ข้าราชการ "ตัวน้อย" กำลังขวัญหนีดีฝ่อ
อยากจะเขียนเรื่องนี้มาตั้งแต่สัปดาห์ก่อน เมื่อได้ทราบ ข่าวกรมบัญชีกลางกำลังจะคิดสูตรคำนวณการเบิกค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการแบบใหม่ ที่ให้เบิกได้สูงสุดร้อยละ 80 ของค่าใช้จ่ายตามจริง ก็บังเอิญคิวของบทความที่จะลงพิมพ์ในกรุงเทพธุรกิจมีเพียงเฉพาะวันพุธเท่านั้น เรื่องนี้ต้องถือเป็นความคับข้องใจในหัวอกของคนเป็นข้าราชการส่วนใหญ่อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะไม่เพียงตัวเองเป็นข้าราชการเลยรับรู้ปัญหาดังกล่าวได้เป็นอย่างดี ถึงแม้วิพากษ์วิจารณ์ไปจะถูกมองเป็นผู้เสียประโยชน์   ก็คงไม่อาจปฏิเสธ แต่อยากให้ทำความเข้าใจกันด้วยเหตุและผล จะทำให้การแก้ปัญหาเป็นไปอย่างราบรื่น และลดความขัดแย้งทางสังคมได้ส่วนหนึ่ง ในมุมมองของคนที่นำเสนอแนวคิดด้วยข้ออ้างเป็นการลดต้นทุนค่าใช้จ่าย คนคงจะไม่ได้ใช้บริการสาธารณสุขของรัฐอยู่เป็นประจำเหมือนข้าราชการชั้นผู้น้อย อาจเป็นท่านเหล่านี้มีประกันสุขภาพของเอกชนที่ดีกว่า หรือมีทุนรอนพอจะไปหาบริการดี ๆ ในฐานะข้าราชการระดับสูง ที่ไม่ใคร่จะเดือดร้อนนัก  ภาระส่วนใหญ่จึงไปตกอยู่กับข้าราชการระดับล่าง ที่เข้าตำราภาษิตการด้อยพัฒนาที่มักพูดกันในหมู่ข้าราชการสายปกครองว่า เป็นเรื่องของ "โง่ (เครียด) จน เจ็บ"   ต้องทำความเข้าใจให้ดีถึงคำว่า "โง่" มิได้เป็นการดูแคลนว่าคนระดับล่างโง่เขลาเบาปัญญา แต่ข้าราชการชั้นผู้น้อยจำนวนมากความรู้มีไม่สูงนัก แถมยังขาดการอบรมเสริมสร้างศักยภาพด้วยไม่มีงบประมาณ และมาจากความไม่เอาใจใส่ดูแลของผู้บังคับบัญชาแต่ละหน่วยงาน  เรียกว่า "มีสภาพเหมือนคนบาป" ทั้งขึ้นทั้งล่อง นอกจากถูกมองว่าความรู้น้อยขาดการพัฒนายังมีโรคยอดนิยม คือความเครียดจากการทำงานที่ปัจจุบันสภาพ   "เช้าชามเย็นชาม" ในองค์กรที่ต้องให้บริการประชาชนนั้นหาได้ยากเต็มที เพราะระบบระเบียบและช่องทาง   การร้องเรียนจากประชาชนทำให้ข้าราชการเตะถ่วงหน่วงเวลาไม่ได้เหมือนก่อน พอเครียดมากขึ้นเงินทองก็น้อยตามขั้นตาม "ซี" ของระบบราชการ ความเจ็บไข้ได้ป่วยก็มาเยือนตามวิสัยแห่งธรรมชาติ ภาระตรงนี้พวกเขาก็ได้แต่หวังว่า เมื่อทุ่มเทเสียสละรับใช้สังคมด้วยเงินเดือนที่น้อยนิดจะแลกกับสวัสดิการเมื่อยามตกทุกข์ได้ยาก ก็กลับกลายเป็นเหมือนกับ "ถูกเคราะห์ซ้ำกรรมซัดเป็นการลงโทษคำรบสอง" จากการถูกตัดรอนสิทธิประโยชน์อันพึงมีพึงได้  

 ลำพังการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลแต่เดิมมาต้องใช้เวลากันนานนับปี แม้ระบบใหม่จากกรมบัญชีกลาง จะเข้ามาเสริมดูคล้าย ๆ จะอำนวยความสะดวกในการเอาชื่อข้าราชการขึ้นบัญชีเข้าระบบกับโรงพยาบาลของรัฐ แบบไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินไปก่อนแล้วเบิกทีหลัง  แต่นัยนี้ทุกคนรู้ดีว่ามีเจตนาเพื่อความง่ายในการทำงานของกรมบัญชีกลางเอง ในการลดปัญหาเอกสารจุกจิก แต่หลักใหญ่ใจความคือง่ายต่อการควบคุมให้ทุกคนอยู่ภายใต้กรอบบัญชียาหลักและแผนการรักษาที่ข้าราชการก็ไม่ต่างจากประชาชนในโครงการ 30 บาทที่ยังคงบ่นอุบถึงมาตรฐานและรายการยาตามบัญชียาหลักแห่งชาติที่รับประทานแล้วหลายคนบอกว่า "ทรงกับทรุดไม่รู้จักหาย" ปัญหาค่ารักษาพยาบาลที่ข้าราชการทั่วประเทศ โดยเฉพาะข้าราชการชั้นผู้น้อยร่วม ๆ สองล้านชีวิต กำลังถูกบั่นทอนขวัญกำลังใจให้เลือนหายมลายสิ้น เพราะกรรมวิธีคิดและการได้รับการปฏิบัติอย่างไม่สู้จะเป็นธรรมอย่างที่มีคนเริ่มอึดอัดและรู้สึกได้นี้ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลที่จะเข้ามากอบกู้ชาติบ้านเมือง   ในภาวะวิกฤติเอาเลย ถ้าจะบอกกับข้าราชการตรง ๆ ว่า "เงินทองไม่พอจ่ายแล้วขอร้องกันว่า ถึงเวลาจะต้องรัดเข็มขัดแล้ว" น่าจะดูดีกว่า ยกเหตุผลร้อยแปดพันเก้ามาอ้างให้คนพากันหลงเชื่อ โดยเฉพาะเงินโบนัสที่พูดกันมานานข้ามปี นับถึงวันนี้ถามไถ่ดูยังไม่มีใครตกถึงกระเป๋าแม้แต่เก๊เดียว นับประสาอะไรกับเงินเพิ่มกระจิริด 4 เปอร์เซ็นต์ที่โพนทะนาจะขึ้นให้ก็คงวิ่งไม่ทันราคาสินค้าบางประเภทที่หนีไปแล้วกว่า 7-8 เปอร์เซ็นต์   ไม่อยากให้คนวงนอกพากันคิดว่าข้าราชการทำไม "หน้าเงิน" เรียกร้องเอาแต่ผลประโยชน์ ต้องเรียนตรง ๆ ว่า ระบบราชการยังมีคนดีมีความรู้ความสามารถอยู่ไม่น้อย การที่หลายคนยังยืนหยัดอยู่ในระบบราชการทั้งที่เบี้ยน้อยรายจ่ายเยอะ ใช่ว่าเป็นเพราะมืดมนหมดหนทางไม่มีที่ไป แต่อยากให้มองที่อุดมการณ์ความเสียสละที่คนเหล่านี้มีให้สังคม ไม่ต่างจากข้าราชการตำรวจทหารที่ผู้คนยกย่องเป็นรั้วของชาติเฉกเช่นเดียวกัน มันสมองในระบบราชการเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องธำรงรักษาเอาไว้ เพราะเมื่อใดที่ข้าราชการขาดขวัญกำลังใจพากัน "ตบเท้า" ลาออก หรือเบือนหน้าหนีไม่วิ่งเข้าหาเหมือนยุคราคาที่ดินถูกปั่นพุ่งกระฉูดเมื่อสิบกว่าปีก่อน เห็นทีว่าการร่วมกันทำงานกอบกู้ซากปรักหักพังที่ผิดพลาดกันมาหลายยุคหลายสมัยของผู้อยู่ในอำนาจดูจะเลือนราง และห่างไกลความเป็นจริงออกไปทุกทีกรุงเทพธุรกิจ (คอลัมน์ธรรมรัฐวิจารณ์)  13  มิ.ย.  50