นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร จะต้องมีการบันทึกหรือเขียนผลงานที่ ปฏิบัติอยู่กับเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นการพบ พูดคุย การสังเกต และการสัมภาษณ์ หรือการสนทนา แลกเปลี่ยนเรียนรู้ กับเกษตรกรและกลุ่มอาชีพทางการเกษตรต่าง ๆ โดยนำการวิจัยสวมลงในงานประจำ

                                                                                                                      

                                                                                                                                              

 ตอนที่ 1   การวิจัยเชิงคุณภาพกับงานส่งเสริมการเกษตร                                                                                                                           

—   เกริ่นนำ

          ปกตินักส่งเสริมการเกษตร  มักจะคุ้นเคยการจัดเก็บข้อมูลเชิง ปริมาณ  เช่น ข้อมูลตามแบบ  รอ. , รต. ทะเบียนเกษตรกร  และข้อมูลรายชนิดพืช  ถ้าพูดง่าย ๆ ก็จะบอกว่าเคย ปฏิบัติงานเกี่ยวกับข้อมูลที่เป็นตัวเลข  แต่ในทางเป็นจริงแล้วนักส่งเสริมการเกษตร  ผู้ปฏิบัติงานในระดับภาคสนาม  ได้ทำงานใกล้ชิดเกษตรกรที่อยู่ในชุมชน  และกลุ่มอาชีพทางการเกษตร  อยู่เป็นประจำ

                ถ้าพูดอีกด้านหนึ่งก็คือ  นักส่งเสริมการเกษตร  ส่วนใหญ่เราทำงานด้านสังคมศาสตร์  คือ  ทำงานกับเกษตรกร  ผู้นำเกษตรกร  ผู้นำกลุ่มอาชีพทางการเกษตรต่าง ๆ ที่อยู่ในชุมชน  ที่ปฏิบัติกันอยู่เป็นประจำก็คือ พบปะพูดคุยการสังเกต และในการสัมภาษณ์ รวมทั้งการสนทนา หรือ เวทีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้  ซึ่งล้วนแต่เป็นการทำงานเกี่ยวข้องกับข้อมูลทั้งสิ้น ซึ่งเรียกว่า ข้อมูลเชิงคุณภาพ " นั่นเอง

                 ปัจจุบันนี้  นักส่งเสริมการเกษตร (เกษตรตำบล) ส่วนใหญ่มีการปรับเปลี่ยนสายงานเป็นนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร (นวส.) จำเป็นที่จะต้องพัฒนา ให้สมกับเป็น  นักวิชาการส่งเสริมการเกษตร  จะต้องมีการบันทึกหรือเขียนผลงานที่ ปฏิบัติอยู่กับเกษตรกร ไม่ว่าจะเป็นการพบ พูดคุย  การสังเกต และการสัมภาษณ์ หรือการสนทนา  แลกเปลี่ยนเรียนรู้  กับเกษตรกรและกลุ่มอาชีพทางการเกษตรต่าง ๆ  โดยนำการวิจัยสวมลงในงานประจำ  หรือเรียกว่า  วิจัยในงานประจำนั่นเองเพื่อที่จะใช้ ประโยชน์เป็นการยืนยันว่าเราได้ปฏิบัติงานกับเกษตรกรจริงมีชิ้นงาน พร้อมที่จะนำเสนอผู้บังคับบัญชา หรือเพื่อนร่วมงาน หรือใช้เป็นเอกสารอ้างอิง ประกอบการเลื่อนตำแหน่งก็ยังได้    พร้อมเป็นการพัฒนางานส่งเสริมการเกษตรที่ปฏิบัติอยู่ในพื้นที่  ให้เป็นเชิงตรรกะมากขึ้น

—  มาทำความรู้จักกับการวิจัยเชิงคุณภาพกันเถอะ

     —  การวิจัยเชิงคุณภาพ  หมายถึงการดำเนินการวิจัยทางสังคมศาสตร์  โดยมีความสัมพันธ์กันระหว่างแนวทางการวิจัย  และวิธีการวิจัย    

     —  แนวทางการวิจัย  หมายถึง  แนวความคิดหรือ  ปรัชญาที่เป็นพื้นฐานของวิธีดำเนินการวิจัย  ซึ่งเป็นที่มาของการมองในเชิงประจักษ์ว่า  อะไรคือความจริงอะไรคือความรู้  และนักวิจัยจะเข้าถึงความจริงและความรู้ได้อย่างไร  เป็นต้น

      —  วิธีการวิจัย  หมายถึง  เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย  ได้แก่  เครื่องมือในการเก็บข้อมูล  และในการวิเคราะห์ข้อมูล

      —   ลักษณะเชิงกลยุทธของการวิจัยเชิงคุณภาพ 

           (1)  เป็นการวิจัยที่ทำในสถานการณ์ที่เป็นธรรมชาติ 

*  ศึกษาดูงานพฤติกรรมหรือปรากฏการณ์  ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติของมัน  นักวิจัยเฝ้าสังเกตและบันทึกสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและดำเนินการไปอย่างสด ๆ  ไม่ใช้ศึกษาจากคำบอกเล่าของผู้ให้ข้อมูล

            *  สถานการณ์ที่ศึกษานั้นไม่ถูกดัดแปลง - แต่งเติม  ให้ผิดไปจาก  ธรรมชาติของมัน

*  วิธีการได้มาซึ่งข้อมูลที่เป็นธรรมชาติ  เป็นการเปิดกว้างไว้ในการให้ข้อมูลของผู้ให้ข้อมูลแต่ละคน  โดยไม่กำหนดไว้ล่วงหน้าของการเก็บข้อมูลหรือคำตอบ

