เวลาเราพูดถึงสิ่งที่เป็นนามธรรม (นามธรรมเป็นสิ่งได้หรือ?) ก็มักจะเกิดสมมุติฐานว่าพูดถึงเรื่องเดียวกัน แต่ที่จริงแล้วอาจมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน บางทีต่างกันจนเป็นคนละเรื่องด้วยซ้ำไป
คำว่าประชาธิปไตยก็เช่นกันครับ
-
ท่านปรีดี พนมยงค์ กล่าวไว้ว่า
คำว่า “ประชาธิปไตย” ประกอบด้วยคำว่า “ประชา” หมายถึงหมู่คนคือปวงชน กับคำว่า ”อธิปไตย” หมายถึงความเป็นใหญ่
คำว่า “ประชาธิปไตย” จึงหมายถึง “ความเป็นใหญ่ของปวงชน”
ราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายของคำว่า “ประชาธิปไตย” ไว้ในหนังสือพจนานุกรมของทางราชการว่า “แบบการปกครองที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่”
ทั้งนี้พึงเข้าใจว่าการที่ปวงชนจะมีความเป็นใหญ่ในการแสดงมิติได้ก็จำเป็น ที่ชนทุกคนรวมกันเป็นปวงชนนั้นต้องมี “สิทธิและหน้าที่ของมนุษยชน” อันเป็นสิทธิและหน้าที่ตามธรรมชาติของทุกคนที่เกิดมาเป็นมนุษย์ คือ สิทธิเสรีภาพและความเสมอภาคซึ่งมนุษย์จะต้องใช้พร้อมกันกับหน้าที่ มิให้เกิดความเสียหายแก่เพื่อมนุษย์อื่นและหมู่คนอื่นหรือปวงชนเป็นส่วนรวม ถ้าชนส่วนมากซึ่งเป็น “สามัญชน” ถูกตัดสิทธิมนุษยชนโดยให้มีหน้าที่แต่อย่างเดียว สามัญชนก็มีลักษณะเป็นทาส หรือข้าไพร่ของชนส่วนน้อยซึ่งมีสิทธิใหญ่ยิ่งหรือ “อภิสิทธิ์ชน” แบบการปกครองจึงไม่ใช่ประชาธิปไตย ถ้าสามัญชนมีสิทธิมนุษยชนอย่างเดียว โดยไม่มีหน้าที่ มนุษยชนแบบการปกครองก็เกินขอบเขตของประชาธิปไตย
-
วิกิพีเดีย ให้ความหมายว่า
ประชาธิปไตย (democracy) คือแนวคิดที่เชื่อว่าประชาชนมีสิทธิที่จะปกครองตนเอง ซึ่งแตกต่างจากแนวคิดก่อนหน้า ที่เชื่อว่าประชาชนมีชีวิตอยู่เพื่อเสริมสร้างบารมีหรือความมั่งคั่งให้กับกษัตริย์ หรือมีชีวิตตามความต้องการของพระเจ้า การเปลี่ยนกระบวนทัศน์นี้เป็นผลจากยุคแสงสว่าง
-
wikipedia บรรยายไว้ในเบื้องต้นว่า
Democracy describes a series of related forms of government. With origins in ancient Greece, Rome and south Asia, democracy has generally grown and expanded throughout history. Today, democracy is the predominant form of government in the world. The term democracy is typically used in the context of a political state, the principles are also applicable to other groups and organizations.
และให้รูปแบบของ democracy ไว้ 7 รูปแบบคือ
- Representative
- Direct Democracy
- Socialist Democracy
- Anarchist Democracy
- Sortition
- Tribal Democracy
- Concensus Democracy
- ส่วน Britannica Concise Encyclopedia ก็ว่า
literally, rule by the people. The term is derived from the Greek demokratia, which was coined from demos (“people”) and kratos (“rule”) in the middle of the 5th century BC to denote the political systems then existing in some Greek city-states, notably Athens.
- US History Encyclopedia ก็มีนิยามในบริบทของอเมริกันชน
In the simplest sense, democracy is rule by the ruled. In a democratic political system, government power is legitimized by the consent of the governed. Consent is expressed in a variety of forms, including annual election of government leaders and citizen participation in governing processes. The roots of American democratic culture can be traced to the direct election of many colonial legislatures, as well as the practice of democratic governance in many localities. The American Revolution was animated by the idea that the colonists were defending the principle of democratic self-rule and that the American struggle was analogous to the English Parliament's struggle against the monarchy.
