เสริม

เมื่อวานก็ได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับ ขอบเขตของศาสนา แต่มีคนท่านหนึ่งที่ให้ความสนใจ และพยายามเปรียบเทียบกับศาสนาของเขา เขาได้ให้ความเห็น และเสนอแนวคิดหลายด้าน แต่เสียดายที่ผมไม่สามารถติดต่ออีเมล์ถึงเขาได้ ถ้าไม่ผิดก็เป็นหลวงพ่อท่านหนึ่งที่ได้ส่งบทความมาให้อ่านด้วย

ก็อยากให้ช่วยศึกษาอิสลามให้มากกว่านี้ รวมบทความที่ผมเขียนนี้ ผมก็ได้เสิชเว็บใหม่ให้ไปศึกษาด้วย

จักขอบคุณยิ่ง หวังว่าอัลลอฮจะทรงประทานฮีดายะห์แก่บุคคลที่เขาต้องการ

    http://www.eduzones.com/knowledge-2-2-41850.html

 

ศาสนาอิสลามอิสลาม หรือ ศาสนาอิสลาม เป็นศาสนาสำคัญศาสนาหนึ่งของโลก มีคนนับถือประมาณ 1,600 ล้านคน นับว่ามีจำนวนมากที่สุดเป็นอันดับสองในโลกพื้นที่รวมของกลุ่มประเทศมุสลิมทั้งหมดประมาณ 34,722,286 ตารางกิโลเมตรตั้งแต่ลองจิจูด 141 องศาตะวันออก ทางด้านตะวันออกของเขตพรมแดนประเทศอินโดนีเซียทอดยาวไปจนถึงลองจิจูด 17.29 องศาตะวันตก ณ กรุงดาการ์ ประเทศเซเนกัล (Senegal) ซึ่งอยู่ในภาคตะวันตกของทวีปแอฟริกา จนถึงละติจูด 55.26 องศาเหนือบริเวณเส้นเขตแดนตอนเหนือของประเทศคาซัคสถานทอดยาวเรื่อยไปจนถึงเส้นเขตแดนทางตอนใต้ของประเทศแทนซาเนีย ที่ละติจูด 11.44 องศาใต้ในโลกของเรานี้มีจำนวนประเทศกว่า 200 ประเทศ เป็นประเทศมุสลิมกว่า 67 ประเทศในประเทศไทยมีศาสนาอิสลามเข้ามาตั้งแต่สมัยสุโขทัย ศาสดาของศาสนาอิสลามคือ มุฮัมมัดศาสนาอิสลาม คือ ความศรัทธา ข้อบัญญัติเกี่ยวกับการปฏิบัติและจริยธรรมซึ่งบรรดาศาสดา ที่อัลลอหฺ ได้ประทานลงมาเป็นผู้นำเพื่อมาสั่งสอนและแนะนำแก่มวลมนุษยชาติ สิ่งทั้งหมดเหล่านี้เรียกว่า ดีน หรือ ศาสนานั่นเอง ผู้ที่มีความศรัทธาจะตระหนักอยู่เสมอว่าชีวิตของเขาได้พันธนาการเข้ากับอำนาจสูงสุดของพระผู้ทรงสร้างโลกในทุกสถานภาพของเขาจะรำลึกถึงพระผู้เป็นเจ้าและมอบหมายตนเองให้อยู่ภายใต้การคุ้มครองของพระองค์ตลอดเวลาเขาเป็นผู้มีจิตใจมั่นคงและมีสมาธิเสมอ 
ความหมายของ อิสลาม
อิสลาม เป็นคำภาษาอาหรับ(Arabic: الإسلام)) แปลว่า การสวามิภักดิ์ซึ่งหมายถึงการสวามิภักดิ์อย่างบริบูรณ์แด่ อัลลอหฺ พระผู้เป็นเจ้าด้วยการปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค์ อิสลาม มีรากศัพท์มาจากคำว่า อัส-สิลมฺ หมายถึงสันติโดยนัยว่าการสวามิภักดิ์ต่อพระผู้เป็นเจ้าจะทำให้มนุษย์ได้พบกับสันติภาพทั้งในโลกนี้และโลกหน้าศาสนาอิสลามเป็นศาสนามนุษยชาติตลอดกาลตั้งแต่แรกเริ่มของการกำเนิดของมนุษย์จนถึงปัจจุบันและอนาคตบรรดาศาสนทูตในอดีตล้วนแต่ได้รับมอบหมายให้สอนศาสนาอิสลามแก่มนุษยชาติศาสนทูตท่านสุดท้ายคือมุฮัมมัด บุตรของอับดุลลอหฺ บินอับดิลมุฏฏอลิบจากเผ่ากุเรชแห่งอารเบีย ได้รับมอบหมายให้เผยแผ่สาส์นของอัลลอหฺในช่วงปี ค.