคิดย้ำทำที่พบบ่อยได้แก่
- กลัวติดเชื้อโรค กลัวสกปรก ต้องล้างมือ ล้างเช็ดสิ่งต่างๆ บ่อยๆ
- กลัวเกิดอันตรายต่อตนเองหรือผู้อื่น เช่นกลัวลืมลงกลอน ลืมปิดไฟ กลัวไม่ได้เก็บของมีคม กลัวปิดก๊อกน้ำไม่สนิท ต้องตรวจดู
- ต้องจัดให้สิ่งต่างๆ วางอยู่เท่าๆ กัน จัดของให้อยู่เป็นระเบียบ อยู่ในที่ๆ เคยอยู่ เช่น วางแจกันให้ห่างจากขอบ 2 ข้างเท่าๆ กัน
- คิดนับหรือทำซ้ำๆ เกี่ยวกับตัวเลข เช่น ดูป้ายทะเบียนรถจะต้องเอามารวมกัน ลุกขึ้นต้องตบเก้าอี้ 3 ที
- คิดซ้ำๆ หรือมีภาพขึ้นมาในจินตนาการซ้ำๆ ในเรื่องที่ตนเองเห็นว่าน่ารังเกียจหรือเป็นเรื่องผิด ซึ่งมักเป็นเรื่องทางเพศ ความก้าวร้าว หรือเกี่ยวกับศาสนา เช่น ทุกครั้งที่เห็นอะไรสีเหลืองจะเกิดความคิดต่อว่าพระพุทธเจ้า คิดย้ำๆ ด่าว่าบุพการีที่ตนเองเคารพ
- ทิ้งของไม่ได้ เสียดาย ทิ้งของไม่ได้แม้จะเป็นของที่คนอื่นเห็นว่าไม่สำคัญ เช่น ขวด ถุง หนังสือพิมพ์ สมุดเก่าๆ ยางรัด จะอึดอัดใจทุกครั้งที่จะต้องทิ้งอะไร เลือกไปมาเป็นเวลานาน แต่ในที่สุดก็ทิ้งอะไรไม่ได้ จนของรกเต็มบ้าน
ฯลฯ
คนเราปกติก็อาจมีความคิดหรือพฤติกรรรมเช่นนี้ได้ แต่ในผู้ป่วย OCD อาการเหล่านี้ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานอย่างมาก ผู้ป่วยพยายามฝืนสิ่งที่เกิดขึ้น แต่มักผืนไม่ได้ เสียเวลาไปกับความคิดหรือพฤติกรรมค่อนข้างมากในแต่ละวัน (มากเกินกว่าวันละ 1 ชั่วโมง)
การวินิจฉัย (เพิ่มข้อความ)
A. มีลักษณะอาการดังนี้
อาการย้ำคิด (obsession) มีความหมายตามข้อ (1), (2), (3), และ (4):
(1) มีความคิด ความต้องการ หรือมโนภาพที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ และคงอยู่ตลอด และในช่วงใดช่วงหนึ่งของความผิดปกติ ผู้ป่วยรู้สึกว่าลักษณะดังกล่าวรบกวนตนเองและไม่เหมาะสม และก่อให้เกิดความวิตกกังวล หรือความทุกข์ใจอย่างมาก
(2) ความคิด ความต้องการ หรือมโนภาพนี้ มิได้เป็นเพียงความกังวลมากเกินควรต่อปัญหาที่มีอยู่จริง
(3) ผู้ป่วยพยายามเพิกเฉย หรือเก็บกดความคิด ความต้องการ หรือมโนภาพที่เกิดขึ้น หรือหักล้างโดยความคิดหรือการกระทำอื่น ๆ
(4) ผู้ป่วยตระหนักดีว่าความคิด ความต้องการ หรือมโนภาพที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ นี้ มาจากจิตใจของตนเอง (มิได้ถูกสอดแทรกโดยเดิมไม่เคยคิดมาก่อนเลย ดังใน thought insertion)
อาการย้ำทำ (compulsion) มีความหมายตามข้อ (1), (2), (3), และ (4):
(1) พฤติกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ (เช่น การล้างมือ การจัดสิ่งของให้เป็นระเบียบ การตรวจดูสิ่งต่าง ๆ) หรือกิจกรรมทางจิตใจที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ (เช่น การสวดมนต์ การนับ การคิดคำในใจซ้ำ ๆ ) ซึ่งผู้ป่วยรู้สึกว่าจำเป็นต้องทำเพื่อตอบสนองต่อการย้ำคิด หรือ เป็นไปตามกฎซึ่งต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด)
(3) พฤติกรรม หรือกิจกรรมทางจิตใจมีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันหรือลดความทุกข์ทรมาน หรือป้องกันเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่น่ากลัวบางอย่าง ; อย่างไรก็ตาม พฤติกรรม หรือกิจกรรมทางจิตใจ ไม่ได้เกี่ยวโยงตามความเป็นจริงกับสิ่งที่ผู้ป่วยต้องการหักล้างหรือป้องกัน หรือเห็นได้ชัดว่ามากเกินควร
