ช่วงนี้ท่านติช นัท ฮันห์ มาเยือนประเทศไทย     เห็นหน้าและท่าทางดูไม่ออกว่าอายุกว่า ๘๐     ดูเหมือนคนอายุน้อยกว่า ๖๐    และหน้าตาแจ่มใส     ทำให้นึกว่าคนเรามักวิ่งไขว่คว้าหาลาภ ยศ สรรเสริญ มาปรนเปรอตนเอง     หวังว่าจะเกิดความสุข     แต่ในระหว่างทางกลับติดบ่วงความทุกข์อันเนื่องจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งหลาย

         สังคมโดยทั่วไป ก็มักจะยัดเยียดกิเลสเครื่องเศร้าหมองให้แก่กัน     โดยคิดว่าเป็นสิ่งดี    สิ่งนั้นคือ ลาภ ยศ สรรเสริญ     มองเผินๆ ก็เป็นสิ่งดี    แต่ถ้ารับมามากเกินไป  มันก็หนัก และยึดติด    เคยชินกับ ลาภ ยศ สรรเสริญ มากเข้า ก็กลายเป็นสิ่งเสพติด   
         หน้าร้อนที่ผ่านมา  ตื่นเช้าขึ้นมาจะออกไปวิ่งออกกำลัง อากาศร้อนผ่าว      บอกตัวเองว่าพอร้อนมากๆ ก็จะมีฝนตก     ความร้อนก็คลาย     การได้วิ่งในท่ามกลางอากาศร้อนก็เป็นการฝึกตนอย่างหนึ่ง     ได้บอกตัวเองว่า เวลาอากาศร้อนมากๆ รู้สึกอย่างไร     อย่าไปรับเอามาเป็นทุกขเวทนาเพราะเอาความรู้สึกร้อนเข้ามาเป็นอารมณ์

         แม้ในช่วงฤดูร้อนนั่นแหละ บางเช้าอากาศเย็นกว่าทุกวัน    ก็ได้บอกตัวเองว่า วันนี้ได้ชื่นชมอากาศที่เย็นกว่าเมื่อวาน    ถือว่าเป็นชีวิตที่ดี

        ปีนี้ฝนมาเร็ว     บางเช้าฝนตก  แต่ผมจะหาทางออกไปวิ่งออกกำลัง     แม้ฝนตกบ้างก็ออกไปวิ่ง     บอกตัวเองว่าเราโชคดีที่เกิดมาเป็นเด็กบ้านนอก     โดนฝนไม่เป็นไร ไม่เจ็บป่วย     เวลาถูกฝนผมจะนึกถึงช่วงปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ตอนผมเรียน ม. ๖ ที่ รร. ปานะพันธุ์วิทยา      อาจารย์เรียว โรจน์เสรี เป็นอาจารย์ใหญ่ เป็นคนแก่ใจดี     เวลานักเรียนมาโรงเรียนสายและอ้างว่าฝนตก     ท่านจะถามว่า "หัวคุณทำด้วยน้ำตาลหรือ"     ผมจะนึกในใจว่า ผมเป็นเด็กบ้านนอก หัวแข็ง     โดนฝนก็ไม่เป็นไร

         การได้ออกกำลังแบบแอโรบิก ทำให้รู้สึกเบาสบาย     ผนวกกับการฝึกฝนตนเอง ให้ไม่เอาเรื่องไม่เป็นเรื่องมาแบก หรือเอามาใส่หัว     ไม่เอาลาภ ยศ สรรเสริญมาแบก    ทำให้ชีวิตเบาสบาย  

          การฝึกตนให้เป็นคนเบาสบาย     เป็นสุดยอดของการฝึกฝนตนเอง     เวลานี้ผมเป็นนักเรียนระดับประถม สำหรับเรื่องนี้

วิจารณ์ พานิช
๓ มิ.ย. ๕๐