( Delirium Tremens )
การดูแลผู้ป่วยสุราที่มีภาวะเพ้อคลั่ง ( Delirium Tremens )
นางพิมพา อยู่สมและนางสาวมะลิ แสวงผล
องค์การอนามัยโลกได้จัดให้แอลกอฮอล์เป็นสารเสพติดชนิดหนึ่ง เพราะเมื่อติดแล้วต้องเพิ่มปริมาณขึ้นอยู่เสมอถ้าหยุดใช้จะมีอาการอยาก ผู้ที่ดื่มสุราติดต่อกันเป็นเวลานาน ๆ จะเกิดภาวะเป็นพิษต่ออวัยวะทุกส่วนของร่างกาย ถ้าหยุดดื่มหรือลดปริมาณลงอย่างกระทันหันจะทำให้เกิดอาการขาดสุรา เช่น ตัวสั่น มือสั่น คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย เหงื่อออกมาก ชัก หูแว่วประสาทหลอน หวาดระแวงกลัวและเพ้อคลั่ง
ผู้ป่วยสุราที่มีภาวะเพ้อคลั่ง ( Delirium ) อาการเกิดขึ้นหลังจากหยุดดื่มสุราได้ 2-3 วัน โดยมักเริ่มเป็นตอนเย็นหรือกลางคืนซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการสับสน ประสาทหลอนเห็นคนจะมาทำร้ายหรือรู้สึกว่ามีอะไรมาไต่ตามตัว บางครั้งมีหูแว่วได้ยินเสียงคนพูด เสียงคนข่มขู่ มีท่าทางหวาดกลัว บางครั้งพูดฟังไม่เข้าใจ ร้องตะโกนหรือหลบซ่อนตัว อาการจะเป็นตลอดทั้งคืน แต่จะทุเลาในช่วงเช้าและปกติดีในตอนบ่ายซึ่งเป็นการแกว่งไกวของอาการ( Fluctuation ) ความรุนแรงและระยะเวลาที่เป็นจะแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละคน พบว่าร้อยละ 70-80 มีอาการน้อย ร้อยละ 50-60 มีอาการปานกลางและมีเพียงร้อยละ 5-6 เท่านั้นที่มีอาการรุนแรง
การดูแลผู้ป่วยสุราที่มีภาวะเพ้อคลั่งนอกจากจะดูแลให้รับประทานยารักษาแล้วยังต้องจัดสภาพแวดล้อมของผู้ป่วยเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ผู้ป่วยควรอยู่ในที่ที่มีแสงสว่างพอควร ไม่มีเสียงรบกวนมาก มีผู้คอยดูแลใกล้ชิด เตียงผู้ป่วยควรจัดให้อยู่ห่างจากหน้าต่างหรือสถานที่ที่อาจก่อให้เกิดอันตราย ในบางครั้งถ้าผู้ป่วยอาการมาก มีหวาดกลัว ประสาทหลอน สับสนหรือมีพฤติกรรมที่อาจก่ออันตรายแก่ตนเองหรือผู้อื่นอาจจำเป็นต้องผูกมัดชั่วคราว
จากประสบการณ์ในการดูแลผู้ป่วย พบว่าผู้ป่วยที่มีภาวะเพ้อคลั่งจะมีอาการผิดปกติในเรื่องของความจำจะจำบุคคล วัน เวลาและสถานที่ไม่ได้ ดังนั้นควรจะแนะนำตัวเองและบอกวันเวลาและสถานที่ทุกครั้งเมื่อให้การพยาบาลผู้ป่วยจนกว่าจะจำได้ และจัด Buddy เป็นเพื่อนชวนพูดคุยและคอยช่วยเหลือ ไม่อยู่นิ่งอาจจะเกิดอุบัติเหตุได้และไม่นอนในตอนกลางคืนจำเป็นที่จะต้องผูกมัดให้อยู่กับที่โดยใช้ผ้า Restrains บริเวณข้อมือและข้อเท้าทั้งสองข้างไว้ และปล่อยมัดทุก 1 ชั่วโมงป้องกันการเกิดผิวหนังบริเวณข้อมือและข้อเท้าทั้งสองข้างเกิดการถลอก ผู้ป่วยไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้หรือช่วยเหลือตนเองได้น้อยจำเป็นที่จะต้องดูแลให้ได้รับอาหารและมีกิจวัตรประจำวันเป็นปกติ นอกจากนี้ได้จัดหอผู้ป่วยและบริเวณให้เหมือนบ้าน ( Milue Therapy ) กล่าวคือจัดสภาพแวดล้อมภายในหอผู้ป่วยให้มีสภาพแวดล้อม ความเป็นอยู่เหมือนบ้าน เช่น การปลูกต้นไม้ดอกไม้ประดับ มีการร่วมกันช่วยทำความสะอาดบริเวณหรือภายในหอผู้ป่วยโดยมีพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่เป็นผู้คอยให้ความช่วยเหลือ แนะนำเพื่อให้ผู้ป่วยเกิดความมั่นใจในตนเอง สามารถบังคับตนเองได้ดีขึ้น มีความสัมพันธ์กับผู้อื่นและเข้าใจสภาพความเป็นจริงของชีวิตมากขึ้น
เห้ย !
ชื่อแม่นี่หว่า ^^!