B. ณ เวลาใดเวลาหนึ่งของการดำเนินโรคนี้ ผู้ป่วยตระหนักว่าอาการย้ำคิด หรืออาการย้ำทำ นี้ เป็นมากเกินหรือไม่มีเหตุผล หมายเหตุ: กรณีนี้ไม่ใช้สำหรับเด็ก
C. อาการย้ำคิด หรืออาการย้ำทำ ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมาน และเสียเวลาไปมาก (มากกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน) หรือรบกวนต่อกิจวัตรตามปกติ การงาน (หรือการเรียน) หรือการเข้าสังคมหรือสัมพันธภาพทางสังคมอย่างมาก
D. ไม่ได้เป็นโรคอื่น ที่อาจพบมีลักษณะย้ำคิด หรือย้ำทำ เป็นบางเรื่องโดยเฉพาะได้ (เช่น การหมกมุ่นในเรื่องของอาหาร โดยเป็น Eating Disorders; การดึงผม โดยเป็น Trichotillomania; การจดจ่ออยู่กับเรื่องรูปร่าง โดยเป็น Body Dysmorphic Disorder; การหมกมุ่นอยู่แต่เรื่องการใช้สาร โดยเป็น Substance Use Disorder; การหมกมุ่นต่อการมีโรคที่ร้ายแรง โดยเป็น Hypochondriasis; การหมกมุ่นเรื่องความกำหนัด หรือจินตนาการทางเพศ โดยเป็น Paraphilia; หรือ การครุ่นคิดแต่เรื่องความผิดของตนเอง โดยเป็น Major Depressive Disorder)
E. ความผิดปกตินี้มิได้เป็นจากผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น สารเสพติด ยา) หรือจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย
การดำเนินโรค
ประมาณสองในสามของผู้ป่วยเริ่มมีอาการก่อนอายุ 25 ปี อายุเฉลี่ยเมื่อเริ่มมีอาการ 20-22 ปี อาการมักเรื้อรัง โดยมากจะมีอาการมากเป็นช่วงๆ
สาเหตุ
1. พบว่าผู้ป่วยมีการทำงานของสมองเพิ่มขึ้นในสมองส่วน orbitofrontal cortex, cingulate cortex และ head of caudate nucleus ทั้งนี้บริเวณเหล่านี้อาจรวมกันเป็นวงจรที่มีการทำงานมากเกินปกติในผู้ป่วย OCD
2. ในด้านระบบประสาทสื่อนำประสาทเชื่อว่าผู้ป่วยมีความผิดปกติในระบบซีโรโตนิน (serotonin) ทั้งนี้โดยมีการศึกษาพบว่าเมื่อให้สารที่เป็นเพิ่มซีโรโตนินแก่ผู้ป่วย OCD พบว่า ผู้ป่วยมีอาการมากขึ้น
3. ทฤษฎีการเรียนรู้ เชื่อว่าการเกิดภาวะเงื่อนไขมีบทบาทสำคัญในการเกิดอาการทั้งอาการย้ำคิดและย้ำทำ การรักษาโดยใช้วิธีพฤติกรรมบำบัดเป็นการเข้าไปขจัดภาวะเงื่อนไขที่เกิดขึ้น
การรักษา
การรักษาด้วยยา
1. ยาแก้ซึมเศร้า ยาที่รักษาได้ผลดีใน OCD เป็นยาที่จัดอยู่ในกลุ่มที่ออกฤทธิ์ต่อ ระบบซีโรโตนิน เช่น clomipramine และยาในกลุ่ม selective serotonin reuptake inhibitors (SSRI) ทุกตัว ได้แก่ fluoxetine และ fluvoxamine (เพิ่มข้อความ .. paroxetine, sertraline และ escitalopram)
1.1 clomipramine เริ่มต้นให้ขนาด 25 มก.ต่อวัน ปรับขนาดยาได้จนถึง 150-200 มก.ต่อวัน ควรให้ยาส่วนใหญ่ในตอนเย็นหรือก่อนนอน พบว่าโดยมากผู้ป่วยทนฤทธิ์ข้างเคียงจากยาขนาดสูงไม่ได้
1.2 fluvoxamine เริ่มต้นให้ขนาด 50 มก. ต่อวัน แล้วค่อยๆเพิ่มยาจนได้ขนาด 150-300 มก.ต่อวัน อาการข้างเคียงที่อาจพบได้แก่ คลื่นไส้ มือสั่น ง่วงซึม
1.3 fluoxetine เริ่มให้ขนาด 20 มก.ต่อวันในตอนเช้า อาจเพิ่มขนาดถึง 40-60 มก.ต่อวัน อาการข้างเคียงที่อาจพบได้แก่ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ
