ห้องไผ่ขจี ปรับฐานพลัง

วันนี้มีกิจกรรมที่น่าสนใจคือ Waldolf Painting ตอนสอง นักเรียนแบ่งกลุ่มเหมือนเดิม ได้สามชิ้นงาน คือ สีสามสี จับคู่ แดง/เหลือง แดง/น้ำเงิน และเหลือง/น้ำเงิน แล้วก็มาสะท้อนกัน

หลังจากมีประสบการณ์ว่าครั้งหนึ่งเมื่อวาน ก็เตรียมตัวกันทะมัดทะแมง วันนี้ฉันจะทำดีกว่าเมื่อวาน ออกมาไม่เลวทีเดียว เราเริ่มรู้เท่าทันพฤติกรรมของสี และออกแบบอะไรๆได้มากขึ้น

ภาคสะท้อน

เมื่อเรา "เข้าใจพฤติกรรม" ของสีน้ำ แทนที่เราจะหักโหม ระบาย วาด แบบสีเทียน หรือสีปากกา แล้วก็มานั่งหงุดหงิด เราก็จะปรับวิธีการทำงานใหม่ ทำงานโดยใช้ ธรรมชาติของคนทำงาน ให้เข้ากับผลงานที่วางแผนไว้ อ้อ..ชอบแผ่กระจายใช่ไหม เราก็เผื่อที่ไว้ให้แผ่กระจาย คิดเผื่อไว้ด้วยว่าถ้าแผ่แล้วจะเป็นเช่นไร เราก็มานั่งถามตนเองนะว่า เอ... ที่เราถูกใช้ให้ทำงานอยู่เนี่ย หรือใช้ให้คนอื่นทำงานอยู่นั่นน่ะ เราได้เคยคิดคำนึงถึงธรรมชาติ พฤติกรรม ของคนกันบ้างหรือไม่?

เนื่องจากโจทย์ให้ใช้สองสีประกอบกัน เราก็เลยได้ประเด็นในการสังเกตเพิ่มขึ้น

เมื่อมีสองสี (คือสามสี รวมทั้ง background สีขาวด้วย) ก็จะเห็นปฏิสัมพันธ์ของคนทำงานเกิดเป็นส่วนหนึ่งของผลงานด้วย เราพบว่าสีแดงจะมีพฤติกรรมอย่างหนึ่งกับสีน้ำเงิน มีพฤติกรรมอีกอย่างหนึ่งกับสีเหลือง สีน้ำเงินก็จะมีพฤติกรรมกับสีแดงไม่เหมือนกับสีเหลือง คงจะเหมือนคนทำงานจริงๆ ทีมีการ ชอบ/ไม่ชอบ หรือมีปฏิกิริยาเคมีกับคนรอบข้างไม่เหมือนกันทีเดียว ไม่ได้แปลว่าดี/ชั่ว แต่เป็น chemistry เฉพาะคู่ๆไป

ข้อสำคัญคือ เราใช้ความเข้าใจอันนี้มาช่วยเสริมคุณค่าของผลงานที่เราออกแบบได้ด้วย ถ้าเราไม่ได้เอาปฏิกิริยาของคนที่อยู่ในทีม มานับ มาไตร่ตรอง ผลที่ออกมาจะไม่มีวันเหมือนที่เราคำนวณไว้ เพราะผลแห่งการทำงาน ผลที่เกิดจากการทำงานนั้น จะโผล่ออกมาตอนท้ายงานด้วยเสมอ ความราบรื่น อุปสรรค และการคาดการณ์ การแก้ไขปัญหา การเกิดผลลัพธ์ เป็นไปอย่างไร ล้วนแล้วแต่มีส่วนของปฏิสัมพันธ์ของชิ้นงานย่อยๆด้วยเสมอ

มีคนกลัวการซึมเข้าหากันของสี ก็ระบายห่างๆ เราก็จะได้ผลงานหลวมๆ ดูโปร่ง ใช้เนื้อที่เยอะ ก็ได้เหมือนกัน กระนั้นเราก็ยังเห็นการซึมของสีเข้าหากันตามธรรมชาติของน้ำ มาโดน มาผสมกันในที่สุด ตรงนี้อาจจะมองเห็นว่า ความใกล้ชิด กับปฏิกิริยา เกี่ยวพันกัน กรณีที่สีผสมแล้วจะจัดจ้าน หรือทะเลาะกัน ก็ไม่ได้แปลว่าทำงานในชิ้นเดียวกันไม่ได้ แค่จัดพื้นที่ให้เหมาะสม ทั้งสองสี สองคน ก็ยังทำงานด้วยกันได้ สร้างสรรค์ได้ เป็นความสัมพันธ์ของระยะห่างที่เหมาะสม ได้ผลแตกต่างกันตามระยะ ก็ได้เหมือนกัน

ห้องไผ่ขจี ปรับฐานพลัง

บ่ายนี้เราได้เข้าเมือง และเข้าห้องไผ่ขจีปรับพลังเป็นครั้งแรกของงาน มีโยดา คุณเม อ.อาภรณ์ ไพลิน อ.น้อง พิชิต คุณณา สนทนากัน จากประสบการณ์เก่า ช่วงเวลาอิสระนี่แหละ high-light ได้เรียนรู้อะไร เผลอๆจะเข้มข้นกว่าตอน workshop เสียอีก