ศ. 610 - 632 เฉกเช่นบรรพศาสดาในอดีต โดยมี มะลักญิบรีลเป็นสื่อระหว่างอัลลอหฺพระผู้เป็นเจ้าและมุฮัมมัดพระโองการแห่งพระผู้เป็นเจ้าที่ทะยอยลงมาในเวลา 23 ปีได้รับการรวบรวมขึ้นเป็นเล่มมีชื่อว่า อัลกุรอาน ซึ่งเป็นธรรมนูญแห่งชีวิตมนุษย์เพื่อที่จะได้ครองตนบนโลกนี้อย่างถูกต้องก่อนกลับคืนสู่พระผู้เป็นเจ้าสาส์นแห่งอิสลามที่ถูกส่งมาให้่แก่มนุษย์ทั้งมวลมีจุดประสงค์หลัก 3 ประการคือ:1. เป็นอุดมการณ์ที่สอนมนุษย์ให้ศรัทธาในอัลลอหฺพระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียว ที่สมควรแก่การเคารพบูชาและภักดีศรัทธาในความยุติธรรมของพระองค์ ศรัทธาในพระโองการแห่งพระองค์ ศรัทธาในวันปรโลกวันซึ่งมนุษย์ฟื้นคืนชีพอีกครั้งเพื่อรับการพิพากษาและรับผลตอบแทนของความดีความชั่วที่ตนได้ปฏิบัติไปในโลกนี้มั่นใจและไว้วางใจต่อพระองค์ เพราะพระองค์คือที่พึ่งพาของทุกสรรพสิ่งมนุษย์จะต้องไม่สิ้นหวังในความเมตตาของพระองค์และพระองค์คือปฐมเหตุแห่งคุณงามความดีทั้งปวง2. เป็นธรรมนูญสำหรับมนุษย์ เพื่อให้เกิดความสงบสุขในชีวิตส่วนตัว และสังคมเป็นธรรมนูญที่ครอบคลุมทุกด้าน ไม่ว่าในด้านการปกครอง เศรษฐกิจ หรือนิติศาสตร์อิสลามสั่งสอนให้มนุษย์อยู่กันด้วยความเป็นมิตร ละเว้นการรบราฆ่าฟันการทะเลาะเบาะแว้ง การละเมิดและรุกรานสิทธิของผู้อื่น ไม่ลักขโมย ฉ้อฉล หลอกลวงไม่ผิดประเวณี หรือทำอนาจารไม่ดื่มของมึนเมาหรือรับประทานสิ่งที่เป็นโทษต่อร่างกายและจิตใจไม่บ่อนทำลายสังคมแม้ว่าในรูปแบบใดก็ตาม3. เป็นจริยธรรมอันสูงส่งเพื่อการครองตนอย่างมีเกียรติ เน้นความอดกลั้นความซื่อสัตย์ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเมตตากรุณา ความกตัญญูกตเวทีความสะอาดของกายและใจ ความกล้าหาญ การให้อภัยความเท่าเทียมและความเสมอภาคระหว่างมนุษย์ การเคารพสิทธิของผู้อื่นสั่งสอนให้ละเว้นความตระหนี่ถี่เหนียว ความอิจฉาริษยา การติฉินนินทาความเขลาและความขลาดกลัว การทรยศและอกตัญญู การล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่นอิสลามเป็นศาสนาของพระผู้เป็นเจ้าที่เป็นทางนำในการดำรงชีวิตทุกด้านแก่มนุษย์ทุกคน ไม่ยกเว้น อายุ เพศ เผ่าพันธ์ วรรณะ หรือฐานันดร 
ศาสนาแบ่งหลักคำสอนไว้ 3 หมวดดังนี้1. หลักการศรัทธา2. หลักจริยธรรม3. หลักการปฏิบัติ 
