ผมเพิ่งกลับมาจากการไปร่วมกิจกรรมหนึ่งที่มีคุณค่า
งานแต่งงานแบบไทยมุสลิมของเพื่อนผมท่านหนึ่งที่ผมนับถือเป็นพี่สาว พวกเราเป็นหนึ่งในห้าเยาวชนไทยที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นตัวแทนไปสร้างสัมพันธภาพกับตัวแทนอื่นๆจากประเทศในภูมิภาคอาเซียนอีก 9 ประเทศ ในงาน Asean Youth Camp for Cultural World Heritage เมื่อแปดปีที่แล้ว
พวกเราได้รับประสบการณ์ "Break the Ice" เพื่อเพิ่มมิตรภาพระหว่างเพื่อนๆอาเซียน แม้ว่าจะมีพื้นฐานทางการใช้ภาษา ความรู้ ทัศนคติ บุคลิกภาพ และวัฒนธรรม ที่แตกต่างกันในแต่ละคน
จากประสบการณ์ครั้งนั้น ทำให้ผมยิ้มและทักทายผู้คนค่อนข้างง่าย นอกจากอยากอยู่เงียบๆ ก็จะเปลี่ยนบุคลิกภาพที่ดูเหมือนไม่ค่อยอยากเป็นมิตรกับใคร แต่วันนี้ตลอดทางเข้าสู่บ้านงานแต่งของพี่สาวผม มีแต่คนที่ผมไม่รู้จัก มากันหลายคันรถ มุ่งหน้าสู่งานคล้ายการเดินขบวน ผมซึ่งกำลังเดินอยู่ในกลุ่มรู้สึกอึดอัดเพราะรู้จักแค่เจ้าสาวและครอบครัวของพี่เค้า
ผู้คนแต่งตัวแตกต่างจากผมมาก ทุกคนแต่งตัวแบบไทยมุสลิมดูสวยงามและเป็นครอบครัวใหญ่ ผมต้องค่อยๆแทรกตัวนั่งในกลุ่มหนึ่งที่ตักข้าวพูนจานและมองผมแบบคนแปลกหน้าและแปลกกลุ่ม ผมจึงเริ่มยิ้มและทักทายความเป็นมิตรอย่างจริงใจ พร้อมๆกับตักน้ำแข็งเทน้ำใส่แก้วให้ครบทุกคน ยอบรับว่ากิจกรรมนี้ง่ายแต่ต้องใจเย็นเพื่อละลายความเยือกเย็นของคนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน
จากนั้นเริ่มมีการพูดคุยอย่างตลก ตั้งแต่ความเป็นชาวบ้าน ทำไร่ทำนา ธรรมชาติที่งดงามและไร้มลพิษ ความรักใคร่ปรองดองระหว่างคนในหมู่บ้าน การอธิบายวัฒนธรรมมุสลิมในงานแต่งงาน ตลอดจนอาหารมุสลิมที่กำลังทานอย่างอร่อยจริงๆ ผมเองก็แลกเปลี่ยนชีวิตคนเมืองกรุงเทพที่แตกต่างออกไป และวัฒนธรรมชาวพุทธของผม น่าประทับใจที่ความแตกต่างของคนเราสามารถพูดคุยได้อย่างจริงใจ รู้สึกถึงมิตรภาพที่ไร้ขีดจำกัด พูดคุยถึงหนึ่งชั่วโมงก็เพิ่งรู้ว่าคู่สนทนามีอายุน้อยกว่าตนเองหลายปีแต่ผมก็มัวเรียกเค้าว่าพี่ตั้งนาน
ก่อนแยกย้ายกลับบ้านพร้อมคำอวยพรด้วยความปลอดภัยในการเดินทาง เราได้สรุปบทสนทนาไว้ที่ "คนเราต้องแลกเปลี่ยนความดีงามให้แก่กันโดยไม่ต้องมีการจำกัดที่ศาสนาและวัฒนธรรม"
จากสัมพันธภาพในช่วงเวลาสั้นๆ ทำให้ผมขอส่งกำลังใจให้พี่น้องชาวใต้ที่กำลังประสบปัญหามีความเข้มแข็ง อดทน และเชื่อมั่นในคุณความดีและสัมพันธภาพทางจิตสังคมที่ดีครับ