ยา clomipramine อาจได้ผลดีกว่ายากลุ่ม SSRI แต่ก็มีข้อจำกัดคืออาการข้างเคียงมาก ฤทธิ์ในการรักษาอาการอาจเห็นผลชัดหลังจากสัปดาห์ที่ 4 และอาการที่ดีขึ้นนั้นไม่ถึงกับไม่มีอาการเลยทีเดียว ผู้ป่วยมักกลับมามีอาการอีกได้บ่อยหลังจากหยุดยา อย่างไรก็ตามพบว่าคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้นมาก สามารถเข้าสังคมได้ ความทุกข์ทรมานจากอาการลดน้อยลง
2. ยาคลายกังวล ในผู้ป่วยที่มีความวิตกกังวลอยู่สูงอาจใช้ยาในกลุ่ม benzodiazepine ในระยะสั้นๆ ยาในกลุ่มนี้ไม่มีผลในการรักษาอาการย้ำคิด หรืออาการย้ำทำ
การรักษาวิธีอื่น
การรักษาที่ได้ผลดีคือ พฤติกรรมบำบัด โดยให้ผู้ป่วยเผชิญกับสิ่งที่ทำให้เขากังวลใจและมิให้ตอบสนองย้ำทำตามที่เคยกระทำ ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยที่มักล้างมือ ก็ให้จับของที่ผู้ป่วยรู้สึกว่าสกปรก ให้รออยู่ช่วงหนึ่งจึงอนุญาตให้ล้างมือ การฝึกจะทำตามลำดับขั้น เริ่มจากสิ่งที่ผู้ป่วยรู้สึกกังวลน้อยไปหามาก และระยะเวลาที่ไม่ให้ล้างมืออาจเริ่มจาก 10-15 นาที ไปจนเป็นชั่วโมง หากการรักษาได้ผลผู้ป่วยจะกังวลน้อยลงเรื่อยๆ จนสามารถจับสิ่งต่างๆ ได้โดยไม่ต้องรีบไปล้างมือดังก่อน
การรักษาโดยวิธีนี้ได้ผลค่อนข้างดี โดยพบว่าแม้หลังจากหยุดรักษาแล้วก็ยังคงผลอยู่นาน หากมีอาการก็มักไม่รุนแรงเท่าเดิม ผลการรักษาจะดีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ ความชำนาญของผู้รักษา ความร่วมมือของผู้ป่วย และครอบครัวของผู้ป่วยจะต้องให้ความร่วมมือด้วย เพราะนอกจากจะฝึกทำขณะพบผู้รักษาแล้วผู้ป่วยยังต้องฝึกที่บ้านด้วยเช่นกัน
แนวทางในการรักษา
อย่าบอกให้ผู้ป่วยหยุดทำหรือหยุดคิดซ้ำๆ การบอกใช้ไม่ได้ผล ก่อนจะมาพบแพทย์ผู้ป่วยใช้วิธีการมาแทบทุกชนิดแล้วแต่ไม่ได้ผล
การรักษาไม่ควรใจร้อน อาการของผู้ป่วย OCD มักจะค่อยๆ ดีขึ้น อาจไม่เร็วอย่างที่คิด โดยทั่วไปแล้วผู้ป่วยจะสังเกตว่าความกลัดกลุ้มและกังวลใจลดน้อยลง ต่อมาระยะเวลาที่ใช้ในการย้าคิดหรือย้าทำก็จะลดน้อยลง ผู้ป่วยรู้สึกว่าตนเองสามารถฝืนความอยากกระทำของตนเองได้มากขึ้น ผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อยาอาการจะดีขึ้นร้อยละ 50-70 ส่วนใหญ่แล้วการตอบสนองจะเห็นผลเต็มที่ในปลายเดือนที่สาม
ในผู้ป่วยที่อาการรุนแรงหรือมีผลกระทบมาก เมื่อผู้ป่วยอาการดีขึ้นระดับหนึ่งแล้ว ควรคงยาไว้ระยะหนึ่ง ขนาดยาจะลดลงจากขนาดที่เคยใช้ขณะที่อาการยังมากอยู่ โดยทั่วไปให้ยานานประมาณ 1 ปี การลดยาควรลดขนาดลงอย่างช้าๆ เช่น ลด clomipramine 50 มก. ทุก 2 เดือน
ตัวอย่างผู้ป่วย
สอน อายุ 25 ปี มาพบแพทย์เนื่องจากอยากหายจากอาการทำซ้ำๆ เขาให้ประวัติว่าตนเองดำเนินกิจการร้านอาหารมาได้ประมาณ 3 ปี โดยเปิดใกล้ศูนย์การค้า กลางคืนหลังเลิกงานจะให้คนงานเฝ้าร้าน ส่วนตนเองกลับมานอนที่บ้าน
ประมาณ 1 เดือนก่อน ขณะกลางคืนเกิดไฟไหม้จากคนงานปิดเตาแก๊สไม่หมด แต่เสียหายไม่มากเนื่องจากมีคนช่วยดับไว้ทัน หลังจากนั้นทุกครั้งที่ปิดร้าน ตนเองจะต้องไปตรวจดูว่าคนงานปิดแก๊สแล้วหรือยัง บางครั้งไปดูซ้ำๆ ถึง 10 ครั้ง บางคืนขณะขับรถกลับบ้าน ระหว่างทางเกิดความไม่แน่ใจขึ้นมาว่าได้ตรวจเตาแก๊สครบหมดทุกเตาแล้วหรือยัง จนต้องขับกลับไปตรวจดูใหม่อีก