The formal mechanisms of democracy can vary, however, with direct democracy at one pole and representative democracy at the other. Direct democracy allows for unmediated citizen deliberation and decision making on public matters; representative democracy permits citizens to elect representatives who act on their behalf. American democracy is representative in design and function, yet it is clearly influenced by the ideology of direct democracy.
In The Federalist Papers, James Madison argued for representative democracy, because of its power to "refine and enlarge" public opinion and to control the intemperate passions of the people, who—if permitted to make government policy directly—would threaten individual rights. A balance between majority rule and individual liberty could be struck if the people's representatives, at a physical and psychological remove from citizens, ruled on their behalf. Representative democracy was best suited for an "extended Republic"—a large nation with a multiplicity of crosscutting interests. If sufficiently removed from the fray of constituent pressure, legislators would be able to discern a good for the nation that transcended the sum total of voter demands.
While Madison's vision of democracy was ultimately enshrined in the U.S. Constitution, Madison's opponents—the anti-federalists—charged that representative democracy was at too far a remove from citizens. On matters of importance power needed to reside closer to the people, if not exercised by their direct consent. While arguments for representative democracy carried the day, the tension between the two models of democracy is a theme that resonates throughout American political history.
- สุดท้ายที่ค้นมาคือ Columbia Encyclopedia บอกว่า
democracy [Gr.,=rule of the people], term originating in ancient Greece to designate a government where the people share in directing the activities of the state, as distinct from governments controlled by a single class, select group, or autocrat. The definition of democracy has been expanded, however, to describe a philosophy that insists on the right and the capacity of a people, acting either directly or through representatives, to control their institutions for their own purposes. Such a philosophy places a high value on the equality of individuals and would free people as far as possible from restraints not self-imposed. It insists that necessary restraints be imposed only by the consent of the majority and that they conform to the principle of equality.