หลักการศรัทธา
อิสลามสอนว่า ถ้าหากมนุษย์ พิจารณาด้วยสติปัญญาและสามัญสำนึกจะพบว่าจักรวาลและมวลสรรพสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ มิได้อุบัติขึ้นมาด้วยตัวเองเป็นที่แน่ชัดว่า สิ่งเหล่านี้ได้ถูกอุบัติขึ้นมาโดยพระผู้สร้างด้วยอำนาจและความรู้ที่ไร้ขอบเขตทรงกำหนดกฎเกณฑ์ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไว้ทั่วทั้งจักรวาลทรงขับเคลื่อนจักรวาลด้วยระบบะที่ละเอียดอ่อนไม่มีสรรพสิ่งใดถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร้สาระพระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเมตตา ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นมาอย่างประเสริฐจะเป็นไปได้อย่างไรที่พระองค์จะปล่อยให้มนุษย์ดำเนินชีวิตอยู่ไปตามลำพัง โดยไม่ทรงเหลียวแลหรือปล่อยให้สังคมมนุษย์ดำเนินไปตามยถากรรมของตัวเองพระองค์ทรงขจัดความสงสัยเหล่านี้ ด้วยการประทานกฎการปฏิบัติต่าง ๆผ่านบรรดาศาสดา ให้มาสั่งสอนและแนะนำมนุษย์ไปสู่การปฏิบัติ สำหรับการดำเนินชีวิตแน่นอนมนุษย์อาจมองไม่เห็นผล หรือได้รับประโยชน์จากการทำความดีหรือได้รับโทษจากการทำชั่ว ของตนจากจุดนี้ทำให้เข้าใจได้ทันทีว่า ต้องมีสถานที่อื่นอีกอันเป็นสถานที่ตรวจสอบการกระทำของมนุษย์ อย่างละเอียดถี่ถ้วนถ้าเป็นความดีพวกเขาจะได้รับรางวัลเป็นผลตอบแทนแต่ถ้าเป็นความชั่วกจะถูกลงโทษไปตามผลกรรมนั้นศาสนาได้เชิญชวนมนุษย์ไปสู่หลักการศรัทธา และความเชื่อมั่นที่สัตย์จริงพร้อมพยามผลักดันมนุษย์ ให้หลุดพ้นจากความโง่เขลาเบาปัญญา 
หลักศรัทธาอิสลามในมัซฮับซุนนีและชีอะหฺ
หลักศรัทธาตามมัซฮับซุนนีมี 6 ประการ1. ศรัทธาว่าอัลลอหฺเป็นพระเจ้า2. ศรัทธาในบรรดาคัมภีร์ต่าง ๆ ที่อัลลอหฺประทานลงมาในอดีต เช่น เตารอต อินญีลซะบูร และอัลกุรอาน3. ศรัทธาในบรรดาศาสนทูตต่าง ๆ ที่อัลลอหฺได้ทรงส่งมายังหมู่มนุษย์หนึ่งในจำนวนนั้นคือนบีมุฮัมมัด4. ศรัทธาในบรรดามะลาอิกะหฺ ทาสผู้รับใช้อัลลอหฺ5. ศรัทธาในวันสิ้นสุดท้าย คือหลังจากสิ้นโลกแล้ว มนุษย์จะฟื้นขึ้นเพื่อรับการตอบสนองความดีความชั่วที่ได้ทำไปบนโลกนี้6. ศรัทธาในกฎสภาวะหลักศรัทธาตามมัซฮับชีอะหฺมี 5 ประการ1. เตาฮีด (เอกภาพ) คือศรัทธาว่าอัลลอหฺทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้าเพียงพระองค์เดียวไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกเหนือจากพระองค์2. อะดาละหฺ (ความยุติธรรม) คือศรัทธาว่าอัลลอหฺทรงยุติธรรมยิ่ง3. นุบูวะหฺ (ศาสดาพยากรณ์) คือศรัทธาว่าอัลลอหฺได้ทรงส่งศาสนทูตต่าง ๆที่อัลลอหฺได้ทรงส่งมายังหมู่มนุษย์ หนึ่งในจำนวนนั้นคือนบีมุฮัมมัด4. อิมามะหฺ (การเป็นผู้นำ)ศรัทธาว่าผู้นำสูงสุดในศาสนาจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งจากศาสนทูตมุฮัมมัดเท่านั้นจะเลือกหรือแต่งตั้งกันเองไม่ได้ ผู้นำเหล่านั้น มี 12 คนคือ อะลีย์บินอะบีฏอลิบและบุตรหลานของอะลีย์ และฟาฏิมะหฺอีก 11 คน5. มะอาด (การกลับคืน) ศรัทธาในวันฟื้นคืนชีพ คือหลังจากสิ้นโลกแล้วมนุษย์จะฟื้นขึ้น เพื่อรับการตอบสนองความดีความชั่วที่ได้ทำไปบนโลกนี้ 
หลักจริยธรรม
ศาสนาสอนว่า ในการดำเนินชีวิตจงเลือกสรรเฉพาะสิ่งที่ดี อันเป็นที่ยอมรับของสังคมจงทำตนให้เป็นผู้ดำรงอยู่ในศีลธรรม พัฒนาตนเองไปสู่การมีบุคลิกภาพที่ดีเป็นคนที่รู้จักหน้าที่ ห่วงใย มีเมตตา มีความรัก ซื่อสัตย์ต่อผู้อื่นรู้จักปกป้องสิทธิของตน ไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่นเป็นผู้มีความเสียสละไม่เห็นแก่ตัว และหมั่นใฝ่หาความรู้ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นคุณสมบัติของผู้มีจริยธรรมซึ่งความสมบูรณ์ทั้งหมดอยู่ที่ความยุติธรรม 
หลักการปฏิบัติ
ศาสนาสอนว่า กิจการงานต่าง ๆ ที่จะทำนั้น มีความเหมาะสมกับตนเองและสังคมขณะเดียวกัน ต้องออกห่างจากการงานที่ไม่มีที่สร้างความเสื่อมเสียอย่างสิ้นเชิงส่วนการประกอบคุณงามความดีอื่น ๆ การถือศีลอด การนมาซและสิ่งที่คล้ายคลึงกับสิ่งเหล่านี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงการเป็นบ่าวที่จงรักภักดีและปฏิบัติตามบัญชาของพระองค์ กฎเกณฑ์และคำสอนของศาสนาทำหน้าที่คอยควบคุมความประพฤติของมนุษย์ ทั้งที่เป็นหลักศรัทธาหลักปฏิบัติและจริยธรรมเราอาจกล่าวได้ว่าผู้ที่ละเมิดคำสั่งต่าง ๆ ของศาสนามิได้ถือว่าเขาเป็นผู้ที่ศรัทธาอย่างแท้จริง หากแต่เขากระทำการต่าง ๆไปตามอารมณ์และความต้องการใฝ่ต่ำของเขาเท่านั้นศาสนาอิสลามในความหมายของอัลกุรอานนั้น หมายถึง "แนวทางในการดำเนินชีวิตที่มนุษย์จะปราศจากมันไม่ได้" ส่วนความแตกต่างระหว่างศาสนากับกฎของสังคมนั้นคือศาสนาได้ถูกประทานมาจากพระผู้เป็นเจ้าส่วนกฎของสังคมเกิดขึ้นจากความคิดของมนุษย์ อีกนัยหนึ่ง ศาสนาอิสลามหมายถึงการดำเนินของสังคมที่เคารพต่ออัลลอหฺ และเชื่อฟังปฏิบัติตามคำบัญชาของพระองค์อัลลอห ตรัสเกี่ยวกับศาสนาอิสลามว่า "แท้จริง ศาสนา ณ อัลลอหฺ คืออิสลามบรรดาผู้ที่ได้รับคัมภีร์ได้ขัดแย้งกัน นอกจากภายหลังที่ความรู้มาปรากฎแก่พวกเขาทั้งนี้เนื่องจากความอิจฉาริษยาระหว่างพวกเขา และผู้ใดปฏิเสธโองการต่าง ๆของอัลลอหฺ แน่นอน อัลลอหฺทรงสอบสวนอย่างรวดเร็ว (อัลกุรอาน อาลิอิมรอน:19)   