ช่วง 1 สัปดาห์นี้อาการเป็นบ่อยขึ้น ตอนกลางวันก็ต้องคอยไปตรวจดู เขาทราบว่าตนเองกังวลมากเกินเหตุ เพราะตรวจครั้งเดียวก็น่าจะพอ แต่พอตรวจเสร็จ สักครู่ก็เกิดความไม่สบายใจขึ้นมาอีกว่าปิดหมดแน่แล้วหรือยัง ความไม่สบายใจนี้มีมากจนต้องกลับไปดูอีก ทั้งๆ ที่คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
เขาให้ประวัติเพิ่มเติมว่าเคยมีอาการคล้ายๆ กันนี้ตอนช่วงวัยรุ่น ครั้งนั้นเป็นหลังจากต้องสอบซ่อมหลายวิชา มีความกังวลว่ามือสกปรก ล้างมือวันละ 20-30 ครั้ง เคยรักษากับจิตแพทย์ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง
ผู้รักษาให้การวินิจฉัยว่าเป็น obsessive compulsive disorder ให้การรักษาโดย clomipramine อาการผู้ป่วยดีขึ้นจนกลับสู่ปกติภายใน 3-4 เดือน
(นพ.มาโนช หล่อตระกูล, นพ.ปราโมทย์ สุคนิชย์)
----------------------------------------------------------
เพิ่มเติม 4 กค 2555
ศูนย์บำบัดรักษาผู้ป่วยย้ำคิดย้ำทำ
(Obsessive-Compulsive Disorder Treatment Center)
ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
ทางภาควิชาจิตเวชศาสตร์ได้เห็นความสำคัญของการให้บริการการรักษาและศึกษาวิจัยในโรคย้ำคิดย้ำทำ จึงได้มีโครงการจัดตั้งศูนย์บำบัดรักษาโรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive-Compulsive Disorder Treatment Center) โดยมุ่งเป็นศูนย์กลางในการให้บริการดูแลผู้ป่วยโรคนี้ในระดับประเทศ เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ของจิตแพทย์ แพทย์ และบุคคลากรที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยและญาติ ช่วยลดผลกระทบทางด้านจิตใจ การทำงาน การใช้ชีวิตของผู้ป่วยและผู้ใกล้ชิด
รูปแบบบริการ เป็นการให้บริการตรวจรักษา ให้คำปรึกษารายบุคคลและแบบกลุ่ม
สถานที่ แผนกตรวจผู้ป่วยนอก ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
ช่วงเวลาให้บริการ ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 13.00 – 15.00 น.
เริ่มเปิดดำเนินการตั้งแต่ 9 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นต้นไป
เกณฑ์ผู้ป่วยที่จะเข้ารับบริการ
1. เป็นผู้ป่วยย้ำคิดย้ำทำ (obsessive-compulsive disorder)
2. อายุ 18 ปีขึ้นไป
3. สมัครใจ
โดยผู้ที่สนใจสามารถติดต่อผ่านจิตแพทย์เจ้าของไข้ที่ท่านรักษาอยู่เป็นประจำ หรือในกรณีผู้ป่วยใหม่สามารถติดต่อสอบถามได้ที่เคาน์เตอร์พยาบาล แผนกตรวจผู้ป่วยนอก ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี โทร 02-2011235, 02-2011245
เรียน คุณหมอคะ
ดิฉันอายุ 27 ปี ป่วยเป็นโรค OCD และได้ไปพบจิตแพทย์แล้ว คุณหมอสั่งยา Lexapro 10 mgให้ทานวันละ 2 เม็ด (มีอาการข้างเคียงคือนอนไม่หลับค่ะ) ตอนนี้ทานมาได้สองเดือนกว่าแล้วค่ะ แต่อาการขึ้น ๆ ลง ๆ ค่ะ บางวันก็ย้ำคิด ย้ำทำ มาก บางวันก็นิดหน่อย แต่โดยรวมแล้วดีขึ้นกว่าตอนเริ่มรักษาประมาณ 20-30% เท่านั้น เคยรู้สึกว่าอาการดีมากถึง 60% ด้วยค่ะ แต่ก็ไม่ stable เวลาไปพบจิตแพทย์ก็ไม่รู้จะอธิบายยังไงดี เวลาท่านถามว่าดีขึ้นมั๊ย
