ชายแสนดีนายหนึ่ง : "ผมช่วยถือของไหมครับ............."

หญิงใจงามนางหนึ่ง : "อ้อ ไม่เป็นไรคะ ขอบคุณมากนะคะ ถือไหวคะ"

หรือ

ชายแสนดีอีกนายหนึ่ง : "เชิญนั่งครับ"

หญิงท้องแก่ ไม่พูดจาใดๆ นั่งตามคำเชิญ

ชายแสนดีท่านเดิม ".............."

          สวัสดีค่า ไม่ทราบว่าท่านผู้อ่านทุกท่านเคยเจอเหตุการณ์คล้ายๆ กันกับอย่างนี้บ้างไหมคะ ทำให้นึกคำพูดจากหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาได้คะ

"รับ" ศิลปะที่ละเอียดอ่อนกว่า "ให้"

วิชาตัวเบา

แต่งโดย คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์

          ตัวอย่างในกรณีแรกที่ได้ยกไว้ให้ทุกท่านได้อ่าน ในหนังสือของ คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ บอกไว้ว่า อาจเป็นพวก "รับไม่เป็น" อาจด้วยเหตุผลที่แตกต่างกันออกไป

          บางคน "รับไม่เป็น" เพราะ ขัดเขินที่จะรับการช่วยเหลือ ถ้ามองลึกเข้าไปอาจจะพบว่าเป็นเพราะหวงแหนความเป็นตัวของตัวเอง และ/หรือเพราะกลัวจะดูไม่ดีในสายตาคนอื่น คือ เป็นห่วงภาพของตัวเอง......

         บางคน "รับไม่เป็น" เพราะ ติดภาพนางเอกพระเอกที่หยิ่งในศักดิ์ศรีจากละครโทรทัศน์และนวนิยายโรมานซ์ จนกลายเป็นค่านิยมที่ฝังลึก........

          บางคน "รับไม่เป็น" เพราะ ขี้เกรงใจ........ โดยส่วนของผู้เขียนบันทึกนี้มักจะเป็นข้อนี้ (เป็นมากๆ .....) บางครั้งอยากจะเอ่ยปากรับน้ำใจที่เค้าเสนอมาให้ใจจะขาดแต่ด้วยอะไรก็ไม่ทราบ รู้สึกเพียงแต่ว่า "เดี๋ยวเค้าจะลำบาก เราก็พอจะทำเองได้ อย่ารบกวนเค้าดิ"  (ดูๆ ไปสงสัยจะดูละครมากไปจริงๆ นะคะ ภาพนางเอกผู้แสนงดงามผุดขึ้นมาตะหงิดๆๆ ) แต่เมื่อมองให้ลึกลงไปอีกนิด คิดเข้าไปให้ดีอีกหน่อย คงต้องย้อนถามตัวเองอีกครั้งว่าเรา "เกรงใจ" คนให้ หรือว่า "เกรงใจ" ตัวเอง ที่ไม่ชอบรู้สึกว่าพึ่งพาคนอื่น

         ในหนังสือ คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ เขียนไว้น่าฟังและน่าจดจำเป็นอย่างยิ่งคะ

"เคยคิดบ้างไหมคะว่า ถึงแม้ความเกรงใจจะเป็นคุณลักษณะที่นุ่มนวล ไม่ก้าวร้าวแก่งแย่ง แต่ถ้าไม่คำนึงถึงใจคนให้ ก็อาจทำให้ผู้ที่ให้ด้วยใจบริสุทธิ์เสียน้ำใจ"

"เรามักจะยกย่อง "การให้" โดยมองข้ามคุณค่าของ "การรับอย่างงาม" ทั้งๆ ที่สองอย่างนี้เปรียบเสมือนหน้าสองหน้าของเหรียญเดียวกัน และ เหรียญที่มีค่าจริง คือ เหรียญที่งามทั้งสองหน้า

          คนที่ชอบให้ แต่ไม่อยากรับของใครนั้นมีมาก คนที่รับ แต่ไม่คิดจะให้ยิ่งมีมากขึ้นไปอีกคะ

         ส่วนกรณีที่ยกมาให้ดูอีกอันหนึ่งนั้นก็เป็นตัวอย่างของ "การรับแบบถือเป็นสิทธิที่ควรได้" (Take for granted)  อาจเพราะคิดว่าเป็นหน้าที่ของใครๆ ที่จะต้องทำให้เธอ จึงไม่รู้สึกอะไรกับน้ำใจคนที่ลุกให้ และ ไม่มีน้ำใจที่ไหลกลับไปให้เขาได้อิ่มใจบ้างเสียเลย

อันที่จริงแล้ว การรู้จักรับอย่างงดงาม เป็นศิลปะที่ละเอียดอ่อนไม่น้อยไปกว่า การให้ด้วยใจบริสุทธิ์  ถ้าเรียนรู้ศิลปะทั้งสองนี้ให้ลึกซึ้งถึงใจ เราก็จะรู้จักเปิดประตูให้น้ำเลี้ยงใจไหลสู่กัน เพื่อเพิ่มความชุ่มฉ่ำงดงามให้ชีวิต 

         เป็นไงคะ อ่านแล้วรู้สึกว่าวิชานี้ทำให้ตัวเองเบาขึ้นไหมคะ เรียนรู้จักตัวเองวันละนิดเพื่อจะได้มองชีวิตให้สวยสดงดงามขึ้นคะ.........