ศาสนวินัย นิติศาสตร์และการพิพากษา
1. วาญิบ คือหลักปฏิบัติภาคบังคับที่มุกัลลัฟ (มุสลิมผู้อยู่ในศาสนนิติภาวะ)ทุกคน ต้องปฏิบัติตาม ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามจะต้องถูกลงทัณฑ์ เช่นการปฏิบัติตามฐานบัญญัติของอิสลาม (รุกน)ต่าง ๆ การศึกษาวิทยาการอิสลามการทำมาหากินเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว เป็นต้น2. ฮะรอม คือกฏบัญญัติห้ามที่มุกัลลัฟทุกคนต้องละเว้นผู้ที่ไม่ละเว้นจะต้องถูกลงทัณฑ์3. ฮะลาล คือกฏบัญญัติอนุมัติให้มุกัลลัฟกระทำได้ อันได้แก่ การนึกคิด วาจาและการกระทำที่ศาสนาได้อนุมัติให้ เช่นการรับประทานเนื้อปศุสัตว์ที่ได้รับการเชือดอย่างถูกต้อง การค้าขายโดยสุจริตวิธีการสมรสกับสตรีตามกฏเกณฑ์ที่ได้ระบุไว้ เป็นต้น4. มุสตะฮับ หรือที่เรียกกันติดปากว่า ซุนนะหฺ (ซุนนะห์, ซุนนัต)คือกฏบัญญัติชักชวนให้มุสลิม และมุกัลลัฟกระทำหากไม่ปฏิบัติก็ไม่ได้เป็นการฝ่าฝืนศาสนวินัย โดยทั่วไปจะเกี่ยวข้องกับหลักจริยธรรมเช่นการใช้น้ำหอม การขริบเล็บให้สั้นเสมอ การนมาซนอกเหนือการนมาซภาคบังคับ5. มักรูหฺ คือกฏบัญญัติอนุมัติให้มุกัลลัฟกระทำได้ แต่พึงละเว้น คำว่า มักรูหฺในภาษาอาหรับมีความหมายว่า น่ารังเกียจ โดยทั่วไปจะเกี่ยวข้องกับหลักจริยธรรมเช่นการรับประทานอาหารที่มีกลิ่นน่ารังเกียจ การสวมเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ขัดต่อกาลเทศะเป็นต้น6. มุบาฮฺ คือสิ่งที่กฏบัญญัติไม่ได้ระบุเจาะจงจึงเป็นความอิสระสำหรับมุกัลลัฟที่จะเลือกกระทำหรือละเว้น เช่นการเลือกพาหนะอุปกรณ์เครื่องใช้ หรือ การเล่นกีฬาที่ไม่ขัดต่อบทบัญญัติห้าม 
ฐานบัญญัติ (รุกุน)ของอิสลาม
ฐานบัญญัติ หรือหลักปฏิบัติภาคบังคับในมัซฮับซุนนีมี 5 ประการ1. การปฏิญาณตนว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอหฺมุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอหฺ2. ดำรงการนมาซ วันละ 5 เวลา3. จ่ายซะกาต4. บำเพ็ญฮัจญ์ หากมีความสามารถ5. ถือศีลอดในเดือนรอมะฎอนทุกปีหลักปฏิบัติในมัซฮับชีอะหฺมี 10 ประการ1. ดำรงการนมาซ วันละ 5 เวลา2. จ่ายซะกาต3. จ่ายคุมสฺ นั่นคือ จ่ายภาษี 1 ใน 5 ให้แก่ผู้ปกครองอิสลาม4. บำเพ็ญฮัจญ์ หากมีความสามารถทั้งกำลังกาย และกำลังทรัพย์5. ถือศีลอดในเดือนรอมะฎอนทุกปี6. ญิฮาด นั่นคือการปกป้องและเผยแผ่ศาสนาด้วยทรัพย์และชีวิต7. สั่งใช้ในสิ่งที่ดี8. สั่งห้ามไม่ให้ทำชั่ว9. การภักดีต่อบรรดาอิมามอันเป็นผู้นำที่ศาสนากำหนด10. การตัดขาดจากศัตรูของบรรดาอิมามอันเป็นผู้นำที่ศาสนากำหนด 