คุณหมอมีความคิดเห็นยังไงบ้างคะ
ยา lexapro เป็นยาที่ดีขนานหนึ่งในการรักษาโรคนี้ครับ เท่าที่ฟังอาการยังไม่ค่อยนิ่ง ลองปรึกษาคุณหมอที่รักษาดูนะครับ คุณหมออาจปรับโดยเสริมยาอื่นเข้าไป หรือเพิ่มขนาดยาตามแต่เห็นเหมาะสมครับ
สวัสดีค่ะคุณหมอ...มาโนช
ขอบคุณครูอ้อยครับที่แวะเยี่ยม ผมเจอบันทึกของครูอ้อยแทบทุกครั้งที่เข้า G2K จนเข้าครั้งไหนไม่ได้อ่านเหมือนไม่ได้เข้า G2K ^__^
สงสัยจังเลยว่าอะไรทำให้ครูอ้อยพลังเยอะอย่างนี้ครับ จะได้หามาทานมั่ง
คุณ Little Jazz \(^o^)/ ครับ ผมเองก็คิดว่าเราเป็นอย่างนี้กันไม่น้อยครับ อืม และคุณ Little Jazz \(^o^)/ ก็น่าจะยังปกติดีนะครับ ^__^
เพราะถ้าจะถือว่าผิดปกติต้องมากกว่านี้เยอะครับ คือ คนที่เป็นเขาจะ
- ทำหลายครั้งมากเป็นสิบๆ ครั้ง
- พยายามเลิกหรือต่อต้านการกระทำอย่างนั้น แต่จะไม่สบายใจทุกครั้งที่ไม่ได้ทำจนยอมแพ้ ต้องกลับไปทำใหม่อีก
- เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับอาการที่เกิดขึ้น เรียกว่า วันๆ หมกมุ่นอยู่กับแต่เรื่องนี้ จนไม่ได้ทำอะไรอย่างอื่นที่ควรทำหรือเรื่องอื่นบกพร่องไป
- เจ้าตัวรู้ดีว่าตัวเองผิดปกติไปจากก่อนและอยากหาย
ขอบคุณค่ะ สำหรับบทความ เพราะตัวดิฉันเองก็ค่อนข้างมีอาการเสี่ยงแบบนี้
และเคยคิดจะปรึกษาจิตแพทย์ กับอาการที่คิดว่าตัวเองคล้ายกับคนที่เป็นออทิสติกด้วยล่ะค่ะ
เพราะเครียดหรือคิดมากไปหรือเปล่าก็ไม่รู้
สวัสดีค่ะ คุณหมอมาโนช
ขอบคุณนะคะที่ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับ ยา Lexapro แต่ขออนุญาติถามต่ออีกนิดนึงค่ะ คือว่ายานี้ทานแล้วทำให้อารมณ์ดีผิดปกติรึปล่าวคะ
ขอบคุณค่ะ :)
ผมเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำ ตั้งแต่5-6 ขวบโดยประมาณ ตอนนั้นน่าจะเรียนอยู่ราวๆ ป3-ป4 ปีนี้ผมอายุ 45 ปีแล้ว รักษาโรคนี้ตอน อายุ 19 ปี คือเป็นจนทนไม่ไหว ผสมกับการทำงานค้าขายอยากหนัก ผสมความเครียด ความหวาดกลัว จนต้องเลิกทำงานไปถึง 2-3 ปีเพื่อไปรักษาตัว อาการของผมคือ ชอบไดด่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ทั้งด่าพระ ด่าศาลพระภูมิ ศาลเจ้า และด่าบิดา มารดา โดยไม่สามารถยับยั้งใจได้ และต้องมาขอโทษตลอดเวลา ทำให้เกิดอาการย้ำทำ ทุกวันนี้ สามารถทำงานได้ปกติ แต่ขอบอกเลยว่า หมอที่หาไม่สามารถช่วยได้ (เป็นจิตแพทย์ระดับประเทศด้วยครับ)ต้องช่วยตัวเอง ด้วยการอ่านตำรา แพทย์จากเมืองนอก ซึ่งผมซื้อมาอ่านเมื่อกว่าสิบปีที่ผ่านมา ผสมกับการกินยาทุกวันอย่าได้ขาด และผมขอแนะนำนะครับ สำหรับคนที่เป็นแบบผมคือ ด่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คือช่างมันด่าได้ด่าไป อย่าไปเสียเวลาขอโทษ อย่าคิดว่าเป็นสิ่งผิด ยิ่งเราต่อต้านด้วยการขอโทษมันจะเป็นปฎิกิริยาลูกโซ่ คือย้ำคิดย้ำทำไม่มีสิ้นสุด สำหรับผมตอนนี้ ไม่ห้อยพระ พยายามยุ่งกับเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ให้น้อยที่สุด แม้จะทำได้ยากในบางครั้ง แต่ทุกวันนี้ชีวิตก็ดีขึ้น แม้จะไม่ 100%ก็ตาม แต่ก็ดีกว่าเมื่อก่อนมาก สำคัญที่สุดคือ กินยาสม่ำเสมอและ เชื่อมั่นในตำราแพทย์ คืออย่าไปสนใจคิดได้คิดไป เรื่องชั่วๆ ถือว่าไม่ใช่ตัวเราก็ จะสบายใจขึ้นครับ
