ลักษณะสำคัญของโรคนี้คือ มีอาการย้ำคิดและย้ำทำที่มากจนทำให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมาน ผู้ป่วยพยายามเลิกหรือต่อต้านอาการ เวลาส่วนใหญ่หมดไปกับอาการที่เกิดขึ้น

อาการ

อาการย้ำคิด (obsession) เป็นความคิด ความรู้สึก หรือจินตนาการ ที่มักผุดขึ้นมาเรื่อยๆ ผู้ป่วย เองก็ทราบว่าเป็นความคิดที่เหลวไหล ไม่เข้าใจว่าเกิดความคิดเช่นนี้ได้อย่างไร รู้สึกรำคาญต่อความคิดนี้ เช่น มีความคิดจะจุดไฟเผาบ้าน คิดว่ามือสกปรก คิดด่าทอพระพุทธรูปที่ตนเคารพ ผู้ป่วยรู้สึกผิดต่อความคิดที่เกิดขึ้น มีความกังวลใจ พยายามที่จะไม่ใส่ใจ หรือเลิกคิด บางครั้งอาจแก้หรือหักลัางความคิดนี้ด้วยความคิดหรือการกระทำต่างๆ เช่น ถ้าคิดว่าไม่ได้ปิดแก๊ส ก็จะตรวจเช็คเตาแก๊สวันละหลายๆ ครั้ง ไปล้างมือเมื่อคิดว่าสกปรก หรือท่องนะโมในใจทุกครั้งที่คิดในทางไม่ดีต่อพระพุทธรูป

อาการย้ำทำ (compulsion) เป็นพฤติกรรมซ้ำๆ ที่ผู้ป่วยก่อกระทำขึ้น โดยเกี่ยวเนื่องกับความย้ำคิด หรือตามกฎเกณฑ์บางอย่างที่ตนกำหนดไว้ การที่ผู้ป่วยมีพฤติกรรมนี้เพื่อหักล้างความคิดย้ำในทางลบ หรือป้องกันมิให้เกิดเหตุการณ์ตามที่ตนหวั่นเกรง อย่างไรก็ตามพฤติกรรมของผู้ป่วยนั้นมักจะเกิดจากความคิดเชื่อในเรื่องไสยศาสตร์หรือแบบเด็กๆ ซึ่งจะต่างไปจากแนวทางที่คนทั่วไปใช้ในการแก้ไขหรือป้องกันปัญหา

เพิ่มข้อความ.. พฤติกรรมยำคิดย้ำทำที่พบบ่อยได้แก่
- กลัวติดเชื้อโรค กลัวสกปรก ต้องล้างมือ ล้างเช็ดสิ่งต่างๆ บ่อยๆ
- กลัวเกิดอันตรายต่อตนเองหรือผู้อื่น เช่นกลัวลืมลงกลอน ลืมปิดไฟ กลัวไม่ได้เก็บของมีคม กลัวปิดก๊อกน้ำไม่สนิท ต้องตรวจดู
- ต้องจัดให้สิ่งต่างๆ วางอยู่เท่าๆ กัน จัดของให้อยู่เป็นระเบียบ อยู่ในที่ๆ เคยอยู่ เช่น วางแจกันให้ห่างจากขอบ 2 ข้างเท่าๆ กัน 
- คิดนับหรือทำซ้ำๆ เกี่ยวกับตัวเลข เช่น ดูป้ายทะเบียนรถจะต้องเอามารวมกัน ลุกขึ้นต้องตบเก้าอี้ 3 ที

- คิดซ้ำๆ หรือมีภาพขึ้นมาในจินตนาการซ้ำๆ ในเรื่องที่ตนเองเห็นว่าน่ารังเกียจหรือเป็นเรื่องผิด ซึ่งมักเป็นเรื่องทางเพศ ความก้าวร้าว หรือเกี่ยวกับศาสนา เช่น  ทุกครั้งที่เห็นอะไรสีเหลืองจะเกิดความคิดต่อว่าพระพุทธเจ้า  คิดย้ำๆ ด่าว่าบุพการีที่ตนเองเคารพ
- ทิ้งของไม่ได้  เสียดาย ทิ้งของไม่ได้แม้จะเป็นของที่คนอื่นเห็นว่าไม่สำคัญ เช่น ขวด ถุง หนังสือพิมพ์ สมุดเก่าๆ ยางรัด จะอึดอัดใจทุกครั้งที่จะต้องทิ้งอะไร เลือกไปมาเป็นเวลานาน แต่ในที่สุดก็ทิ้งอะไรไม่ได้ จนของรกเต็มบ้าน