 โยดา นกไฟ คุณเม

พยาบาลในประเทศไทย ตอนนี้มีประมาณ 150,000 คน เป็นคนมาทำงานเพื่อคนที่กำลังทุกข์อยู่ เราจะ "ช่วย" เขาเหล่านี้อย่างไรดี และงานของเขามีผลกระทบต่อสังคมด้านไหน อย่างไร เป็นโจทย์ที่เสมือนถูกโยนผลุงลงมากลางห้องไผ่ขจี

ในยุคที่รัฐบาลสั่ง "ผลิตบัณฑิต" เหมือนสั่งกับข้าวสำเร็จรูปนั้น ออกจะน่ากลัว เพราะผลข้างเคียงมีเยอะ บ่อยครั้งที่ "ปริมาณ" และ "คุณภาพ" มันไม่ได้ไปด้วยกันแบบ positive relationship การเร่งผลิตบัณฑิตปริญญาโท ทำไปทำมา จำนวนโครงการไม่พอจำนวนว่าที่บัณฑิต 1 โครงการถ้าช่วยกันทำเกิน 2 คน ไปเป็น 5 คน 10 คน 20 คน คุณภาพการได้เรียนรู้ก็จะเจือจางลงไป การรับว่าจ้างเขียนวิทยานิพนธ์ก็เหมือนกัน ผมว่าเป็นอาชญากรรมต่อการศึกษาที่ร้ายแรงไม่แพ้ corruption ต่อความมั่นคงของประเทศเลยทีเดียว

วาระแห่งทักษิณ (ทิศใต้จ้ะ)

ระหว่างนั่งรอรถกลับ teak garden กลุ่มไผ่ขจี ขยับมานั่งหน้าโซฟา มีหมอชาย ผอ.ฉวาง อาจารย์พิชิต จากทันตะ มน. พี่หมู เจไดแห่งพัทลุง มองซ้ายขวาหน้าหลัง เราเลยหันมาสนทนากันวาระของผืนแผ่นดินภาคใต้ว่า เอ้อ... นี่เราเห็นเชียงใหม่ เชียงราย แพร่ นครสวรรค์ เขาคึกคักกันปานนี้ เราจะว่ากันอย่างไร

หมอชาย ผอ. คนขยันของเรา ก็เสนอมาทันทีว่า "ผมอยากจัด workshop ร่วมกับ ม.อ. มาดูแล ช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเรื้อรังและครอบครัว แถวๆบ้านเรากันครับ" อืม... พี่หมูเสริม "ถ้าเรามีของเรา ก็จะต่อยอดวิชาที่เราได้มาฝึก มาทำกัน คนไข้จะเป็นคนที่ได้ประโยชน์ด้วย" ที่จริงเราก็มีคนไข้เรื้อรังจำนวนมาก มีคนไข้มะเร็งที่มารับรังสีรักษาที่แผนก อ.เต็มศักดิ์ มีคนไข้โรคไต โรคหัวใจ โรคตับ โรคปอด เนื่องจาก รพ. ม.อ. เป็นโรงพยาบาลตติยภูมิ เราจึงรับคนไข้โรคซับซ้อนจำนวนมาก ลำพังการช่วยเหลือดูแลในโรงพยาบาล อาจจะยังไม่พอ เราจะ empower คนไข้จำนวนมากเหล่านี้ให้สามารถ "คืนสู่เหย้า กลับเข้าสู่สังคม" อย่างแท้จริงได้หรือไม่ อย่างไร เป็นงานท้าทายที่น่าตื่นเต้นยินดีสมควรทำอย่างยิ่ง

หมอชายบอกว่าประชาชนตอนนี้ อยู่ในภวังค์ของ "โง่ จน เจ็บ"เป็นอาการป่วยลงลึก ป่วยแม้แต่จิตวิญญาณ ป่วยเสาะหาเครื่องยึดเหนี่ยว บ้างก็ยอมละจิตวิญญาณไปหาทรัพย์ศฤงคารแทน หาทรัพย์เฉยๆไปไม่พอ อยากร่ำรวย อยากมี แต่ไม่อยากทำงานหนักด้วย อยากสุขภาพดี แต่ไม่อยากออกกำลังกาย ดูแลอาหารการกิน

เราอาจจะเริ่มต้นด้วยการ empower คนรอบข้าง คนธรรมดาๆ ครอบครัวของเขา เราอาจจะต้อง empower แม้กระทั้งนายของเราด้วย เพราะเขาก็ใช่ว่ามีอิสระร้อยเปอร์เซนต์ ถ้ากระบวนทัศน์เก่ายังเป็นอะไรที่ครอบงำการคิด การทำงาน อยู่อย่างแนบแน่น

สนทนาจนเดินทางมาถึง Teak Garden เมือไรไม่รู้ตัว พูดกันมาตั้งแต่บ่ายสี่จนหนึ่งทุ่ม!!!

สมกับเป็น session ห้องไผ่ขจี ไม่เคยผิดหวังจ้ะ!!!