หนูคิดว่าหนูเป็นโรคนี้ตั้งแต่ ม.1จนปัจจุบันอยู่ ม.6ก็ยังเป็นอยู่ อาการคือเวลาทานอาหารจะชอบนับจำนวนคำของอาหาร ล้างมือบ่อย ชอบดึงหนังบริเวณริมฝีปากจนทำให้เลือดที่ปากไหลบ่อยมาก หนูอยากจะหายจากโรคนี้มากแต่ก็ไม่เคยหักห้ามใจไม่ให้คิดถึงสิ่งที่ทำอยู่ได้สักที่ คุณหมอช่วยบอกวิธีการหักห้ามใจไม่ให้คิดถึงเรื่องที่กำลังคิดอยู่ได้ไหมค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ
ผมเองคนนึงก็มีอาการย้ำคิดย้ำทำโดยกลัวสิ่งสกปรกมากเป็นพิเศษโดยเฉพาะกับสุนัขจะต้องระแวงว่าจะโดนสุนัขมาชนทุกครั้งที่ออกจากบ้าน โดยเคยรักษาด้วยยาSEROXAT ซึ่งมีราคาสูงมากครับจนรักษาไม่ไหวรักษาแบบหยุดๆหายๆ ตอนนี้อาการเริ่มเป็นหนักขึ้น อยากขอรบกวนถามคุณหมอมาโนชหน่อยครับว่าพอจะมียาที่รักษาอาการที่ดีกว่านี้และราคาไม่สูงเท่านี้บ้างหรือไม่ครับและควรทำอย่างไรถ้าเคยรักษาแล้วหยุดไปนานพอสมควร ครับ
ขอบพระคุณ คุณ หมอล่วงหน้านะครับ
คุณ ploy ครับ โดยทั่วไปแล้วยาไม่ทำให้อารมณ์ดีกว่าปกติครับ ไม่งั้นคนคงซื้อมากินกันเป็นแถวๆ
-----------------
คุณธนากรครับ คำแนะนำที่ให้ดีมากเลยครับ คุณเป็นคนที่เข้มแข็งครับ
------------------
คุณเหมืยวครับ
การหักห้ามใจเป็นสิ่งสำคัญแต่ต้องมีขั้นตอนพอสมควร ลองถามที่ http://www.thaimental.com นะครับ
-------------------
คุณเศรษฐ์ครับ ยาที่ถูกและได้ผลดีคือ fluoxetine ซึ่งมีผลิตในประเทศเม็ดละประมาณ 2 บาท ลองปรึกษาคุณหมอดูนะครับ หมออาจปรับยาตามอาการอีก
-----------------
เรียนทุกท่าน ผมดีใจครับที่เพจนี้เป็นประโยชน์กับผู้สนใจ จะพยายามหาข้อมูลในเรื่องต่างๆ มาให้เพิ่มเติมนะครับ
ประเด็นสำคัญที่อยากเรียนทุกท่านคือ ผมไม่มีเวลาตอบคำถามต่างๆ ครับ (ขอโทษด้วยครับ) ดังนั้น ถ้าต้องการปรึกษาเรื่องการใช้ยาหรือการรักษาต่างๆ ปรึกษาที่ http://www.thaimental.com จะเร็วกว่าครับ ที่นั่นเป็นชุมชนความรู้ทางสุขภาพจิตที่ดีมากเลยครับ ที่สำคัญมีจิตแพทย์ที่พร้อมให้คำตอบอย่างรวดเร็วครับ
ผมมีอาการเหมือนกับคุณ9. ธนากร ตกใจเหมือนกันที่มีคนเป็นแบบเราด้วย ขอขอบคุณ คุณ ธนากร มาก และอยากเป้นกำลังใจให้ทุกคนที่มีอาการแบบนี้ คนเราเลือกเกิดไม่ได้แต่เลือกที่จะเป็นได้ เราต้องเข้มแข็งและเอาชนะมันให้ได้ เพื่ออนาคต และเพื่อคนที่เรารัก ทุกอย่างสามารถแก้ไขได้ ขอเพิ่มเติมจากคุณ ธนากร ว่า ลอง ทำสมาธิ ศึกษาธรรมะ รู้จักปล่อยวางก็น่าจะช่วยได้ครับ ใครมีประสบการรณ์ เอามาลงได้นะครับ มันสามารถช่วยคนอื่นที่มีทุกข์ได้ และคุณก็จะได้บุญมากด้วย
ผมเคยเป็นโรคย้ำคิดย้ำทำตั้งแต่ตอนประมาณ 8 ขวบ แต่มันก็หายไปอย่างสนิท จนถึงตอนนี้ผมอายูได้ 16 แล้ว อาการมันยิ่งแย่กว่าเก่าคือ มัวแต่คิดซ้ำๆ เกี่ยวกับว่าอะไรจะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างตัวเองไปดูหนังมา แล้วก็มีความคิดที่จะเล่าให้เพื่อนฟังว่าหนังเรื่องนี้สนุกดีแล้วก็จินตนาการว่าจะไปบอกเพื่อนว่ายังไงไปเลื่อยๆๆ จนหยุดกังวลไม่ได้...แล้วก็ยังกังวลเกี่ยวกับกลัวลายบนมือถือจะลอกจนต้องหยิบมาดูซ้ำๆ อยู่หลายรอบจนวันๆเสียเวลาไปกับโรคนี้นานมากเกือบ 6 ชั่งโมง เป็นๆ หายๆ ทรมารมากๆๆ ไม่กล้าบอกครอบครัวด้วย ไม่รู้จะทำยังไงดี :'(