ฯลฯ

คนเราปกติก็อาจมีความคิดหรือพฤติกรรรมเช่นนี้ได้ แต่ในผู้ป่วย OCD อาการเหล่านี้ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานอย่างมาก ผู้ป่วยพยายามฝืนสิ่งที่เกิดขึ้น แต่มักผืนไม่ได้ เสียเวลาไปกับความคิดหรือพฤติกรรมค่อนข้างมากในแต่ละวัน (มากเกินกว่าวันละ 1 ชั่วโมง)
 

การวินิจฉัย (เพิ่มข้อความ)

A. มีลักษณะอาการดังนี้ 

อาการย้ำคิด (obsession) มีความหมายตามข้อ (1), (2), (3), และ (4): 

(1) มีความคิด ความต้องการ หรือมโนภาพที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ และคงอยู่ตลอด และในช่วงใดช่วงหนึ่งของความผิดปกติ ผู้ป่วยรู้สึกว่าลักษณะดังกล่าวรบกวนตนเองและไม่เหมาะสม และก่อให้เกิดความวิตกกังวล หรือความทุกข์ใจอย่างมาก 

(2) ความคิด ความต้องการ หรือมโนภาพนี้ มิได้เป็นเพียงความกังวลมากเกินควรต่อปัญหาที่มีอยู่จริง 

(3) ผู้ป่วยพยายามเพิกเฉย หรือเก็บกดความคิด ความต้องการ หรือมโนภาพที่เกิดขึ้น หรือหักล้างโดยความคิดหรือการกระทำอื่น ๆ 

(4) ผู้ป่วยตระหนักดีว่าความคิด ความต้องการ หรือมโนภาพที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ นี้ มาจากจิตใจของตนเอง (มิได้ถูกสอดแทรกโดยเดิมไม่เคยคิดมาก่อนเลย ดังใน thought insertion) 

อาการย้ำทำ (compulsion) มีความหมายตามข้อ (1), (2), (3), และ (4): 

(1) พฤติกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ (เช่น การล้างมือ การจัดสิ่งของให้เป็นระเบียบ การตรวจดูสิ่งต่าง ๆ) หรือกิจกรรมทางจิตใจที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ (เช่น การสวดมนต์ การนับ การคิดคำในใจซ้ำ ๆ ) ซึ่งผู้ป่วยรู้สึกว่าจำเป็นต้องทำเพื่อตอบสนองต่อการย้ำคิด หรือ เป็นไปตามกฎซึ่งต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด) 

(3) พฤติกรรม หรือกิจกรรมทางจิตใจมีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันหรือลดความทุกข์ทรมาน หรือป้องกันเหตุการณ์หรือสถานการณ์ที่น่ากลัวบางอย่าง ; อย่างไรก็ตาม พฤติกรรม หรือกิจกรรมทางจิตใจ ไม่ได้เกี่ยวโยงตามความเป็นจริงกับสิ่งที่ผู้ป่วยต้องการหักล้างหรือป้องกัน หรือเห็นได้ชัดว่ามากเกินควร 

B. ณ เวลาใดเวลาหนึ่งของการดำเนินโรคนี้ ผู้ป่วยตระหนักว่าอาการย้ำคิด หรืออาการย้ำทำ  นี้ เป็นมากเกินหรือไม่มีเหตุผล หมายเหตุ: กรณีนี้ไม่ใช้สำหรับเด็ก 

C. อาการย้ำคิด  หรืออาการย้ำทำ ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมาน และเสียเวลาไปมาก (มากกว่า 1 ชั่วโมงต่อวัน) หรือรบกวนต่อกิจวัตรตามปกติ การงาน (หรือการเรียน) หรือการเข้าสังคมหรือสัมพันธภาพทางสังคมอย่างมาก 