ขนาดกวาดตาผ่านๆ โดยไม่ต้องคิดอะไรมาก ก็ชัดอยู่แล้วครับ ว่าแต่ละแหล่งให้ความหมายที่ไม่เหมือนกัน
แต่ประเด็นคืออย่างนี้ครับ เรื่องแรก ในความแตกต่างเล็กน้อยนี้ หากไม่พูดจากันจนเข้าใจ ในที่สุดก็จะทำให้การรวมกลุ่มรวมพลัง ไม่ยั่งยืนเพราะว่าไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกัน รวมกันด้วยผลประโยชน์ชั่วคราว อยู่กันได้ประเดี๋ยวประเดียว พอผลประโยชน์เปลี่ยน ก็เปลี่ยนขั้ว ย้ายบ้านผสมพันธุ์กันยุ่งไปหมด; การแบ่งกันเป็นขั้ว ทำอะไรก็ขาดความต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นคนละขั้วก็เลยต้องแตกต่างกัน
ประเด็นที่สองซึ่งสำคัญกว่าคือ นิยามของประชาธิปไตย ไม่ควรจะยาวขนาดงานวิจัย แต่ก็ไม่ควรสั้นเหมือนที่บัญญัติไว้ในพจนานุกรม แล้วควรจะอธิบายคำว่าประชาธิปไตยอย่างไร ที่(เด็ก)ฟังแล้วรู้เรื่อง ปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง เป็นหลักให้ตรึกตรองและวินิจฉัยได้ว่าอะไรเป็นรูปแบบ อะไรเป็นเนื่อหา
ช่วยคิดหน่อยซิครับ
เรียน คุณ Conductor ที่นับถือ ขออนุญาตแสดงความคิดเห็นครับ ในมุมมองส่วนตัวของผม คำว่าประชาธิปไตย เวลาผมนำไปพูดคุยกับเด็กๆ ผมจะบอกเขาว่า ประชาธิปไตย คือ ความสามารถในการเป็นตัวของตัวเอง ด้วยการตัดสินใจด้วยตัวเอง และคิดด้วยตัวเอง ภายใต้คุณธรรมจริยธรรมของสังคมที่เราอยู่ครับ
อ้อ แนว Anarchist Democracy นะครับ
ผมคิดว่าประชาธิปไตยน่าจะหมายถึง อิสระ ภายใต้หน้าที่ต่อประโยชน์สุขของส่วนรวมครับ
ในขณะที่ประชากรมีมากขึ้น Direct Democracy แบบกรีกเป็นไปไม่ได้ แล้วเราก็ไปสร้าง Representative Democracy ขึ้นมาแทน ใช้เสียงส่วนใหญ่เป็นตัวตัดสิน; แต่เราก็เห็นมาแล้วว่าบางทีเสียงส่วนใหญ่ ก็ไม่ได้ยืนอยู่บนประโยชน์สุขของส่วนรวมเหมือนกัน (เรื่องไม่ง่ายกับการประชุม)
Representative Democracy สร้าง ชนชั้น Elite ซึ่งในที่สุด ซึ่งเมื่อมีอำนาจมากเข้า ก็ทำเพื่อตัวเองโดยลืมไปว่าถูกเลือกเข้ามาทำหน้าที่อะไร
คำว่าธรรมาธิปไตยในบันทึกนี้ คงจะพอเข้ากันได้กับคำว่าประโยชน์สุขส่วนรวม ประโยชน์สุขจะเกิดได้ด้วยการปฏิบัติเท่านั้น เป็นเรื่องเฉพาะตัว ทำแทนกันไม่ได้ -- ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ
ผมเชื่อในอิสระที่จะคิดและทำอย่างแตกต่างออกไปครับ ตราบใดที่อยู่ใต้กติกาที่ตกลงร่วมกัน และเป็นไปเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ปัจเจกชนก็น่าที่จะทำได้ และเป็นหน้าที่ที่จะทำด้วยครับ ไม่ใช่โบ้ยไปให้ตัวแทนที่เลือกไปกระทำการแทนทั้งหมดโดยไม่มีการตรวจสอบ
พูดแรงๆ ก็คือเราเลือกคนรับใช้ครับ ไม่ใช่เลือกนาย