กฎบัญญัติห้ามในอิสลาม(ฮะรอม)ในมัซฮับซุนนีและชีอะหฺ
ทั้งในมัซฮับซุนนีและชีอะหฺมีกฏบัญญัติห้าม(ฮะรอม)ดังต่อไปนี้การตั้งภาคีต่ออัลลอหฺ การแหนงหน่ายต่อความเมตตาของอัลลอหฺการหมดหวังในความเมตตาต่ออัลลอหฺ การเชื่อว่าสามารถรอดพ้นจากการลงโทษของอัลลอหฺการสังหารชีวิตผู้ไม่มีความผิด การเนรคุณต่อมารดาและบิดา การตัดขาดจากญาติพี่น้องการกินทรัพย์สินของลูกกำพร้าโดยอธรรม การกินดอกเบี้ย การผิดประเวณีการรักร่วมเพศระหว่างชาย การใส่ร้ายผู้บริสุทธิ์ว่าทำผิดประเวณีหรือรักร่วมเพศการดื่มสุราเมรัยหรือทำการใดที่เกี่ยวข้องกับสุราเมรัย เล่นการพนันการอยู่กับการละเล่นบันเทิง การฟังหรือขับร้องเพลงและเล่นดนตรี การพูดเท็จการสาบานเท็จ การเป็นพยานเท็จ การไม่ยอมให้การหรือเป็นพยาน การผิดสัญญาการทำลายไม่รับผิดชอบสิ่งที่ได้รับมอบหมาย การขโมยลักทรัพย์ การหลอกลวงการรับประทานอาหาร หรือดื่มเครื่องดื่มที่ได้มาโดยทุจริตวิธีการไม่ยอมจ่ายหนี้หรือเหนี่ยวรั้งทรัพย์สินของผู้อื่น การหนีจากสงครามศาสนาการกลับคืนสู่อวิชชาหลังจากได้เรียนรู้สัจธรรมอิสลามแล้ว การฝักใฝ่กับผู้อธรรมการไม่ช่วยเหลือผู้ถูกอธรรม การเรียนและทำคุณไสย ความฟุ่มเฟือย ความเย่อหยิ่งทรนงการต่อสู้กับศรัทธาชน รับประทานซากสัตว์ เลือด เนื้อสุกรและสัตว์ที่ไม่ได้ถูกเชือดตามหลักศาสนา การละทิ้งการนมาซ การไม่จ่ายซะกาตการไม่ใยดีต่อการทำหัจญ์ การละทิ้งกฎบัญญัติศาสนา เช่น การถือศีลอด ญิฮาดการสั่งทำความดี การห้ามทำความชั่ว การภักดีต่อบรรดาอิมามการผละตนออกจากศัตรูบรรดาอิมาม การทำบาปเล็กบาปน้อยจนเป็นกิจวัตร การนินทากาเลการยุยงให้ผู้คนแตกแยกกัน การวางแผนหลอกลวงผู้อื่น อิจฉาริษยาการกักตุนสินค้าจนทำให้ข้าวยากหมากแพง การตั้งตัวเป็นศัตรูต่อศรัทธาชนการรักร่วมเพศระหว่างหญิง การเป็นแมงดาหรือแม่เล้าติดต่อให้แก่โสเภณีการยินยอมให้ภรรยาและบุตรีผิดประเวณี การสำเร็จความใคร่ด้วยตัวเองการทำการอุตริในศาสนา การพิพากษาคดีด้วยความฉ้อฉลการทำสงครามในเดือนต้องห้ามทั้งสี่ คือ ซุลกออิดะหฺ ซุลฮิจญะหฺ มุฮัรรอม และรอญับนอกจากจะเป็นฝ่ายถูกรุกราน การล่วงละเมิดสิทธิของศรัทธาชนด้วยการล้อเล่น ลบหลู่ดูหมิ่น เหยียดหยาม ด่าทอ การหักห้ามกีดกันผู้อื่นเข้าสู่สัจธรรมการเนรคุณต่อคุณงามความดีของอัลลอหฺ การก่อเหตุวุ่นวายในสังคมการขายอาวุธแก่ที่ก่อความไม่