D. ไม่ได้เป็นโรคอื่น ที่อาจพบมีลักษณะย้ำคิด หรือย้ำทำ เป็นบางเรื่องโดยเฉพาะได้ (เช่น การหมกมุ่นในเรื่องของอาหาร โดยเป็น Eating Disorders; การดึงผม โดยเป็น Trichotillomania; การจดจ่ออยู่กับเรื่องรูปร่าง โดยเป็น Body Dysmorphic Disorder; การหมกมุ่นอยู่แต่เรื่องการใช้สาร โดยเป็น Substance Use Disorder; การหมกมุ่นต่อการมีโรคที่ร้ายแรง โดยเป็น Hypochondriasis; การหมกมุ่นเรื่องความกำหนัด หรือจินตนาการทางเพศ โดยเป็น Paraphilia; หรือ การครุ่นคิดแต่เรื่องความผิดของตนเอง โดยเป็น Major Depressive Disorder) 

E. ความผิดปกตินี้มิได้เป็นจากผลโดยตรงด้านสรีรวิทยาจากสาร (เช่น สารเสพติด ยา) หรือจากภาวะความเจ็บป่วยทางกาย 

 การดำเนินโรค

ประมาณสองในสามของผู้ป่วยเริ่มมีอาการก่อนอายุ 25 ปี อายุเฉลี่ยเมื่อเริ่มมีอาการ 20-22 ปี อาการมักเรื้อรัง โดยมากจะมีอาการมากเป็นช่วงๆ

สาเหตุ

1. พบว่าผู้ป่วยมีการทำงานของสมองเพิ่มขึ้นในสมองส่วน orbitofrontal cortex, cingulate cortex และ head of caudate nucleus ทั้งนี้บริเวณเหล่านี้อาจรวมกันเป็นวงจรที่มีการทำงานมากเกินปกติในผู้ป่วย OCD

2. ในด้านระบบประสาทสื่อนำประสาทเชื่อว่าผู้ป่วยมีความผิดปกติในระบบซีโรโตนิน (serotonin) ทั้งนี้โดยมีการศึกษาพบว่าเมื่อให้สารที่เป็นเพิ่มซีโรโตนินแก่ผู้ป่วย OCD พบว่า ผู้ป่วยมีอาการมากขึ้น

3. ทฤษฎีการเรียนรู้ เชื่อว่าการเกิดภาวะเงื่อนไขมีบทบาทสำคัญในการเกิดอาการทั้งอาการย้ำคิดและย้ำทำ การรักษาโดยใช้วิธีพฤติกรรมบำบัดเป็นการเข้าไปขจัดภาวะเงื่อนไขที่เกิดขึ้น

การรักษา
การรักษาด้วยยา

1. ยาแก้ซึมเศร้า ยาที่รักษาได้ผลดีใน OCD เป็นยาที่จัดอยู่ในกลุ่มที่ออกฤทธิ์ต่อ ระบบซีโรโตนิน เช่น clomipramine และยาในกลุ่ม selective serotonin reuptake inhibitors (SSRI) ทุกตัว ได้แก่  fluoxetine และ fluvoxamine (เพิ่มข้อความ .. paroxetine, sertraline และ escitalopram)

1.1 clomipramine เริ่มต้นให้ขนาด 25 มก.ต่อวัน ปรับขนาดยาได้จนถึง 150-200 มก.ต่อวัน ควรให้ยาส่วนใหญ่ในตอนเย็นหรือก่อนนอน พบว่าโดยมากผู้ป่วยทนฤทธิ์ข้างเคียงจากยาขนาดสูงไม่ได้

1.2 fluvoxamine เริ่มต้นให้ขนาด 50 มก. ต่อวัน แล้วค่อยๆเพิ่มยาจนได้ขนาด 150-300 มก.ต่อวัน อาการข้างเคียงที่อาจพบได้แก่ คลื่นไส้ มือสั่น ง่วงซึม

1.3 fluoxetine เริ่มให้ขนาด 20 มก.ต่อวันในตอนเช้า อาจเพิ่มขนาดถึง 40-60 มก.ต่อวัน อาการข้างเคียงที่อาจพบได้แก่ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ

ยา clomipramine อาจได้ผลดีกว่ายากลุ่ม SSRI  แต่ก็มีข้อจำกัดคืออาการข้างเคียงมาก ฤทธิ์ในการรักษาอาการอาจเห็นผลชัดหลังจากสัปดาห์ที่ 4 และอาการที่ดีขึ้นนั้นไม่ถึงกับไม่มีอาการเลยทีเดียว ผู้ป่วยมักกลับมามีอาการอีกได้บ่อยหลังจากหยุดยา อย่างไรก็ตามพบว่าคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยดีขึ้นมาก สามารถเข้าสังคมได้ ความทุกข์ทรมานจากอาการลดน้อยลง