เรียน คุณ Conductor ที่นับถือ ขออนุญาตเพิ่มเติมครับ คือ ผมมองประชาธิปไตย 2 ระดับ ครับ ในระดับการเมืองการปกครอง และ ในระดับวิถีชีวิต ที่ผมจะเน้นมากคือระดับวิถีชีวิตครับ ที่ผมนิยามไว้ข้างบนคือระดับวิถีชีวิต และผมคิดว่าผมไม่น่าจะใช่ Anarchist นะครับ เพราะผมมีกรอบของคุณธรรมจริยธรรมในสังคมกำกับไว้ ผมว่าถ้าในระดับวิถีชีวิตเราสามารถพัฒนาจนมีความเป็นตัวของตัวเองอยู่ในกรอบของคุณธรรม ผมว่าระดับการเมืองการปกครองก็ไม่น่าเป็นห่วงครับ เพราะระดับการเมืองการปกครอง ผมตีความว่าประชาธิปไตย คือ การปกครองโดยใช้เสียงข้างมากของประชาชน ที่นี่เสียงข้างมากของประชาชนเขาไม่ได้มีอะไรมากำกับไว้นะครับว่าเป็นเสียงอย่างไร คือ ไม่ว่าจะเป็นเสียงที่ถูกหรือผิด เสียงเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือประโยชน์ส่วนรวม ถ้าเป็นเสียงข้างมากแล้ว ก็ต้องถือว่าเป็นประชาธิปไตยหมดครับ ที่นี้ในเรื่องของธรรมธิปไตย ก็คือ หลักในการตัดสินใจครับ ถ้าเสียงส่วนใหญ่เป็นเสียงของธรรมาธิปไตย ก็โอเคครับ แต่ถ้าเสียงส่วนใหญ่เป็นเสียงของอัตตา หรือเป็นเสียงของโลกาธิปไตย เราก็ต้องยอมรับในเสียงส่วนใหญ่ ทั้งๆที่ใจไม่ยอมรับ แล้วใครจะบอกละครับว่าเป็นเสียงที่ไม่ถูก เพราะประชาธิปไตยเขาวัดกันที่จำนวนครับ วัดกันที่บัตรเลือกตั้ง วัดกันที่การยกมือ ไม่ได้วัดกันที่เหตุผลหรือคุณธรรมครับ และที่คุณ conductor นิยามว่าประชาธิปไตย หมายถึง อิสระ ภายใต้หน้าที่ต่อประโยชน์สุขของส่วนรวม ผมคิดว่า(ผมอาจจะผิด) ตามความหมายของประชาธิปไตยในรูปแบบ จะไม่มีการกล่าวถึงประโยชน์สุขของส่วนรวมครับ จะเน้นเพียงเสียงส่วนใหญ่เท่านั้นเอง ซึ่งจะเป็นเสียงเพื่ออะไรก็ได้ ขอให้เป็นเสียงส่วนใหญ่เท่านั้นเป็นพอ ส่วนนิยามเพื่อประโยชน์สุขส่วนรวม น่าจะเป็นนิยามในระดับวิถีชีวิต หรือ ระดับเนื้อหาครับ..ขอบคุณครับ
มีทั้งเรื่องที่ผมเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยนะครับ
ผมเห็นด้วยว่าไม่น่าจะใช่ anarchist (ซึ่งผมเองเป็นคนบอกว่าใช่) พอเขียนไปแล้วก็รู้สึกขัดๆ เหมือนกันครับ
เรื่องเสียงข้างมาก ผมว่าเรามีปัญหาวุ่นวายก็เพราะความคิดง่ายๆ อย่างนี้ล่ะครับ เราไปติดกับรูปแบบที่ไม่ใช่แก่น
ถ้าเป็น direct democracy ผมรับได้ครับ แต่ถ้าเป็น representative democracy เช่นในสภา ในสมาคม ในการประชุมที่ไม่ใช่ town hall meeting บรรดาตัวแทนก็เป็นปัจเจกบุคคล แม้จะเป็นตัวแทน แต่ก็ไม่แน่ว่าจะ represent การตัดสินใจของคนที่ตนเป็นตัวแทนอยู่ ถ้าการตัดสินใจไม่ได้ตอบสนองต่อความต้องการหรือประโยชน์ของคน แค่เอาเสียงส่วนใหญ่ ไม่ง่ายไปหน่อยหรือครับ
ประเทศคอมมิวนิสต์ สภาประชาชนโหวตทีไรก็เป็นเสียงเอกฉันท์ แบบนั้นประชาธิปไตยหรือครับ
เป็นความหมายทั้งในทางหลักการที่เริ่มมาแต่กรีกโบราณและเชื่อในสำนักกฎหมายธรรมชาติ
เป็นความหมายในทางการเมืองการปกครองที่ต้องมีรัฐฐาธิปัตต์ (อำนาจของรัฐ) ที่เป็นทางของปฏิฐานนิยม
คล้าย ๆ กับคุณ small man อยู่บ้างครับ
สังคมเรามันใหญ่ ผู้คนมากขึ้นก็เลยต้องออกแบบให้เป็น แบบตัวแทน แต่ว่าก็เกิดช่องว่างมากมายและกลายเป็นรูปแบบตายตัวที่ไร้ทางแก้ไขในเวลาบางขณะ
ประชาธิปไตยของผม เห็นด้วยกับแนวทางการใช้อำนาจที่สมดุลระหว่างอำนาจรัฐที่ได้ไปจากประชาชนและอำนาจการตรวจสอบที่ประชาชนยังมีอยู่ตลอดเวลา