(2)   เป็นการใช้ตรรกะแบบอุปนัยเป็นหลัก

 การทำการวิจัยแบบอุปนัย  คือ  การทำการวิจัยที่เริ่มต้นจาก สิ่งที่จำเพาะเจาะจง ไปสู่สิ่งที่ทั่วไป 

(3)  เน้นการทำความเข้าใจแบบเป็นองค์รวม

 ในทางสังคมศาสตร์  ความเป็นองค์รวม  เป็นเรื่องสำคัญ  การวิจัยจะต้องมุ่งเน้นสร้างความรู้  และการทำความเข้าใจอย่างเป็นองค์รวม

(4)  ใช้ข้อมูลเชิงคุณภาพเป็นหลัก

โดยทั่วไปข้อมูลเชิงคุณภาพ หมายถึง ข้อมูลทุกรูป แบบที่เป็นข้อความ (Tex t)  ไม่อยู่ในรูปของตัวเลข

(5)  นักวิจัยติดต่อโดยตรงกับกลุ่มเป้าหมายในการวิจัย 

                ภารกิจสำคัญของการวิจัยเชิงคุณภาพ  คือ  การเข้าไปอยู่ในสนามและเรียนรู้สิ่งที่ต้องการศึกษาโดยตรง การเข้าไปอยู่ในสังคม  หรือ  ในชุมชนที่ศึกษาหมายถึงการเข้าไปมีสัมพันธ์  โดยตรงกับกลุ่มประชากรเป้าหมาย  ของการวิจัย

                อาทิเป็นโอกาสที่ดีที่สุดที่นักวิจัยจะได้สัมผัสกับเหตุการณ์  หรือ  พฤติกรรมที่ศึกษาด้วยตนเอง  ในขณะที่สิ่งเหล่านั้นกำลังเกิดขึ้นและดำเนินไปอย่างสมบรูณ์และภายในบริบท  ของสิ่งเหล่านั้นอย่างแท้จริง

            (6)  ให้ความสำคัญแก่พลวัตของสิ่งที่ศึกษา

                การวิจัยเชิงคุณภาพขนานแท้ มองปรากฎการณ์ที่ศึกษาว่าเป็นกระบวนการที่ไม่หยุดนิ่งแต่เคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงไป ตลอดเวลานักวิจัยต้องมีส่วนร่วมในภาคสนาม  เป็นเวลานาน (Fieldwork approach)  จะช่วยให้การเก็บข้อมูลและการทำความเข้าใจพลวัตของสิ่งที่ศึกษาเป็นไปได้มากกว่า

            (7)  ให้ความสำคัญแก่การศึกษาเฉพาะกรณี

           นักวิจัยจำเป็นต้องเก็บรายละเอียดของข้อมูลอย่างรอบด้าน  จึงมีความจำเป็นที่จะต้อง เฝ้าสังเกตการณ์  สิ่งที่ศึกษาอยู่เป็นเวลานานโดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญมีอย่างเดียว  คือ  การได้ความรู้ความเข้าใจในทางลึกและอย่างเป็นองค์รวมเกี่ยวกับ ประเด็นที่ศึกษา

            (8)  ให้ความสำคัญแก่บริบทของสิ่งที่ศึกษา

             ทฤษฏีทางมนุษยศาสตร์  กล่าวว่า  เราจะสามารถกำหนดรู้ธรรมชาติของมนุษย์ได้ด้วยบริบทที่เขาอาศัยอยู่

           (9)  มีความยืดหยุ่นในการออกแบบการวิจัย

             การออกแบบการวิจัยเชิงคุณภาพไม่ใช่สิ่งที่กำหนดไว้ตายตัวก่อนเริ่มต้นเก็บข้อมูล แต่สามารถจะยืดหยุ่นได้ตามความจำเป็นและเท่าที่สถานการณ์ในภาคสนามต้องการ

          (10)  ใช้เครื่องมือหลายอย่างในการเก็บข้อมูล

           แต่เมื่อวิจัยเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุด  นักวิจัยมักจะใช้หลายวิธี  ซึ่งอาจจะรวมการสังเกตแบบมีส่วนร่วม  การสัมภาษณ์เชิงลึก  การสัมภาษณ์โดยแบบสอบถาม  การสนทนากลุ่ม  และการรวมข้อมูล  เอกสารควบคู่กันไปทั้งหมดนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อการเข้าถึงข้อมูลหลายชนิดและเพื่อลงลึก  ในประเด็นที่ศึกษา

 — บทสรุป

          อย่างน้อย ๆก็ทำให้นักส่งเสริมการเกษตร  ผู้ปฏิบัติอยู่ในภาคสนาม  ได้เรียนรู้และเข้าใจกับ  คำว่า  "การวิจัยเชิงคุณภาพ"  รวมไปถึงแนวทางการวิจัย  วิธีการวิจัย  และที่สำคัญที่สุดก็คือต้องเข้าใจถึงลักษณะเชิงกลยุทธ์  ของการวิจัยเชิงคุณภาพ

          อย่างน้อยๆ ก็สามารถพัฒนางานที่เราทำอยู่ในทางปฏิบัติ โดยทดลองนำการวิจัยเชิงคุณภาพสวมลงในงานประจำ น่าจะดี มีชีวิต ชีวา  มีคุณค่า อยู่ในพื้นที่อย่างสง่างามต่อไปนะครับ (คอยติดตามอ่านตอน 2 ต่อไปนะครับ)