ผมพอรู้วิธีการรับมือครับเพราะผมเองก็เป็นคนป่วยในโรคย้ำคิดย้ำทำเหมือนกัน โรคย้ำคิดย้ำทำนี้เป็นโรคที่ประหลาดที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมาเลยครับเพราะว่าเราเองไม่ได้ไปทำอะไรให้เป็นทุกข์ เราก็เป็นทุกข์เอง เราเองก็ไม่อยากที่จะบอกเรื่องโรคนี้ให้คนอื่นรู้เพราะกลัวว่าคนอื่นเขาจะไม่เข้าใจ เราเองก็ที่จะพยายามลืมมันแต่ว่าก็ลืมไม่ได้ หรือบางครั้งเราเองก็ลืมมันได้แล้วแต่แล้วเราก็กลับคิดถึงมันขึ้นมาใหม่
*แต่ที่ผมอยากจะบอกทุกท่านก็คืออย่าพยายามลืมมันมากเกินไปแต่จงพยายามไม่กลัวมันให้ได้ แล้วจากนั้น
ลองไม่คิดไม่ทำมันสัก10วินาทีดูครับนะครับ แล้วจากนั้นก็ปล่อยให้มันย้ำคิดย้ำทำต่อไปนะครับ ถ้าเกิดทำได้ก็ขอให้ลองไม่คิดไม่ทำมันสัก20วินาทีดูนะครับ แล้วจากนั้นก็ปล่อยให้ย้ำคิดย้ำทำตามสมองต้องการอีก ถ้าเกิดทำได้อย่างนี้ไม่ย้ำคิดย้ำทำให้เพิ่มเวลาเป็น60วินาทีดูนะครับ ถ้าเกิดทำได้ก็ขอให้ไม่ย้ำคิดย้ำทำเพิ่มขึ้นเป็น2ชั่วโมงนะครับ แล้วถ้าเกิดทำได้แล้วถือว่าคุณหายจากอาการocdแล้วนะครับ เพราะขนาดไม่ย้ำคิดย้ำทำ2ชั่วโมงยังทำได้ เพราะฉนั้น ถ้าเกิดคุณจะไม่ย้ำคิดย้ำทำสัก3ชั่วโมงก็น่าจะได้นะครับเพราะแค่เพิ่มเวลาไม่ย้ำคิดย้ำทำมาแต่ครึ่งหนึ่งเอง แล้วจากนั้น 5ชั่วโมงก็ทำได้ 8ชั่วโมงก็ทำได้ 12ชั่วโมงก็ทำได้ 18ชั่วโมงก็ทำได้ 24ชั่วโมงก็ทำได้ 2วันก็ทำได้ 30วันก็ทำได้
2เดือนก็ทำได้ 12เดือนก็ทำได้ 2ปีก็ทำได้ 10ปีก็ทำได้ ลองทำให้ได้สักสิบปีก่อนนะครับพอคุณทำครบ10ปีปุบก็ค่อยกลับมาย้ำคิดย้ำทำอีกครั้งก็ได้ครับยังไม่สาย อิอิ
แต่ทุกครั้งที่ทำนี้ต้องอย่าเครียดเด็ดขาดนะครับ(อันนี้สำคัญมาก)แล้วถ้าเกิดคุณสามารถไม่ย้ำคิดย้ำทำไปแล้ว10ชั่วโมงแล้วชั่วโมงที่11กลับมาย้ำคิดย้ำทำอีกก็ไม่ต้องเสียใจนะครับ เพราะว่าคุณกำลังป่วยอยู่สามารถไม่ย้ำคิดย้ำทำสัก10ชั่วโมงได้ก็ถือว่าหายจากocdแล้วครึ่งหนึ่ง ***สุดท้ายนี้วิธีการรักษาที่ดีที่สุดก็คือผ่อนคลายความเครียดก็โรคนี้ครับเพราะเชื่อไหมครับว่าถ้าคุณผ่อนคล้ายความเครียดมากขึ้นเท่าไรคุณก็ใกล็หายจากocdมากขึ้นนะครับ*** ถ้าตรงการติดต่อก็ ทาง [email protected] ได้เลยครับ
ที่จริงผมก็เคยลองวิธีนี้แล้ว....และมันก็เคยได้ผลสักระยะหนึ่งด้วย..ต้องเอาชนะใจตัวเองให้ได้...แต่พอนานๆเข้าก็กลับคิดเรื่องเดิมขึ้นมาอีกและก็ห้ามใจตัวเองไม่ให้หยุดคิดไม่ได้ก็เลยกลับมาเป็นอีกรอบ :( แต่ก็ขอบคุนนะคับที่ช่วยบอกแล้วผมจะพยายามลองทำอีกรอบและเอาชนะใจตัวเองให้ได้ :)
ขอบคุณที่แนะนำมากครับ หลายๆความเห็น เป็นประโยชน์มากเลยครับ ตอนที่ผมนั่งพิมพ์ตัวอักษรบนแป้นนี่ จิตใจมันก็พยายามที่จะย้ำคิดอยู่อะครับ แต่ผมก็พยายามหักห้ามใจอยู่
ผมเลิกบุหรี่ก็เลิกมาแล้ว หลังจากสูบมาเกือบ10ปี แต่ไอ้โรคนี้มันจะยากกว่าการเลิกสูบบุหรี่หรือเปล่า จะพยายามลองเลิกดูครับ
อยากจะทราบว่าพอจะมีอาหาร ผัก หรือผลไม้อะไรบ้างที่จะพอช่วยให้โรคนี้บรรเทาลงได้บ้าง...