พวกนักเลือกตั้งยึดมั่นกับการใช้อำนาจแบบตัวแทน โดยลืมว่าอำนาจก็ยังคงอยู่กับประชาชนไม่ได้มอบหมายให้ไปแล้วก็จบเลย
ผลกระทบจากการใช้อำนาจที่ตัวเองให้ไปแล้วแต่มาเดือดร้อนกับตนเองภายหลังจึงเป็นสิทธิชอบธรรมที่จะพิจารณาการให้อำนาจนั้นใหม่ หรือมีกลไกประคับประคองให้การใช้อำนาจที่ประชาชนได้ให้ไปนั้นอยู่ในร่องรอยของ สิทธิและหน้าที่
ผมเห็นด้วยกับสภาองค์กรภาคประชาชนครับ คู่ไปกับอำนาจการบริหารของรัฐ โดยดูแลกันและกันไม่ใช่ขัดขากันและกัน โดยหลักสิทธิและหน้าที่แล้วเชื่อว่า การสมดุลของอำนาจเป็นไปได้ครับ
เรียน คุณ Conductor ผมมองอย่างนี้นะครับว่า ประชาธิปไตยมีสองลักษณะ คือ ประชาธิปไตยในรูปแบบ และ ประชาธิปไตยในเนื้อหา ขอพูดถึงประชาธิปไตยในรูปแบบก่อนครับ ประชาธิปไตยแบบนี้จะยึดรูปแบบของเสียงข้างมากเป็นหลักครับ จะพบได้ในการเมืองการปกครองและ องค์กรที่มีการประชุมตัดสินใจโดยยึดอำนาจและผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง พวกนี้จะอ้างประชาธิปไตยเสียงข้างมากทั้งนั้นครับ และชอบอ้างมติกรรมการ เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าเสียงข้างมาก คือ คนของเขาทั้งนั้น ที่คุณ conductor ถามว่าไม่ง่ายไปหน่อยหรือ ผมว่าเป็นเรื่องง่ายสำหรับคนมีพวกมากครับ และมักจะอ้างประชาธิปไตยอยู่เสมอ ส่วนประชาธิปไตยในมุมมองของคุณ Conductor น่าจะเป็นประชาธิปไตยในเชิงเนื้อหานะครับ นั่นคือเป็นการตัดสินใจด้วยเหตุด้วยผล ด้วยผลประโยชน์ของส่วนรวม ซึ่งในลักษณะนี้ผมว่าน่าจะเป็นประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือนะครับ(Deliberative Democracy)
ขอต้อนรับคุณสุมิตรชัยครับ
ประชาธิปไตยคงไม่ใช่เรื่องในระดับรัฐเท่านั้นไม่ใช่หรือครับ แล้วควรจะอธิบายกับเด็กอย่างไรว่าประชาธิปไตยคืออะไร
โทษทีครับ ไม่ทราบว่ามีบันทึกของคุณสุมิตรชัย เข้ามาก่อน ผมเลยแสดงความคิดเห็นโดยไม่ได้นำความคิดของคุณสุมิตรชัยมาบันทึกไว้เลย
คุณ small man: เราเลิกทำอะไรกันแบบผิวเผิน - form over function - เสียทีไม่ดีหรือครับ
เรียน คุณ Conductor สำหรับประชาธิปไตยในการคิดและการปฏิบัติในส่วนตัวของผม ผมว่าเป็นเรื่องยากครับ เพราะสังคมไทยเป็นสังคมแนวดิ่งครับ เป็นสังคมที่มีความเคารพเชื่อถือในอำนาจและความมีอาวุโส ความเชื่อทั้งสองอย่างเป็นความเชื่อในระดับวัฒรธรรมแล้วครับ ดังนั้นที่ผ่านมาผมก็เห็นแต่ประชาธิปไตยในรูปแบบ(เสียงข้างมาก)ทั้งนั้นแหละครับ ผมเองเมื่อมีโอกาสก็จะพยายามปรับวัฒนธรรมการทำงานให้เป็นประชาธิปไตยในเนื้อหาครับ(ยึดเหตุผล) แต่อุปสรรค คือ ผู้บริหารบางคน(ส่วนใหญ่เสียด้วยซิครับ) กลัวเสียอำนาจ ไม่กล้าให้เป็นประชาธิปไตยครับ ในขณะเดียวกัน ลูกน้องส่วนใหญ่ก็ไม่ชอบประชาธิปไตย ชอบการใช้อำนาจ ชอบให้สั่งการ การเป็นประชาธิปไตยจะไปละเมิดอำนาจเจ้านาย และละเมิดความอาวุโสผู้ใหญ่ จึงขอให้สั่งมาเถิด จะให้ทำอะไร และผมว่าจะนำประชาธิปไตยไปสอนให้เด็กเข้าใจคงยากครับ เพราะผู้ใหญ่เองก็ไม่เข้าใจและไม่มีต้นแบบให้ดู (แบนดูรา) สำหรับวิถีประชาธิปไตยสำหรับตัวผมเอง มันคงไม่ใช่ประเภท Nato (no action talk only) นะครับ แต่บางครั้งต้องค่อยเป็นค่อยไป ดูบริบท ดูโอกาส ดูความเหมาะสมครับ..ขอบคุณครับ