2. ยาคลายกังวล ในผู้ป่วยที่มีความวิตกกังวลอยู่สูงอาจใช้ยาในกลุ่ม benzodiazepine ในระยะสั้นๆ ยาในกลุ่มนี้ไม่มีผลในการรักษาอาการย้ำคิด หรืออาการย้ำทำ

 การรักษาวิธีอื่น

การรักษาที่ได้ผลดีคือ พฤติกรรมบำบัด โดยให้ผู้ป่วยเผชิญกับสิ่งที่ทำให้เขากังวลใจและมิให้ตอบสนองย้ำทำตามที่เคยกระทำ ตัวอย่างเช่น ผู้ป่วยที่มักล้างมือ ก็ให้จับของที่ผู้ป่วยรู้สึกว่าสกปรก ให้รออยู่ช่วงหนึ่งจึงอนุญาตให้ล้างมือ การฝึกจะทำตามลำดับขั้น เริ่มจากสิ่งที่ผู้ป่วยรู้สึกกังวลน้อยไปหามาก และระยะเวลาที่ไม่ให้ล้างมืออาจเริ่มจาก 10-15 นาที ไปจนเป็นชั่วโมง หากการรักษาได้ผลผู้ป่วยจะกังวลน้อยลงเรื่อยๆ จนสามารถจับสิ่งต่างๆ ได้โดยไม่ต้องรีบไปล้างมือดังก่อน

การรักษาโดยวิธีนี้ได้ผลค่อนข้างดี โดยพบว่าแม้หลังจากหยุดรักษาแล้วก็ยังคงผลอยู่นาน หากมีอาการก็มักไม่รุนแรงเท่าเดิม   ผลการรักษาจะดีมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับ ความชำนาญของผู้รักษา ความร่วมมือของผู้ป่วย และครอบครัวของผู้ป่วยจะต้องให้ความร่วมมือด้วย เพราะนอกจากจะฝึกทำขณะพบผู้รักษาแล้วผู้ป่วยยังต้องฝึกที่บ้านด้วยเช่นกัน

 แนวทางในการรักษา

อย่าบอกให้ผู้ป่วยหยุดทำหรือหยุดคิดซ้ำๆ การบอกใช้ไม่ได้ผล ก่อนจะมาพบแพทย์ผู้ป่วยใช้วิธีการมาแทบทุกชนิดแล้วแต่ไม่ได้ผล

การรักษาไม่ควรใจร้อน อาการของผู้ป่วย OCD มักจะค่อยๆ ดีขึ้น อาจไม่เร็วอย่างที่คิด โดยทั่วไปแล้วผู้ป่วยจะสังเกตว่าความกลัดกลุ้มและกังวลใจลดน้อยลง ต่อมาระยะเวลาที่ใช้ในการย้าคิดหรือย้าทำก็จะลดน้อยลง ผู้ป่วยรู้สึกว่าตนเองสามารถฝืนความอยากกระทำของตนเองได้มากขึ้น ผู้ป่วยที่ตอบสนองต่อยาอาการจะดีขึ้นร้อยละ 50-70 ส่วนใหญ่แล้วการตอบสนองจะเห็นผลเต็มที่ในปลายเดือนที่สาม

ในผู้ป่วยที่อาการรุนแรงหรือมีผลกระทบมาก เมื่อผู้ป่วยอาการดีขึ้นระดับหนึ่งแล้ว ควรคงยาไว้ระยะหนึ่ง ขนาดยาจะลดลงจากขนาดที่เคยใช้ขณะที่อาการยังมากอยู่ โดยทั่วไปให้ยานานประมาณ 1 ปี การลดยาควรลดขนาดลงอย่างช้าๆ เช่น ลด clomipramine 50 มก. ทุก 2 เดือน

 ตัวอย่างผู้ป่วย
สอน อายุ 25 ปี มาพบแพทย์เนื่องจากอยากหายจากอาการทำซ้ำๆ เขาให้ประวัติว่าตนเองดำเนินกิจการร้านอาหารมาได้ประมาณ 3 ปี โดยเปิดใกล้ศูนย์การค้า กลางคืนหลังเลิกงานจะให้คนงานเฝ้าร้าน ส่วนตนเองกลับมานอนที่บ้าน