ดิฉันมีสามีติดเหล้ามากๆ ไปรักษาที่แผนกจิตเวชเมื่อ 2 ปีที่แล้วอาการก็ดีขึ้นแต่เมื่อ 6 เดือนก่อนหน้านี้ไม่ได้พาไปพบแพทย์ต่อเพราะคิดว่าเลิกดื่มแล้ว แต่กลับตรงกันข้าม..ดื่มหนักกว่าเดิมอีก อาการที่พบก็เป็นมากกว่าเดิม ตอนนี้ดิฉันใกล้จะเป็นโรคจิตแล้ว เพราะพฤติกรรมของเค้าแย่ลงทุกๆวัน ดิฉันก็ไม่รู้จะปรึกษากับใคร เพื่อนๆ ผู้ใหญ่ก็ไม่กล้าจะคุยให้ท่านฟัง ใครที่เจอปัญหาแบบนี้ขอ e-mail Address หน่อยได้ไหมคะ จักขอบคุณมากเลยค่ะ เผื่อจะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้
แกนหลักของอาการย้ำคิดย้ำทำคือ ความกลัว ซึ่งเกิดจากข้อมูลจากประสาทสัมผัสไม่ว่าจะเป็นข้อมูลใหม่หรือที่ถูกเก็บไว้ในระบบความจำ เชื่อมโยงไปยังสมองส่วน limbic system แล้วกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองต่างๆ
ที่น่าสังเกตคือ การขาดหายของข้อมูล มักจะกระตุ้นให้เกิดความไม่แน่ใจ เช่น เห็นมือสกปรก -> ล้างมือ -> รู้สึกสกปรก(ภาพของความสกปรกยังค้างอยู่)-> ล้างมือ แล้วก็จะวนเป็นวงวน
สังเกตได้ว่า ปัจจัยที่ทำให้เกิดวงจรอุบาทว์ คือ ความรู้สึกว่าสกปรก ซึ่งคือการขาดหายไปของภาพ สัมผัส ของความสะอาดในสมอง หรือพูดได้ว่า การล้างมือไม่ได้เชื่อมโยงกับความรู้สึกสะอาดอย่างเต็มที่ ทำให้เกิดความไม่แน่ใจ จนทำให้เป็นวงวน ซึ่งก่อความรำคาญอย่างยิ่ง
การใช้ยา SSRIs เป็นการเพิ่มการเชื่ยมโยงของเซลล์ประสาท ลดการขาดหายไปของข้อมูล ควรร่วมกับพฤติกรรมบำบัดเพื่อประโยชน์สูงสุดในการรักษา
วิธีเพิ่มการเชื่อมต่ออย่างหนึ่งง่ายๆ คือ การลองอยู่กับความย้ำคิดโดยไม่ย้ำทำ อาจลองเริ่มจากน้อยๆ ไปหามาก ในระดับที่ผู้ฝึกรับได้ เช่น ต้องตรวจสอบทุกครั้งหลังจากล็อกประตูรถ ก็ลองล็อกแล้วยืดเวลาตรวจสอบออกไป อาจเป็น หนึ่งนาที แล้วค่อยตรวจสอบ จากนั้นจึงเพิ่มเวลาขึ้นเป็น ห้านาที ครึ่งชั่วโมง ชั่วโมง แล้วแต่ความสามารถของผู้ฝึก วิธีการนี้จะเพิ่มระดับการเชื่อมต่อของเซลล์ประสาท ระหว่างการล็อก กับความรู้สึกว่าล็อกแล้ว ให้ดียิ่งขึ้นโดยใช้เงื่อนไขของเวลา
ที่สำคัญอย่าพยายามต่อต้าน ความรู้สึกย้ำคิด เหมือนกับคำกล่าวที่ว่า "อย่าคิดถึงวัวสีแดง" ลองสังเกตนะครับ ร้อยทั้งร้อย จะมีภาพวัวสีแดงอยู่ในหัว
ลองปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญครับ จะได้รับแนวทางในการรักษาที่ถูกต้อง