ประมาณ 1 เดือนก่อน ขณะกลางคืนเกิดไฟไหม้จากคนงานปิดเตาแก๊สไม่หมด แต่เสียหายไม่มากเนื่องจากมีคนช่วยดับไว้ทัน หลังจากนั้นทุกครั้งที่ปิดร้าน ตนเองจะต้องไปตรวจดูว่าคนงานปิดแก๊สแล้วหรือยัง บางครั้งไปดูซ้ำๆ ถึง 10 ครั้ง บางคืนขณะขับรถกลับบ้าน ระหว่างทางเกิดความไม่แน่ใจขึ้นมาว่าได้ตรวจเตาแก๊สครบหมดทุกเตาแล้วหรือยัง จนต้องขับกลับไปตรวจดูใหม่อีก

ช่วง 1 สัปดาห์นี้อาการเป็นบ่อยขึ้น ตอนกลางวันก็ต้องคอยไปตรวจดู เขาทราบว่าตนเองกังวลมากเกินเหตุ เพราะตรวจครั้งเดียวก็น่าจะพอ แต่พอตรวจเสร็จ สักครู่ก็เกิดความไม่สบายใจขึ้นมาอีกว่าปิดหมดแน่แล้วหรือยัง ความไม่สบายใจนี้มีมากจนต้องกลับไปดูอีก ทั้งๆ ที่คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

เขาให้ประวัติเพิ่มเติมว่าเคยมีอาการคล้ายๆ กันนี้ตอนช่วงวัยรุ่น ครั้งนั้นเป็นหลังจากต้องสอบซ่อมหลายวิชา มีความกังวลว่ามือสกปรก ล้างมือวันละ 20-30 ครั้ง เคยรักษากับจิตแพทย์ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง

ผู้รักษาให้การวินิจฉัยว่าเป็น obsessive compulsive disorder ให้การรักษาโดย clomipramine อาการผู้ป่วยดีขึ้นจนกลับสู่ปกติภายใน 3-4 เดือน

(นพ.มาโนช หล่อตระกูล, นพ.ปราโมทย์ สุคนิชย์)

----------------------------------------------------------

เพิ่มเติม 4 กค 2555

ศูนย์บำบัดรักษาผู้ป่วยย้ำคิดย้ำทำ
(Obsessive-Compulsive Disorder Treatment Center)
ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

 ทางภาควิชาจิตเวชศาสตร์ได้เห็นความสำคัญของการให้บริการการรักษาและศึกษาวิจัยในโรคย้ำคิดย้ำทำ จึงได้มีโครงการจัดตั้งศูนย์บำบัดรักษาโรคย้ำคิดย้ำทำ (Obsessive-Compulsive Disorder Treatment Center) โดยมุ่งเป็นศูนย์กลางในการให้บริการดูแลผู้ป่วยโรคนี้ในระดับประเทศ เป็นแหล่งศึกษาเรียนรู้ของจิตแพทย์ แพทย์ และบุคคลากรที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งเผยแพร่ความรู้เพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยและญาติ ช่วยลดผลกระทบทางด้านจิตใจ การทำงาน การใช้ชีวิตของผู้ป่วยและผู้ใกล้ชิด

รูปแบบบริการ เป็นการให้บริการตรวจรักษา ให้คำปรึกษารายบุคคลและแบบกลุ่ม
สถานที่ แผนกตรวจผู้ป่วยนอก ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี
ช่วงเวลาให้บริการ ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 13.00 – 15.00 น.
เริ่มเปิดดำเนินการตั้งแต่ 9 กุมภาพันธ์ 2555 เป็นต้นไป

กณฑ์ผู้ป่วยที่จะเข้ารับบริการ 
1. เป็นผู้ป่วยย้ำคิดย้ำทำ (obsessive-compulsive disorder)
2. อายุ 18 ปีขึ้นไป
3. สมัครใจ

โดยผู้ที่สนใจสามารถติดต่อผ่านจิตแพทย์เจ้าของไข้ที่ท่านรักษาอยู่เป็นประจำ หรือในกรณีผู้ป่วยใหม่สามารถติดต่อสอบถามได้ที่เคาน์เตอร์พยาบาล แผนกตรวจผู้ป่วยนอก ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี โทร 02-2011235, 02-2011245