สวัสดีค่ะ
ระบอบประชาธิปไตยนั้น จุดหมายจริงแท้อยู่ที่ประโยชน์สุขของประชาชน แต่คนที่ได้รับเลือกเข้าไปบางคน ไม่แน่ใจว่า ได้ทำเพื่อประชาชนเต็มที่หรือไม่คะ
อยากให้ประชาชน เอาธุระในเรื่องของบ้านเมืองอย่างต่อเนื่องแท้จริงค่ะ
คุณ small man: ผมไม่เห็นว่าการบริหารจะต้องเป็นประชาธิปไตยเลยครับ
แต่เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับคำถามว่า "ควรจะอธิบายคำว่าประชาธิปไตยอย่างไร ที่ฟังแล้วรู้เรื่อง ปฏิบัติตนอย่างถูกต้อง เป็นหลักให้ตรึกตรองและวินิจฉัยได้ว่าอะไรเป็นรูปแบบ อะไรเป็นเนื้อหา" ไม่ใช่หรือครับ
ผู้ใหญ่ (ไม่ว่าจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจประชาธิปไตย) ก็จะค่อยๆ หมดไป; ส่วนเด็กก็จะโตขึ้นมา รับผิดชอบบ้านเมืองต่อไป แล้วถ้าไม่อธิบายเขาตั้งแต่วันนี้ จะรอจนถึงเมื่อไหร่ครับ; เราคงไม่ไปอธิบายคำว่าประชาธิปไตยด้วยการยกความทุกข์ยากของการที่มีนายที่ไม่ดี ซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับประชาธิปไตยไม่ใช่หรือครับ
คุณศศินันท์: สำหรับการเลือกตั้ง บางทีผมไม่อยากโทษผู้ถูกเลือกหรอกครับ เพราะว่าผู้เลือกก็ชุ่ยเอง ตอนเลือกก็ไม่พิจารณาให้ดี (No Vote ก็ยังมี) ตรวจสอบก็ยังได้ -- เลือกไปแล้วเหมือนเซ็นต์หนังสือมอบอำนาจให้ไปเป็นเจ้าชีวิตเลย
ผมเชื่อในระบบของการมีส่วนร่วมครับ เลือกตัวแทนไปแล้ว ไม่ใช่ปล่อยเขาไปทำอะไรก็ได้ โหวตอย่างไรก็ได้ ให้เสียงของประชาเป็นอธิปไตยจริงๆ; ถ้าต้องเลือกนิยามในบันทึกข้างบน ผมเลือกของท่านปรีดีครับ มีทั้งสิทธิและหน้าที่
เรียน คุณ conductor ขออนุญาตแตกต่าง 2 ประเด็นครับ เรื่องแรกเรื่องการบริหาร ในมุมมองของผม ผมว่าจำเป็นเป็นอย่างยิ่งครับที่จะต้องบริหารแบบประชาธิปไตย เรื่องนี้บริบทต่างกัน อาจมองไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมอาจจะผิดก็ได้ เรื่องที่สอง เรื่องการอธิบายประชาธิปไตยให้เด็กฟังรู้เรื่อง ประเด็นนี้ผมมองว่าประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่อธิบายให้เด็กฟังแล้วรู้เรื่องยากครับถ้าไม่เห็นของจริง และเด็กไม่มีพฤติกรรมประชาธิปไตย และต้องเห็นของจริงในระดับวัฒนธรรมเลยครับ ไม่ใช่ของจริงจัดฉาก เห็นของจริงแล้วจึงนำของจริงมาอธิบาย ผมว่าถ้าจะอธิบายก็คงต้องอธิบายในระดับวัฒนธรรมหรือระดับวิถีชีวิตครับ มีอยู่วลีหนึ่งครับที่จะสอนประชาธิปไตย ตือ แบบดีกว่าบอก ครับ (เอ้า ใครเห็นด้วยกับ Small man ยกมือ....ใครเห็นด้วยกับ คุณ Conductor ยกมือ.... สรุป Small man ชนะด้วยคะแนน 25 ต่อ 5 ปิดประชุม)
ผมก็ไม่เห็นด้วยกับคุณ small man ที่เขียนมาล่าสุดในทุกประเด็นเลยครับ
การบริหารไม่เห็นจำเป็นต้องเป็นประชาธิปไตยเลย ส่วนจะทำหรือไม่ทำก็อีกเรื่องหนึ่ง; การบริหารโดยโครงสร้างเป็นการปกครองตามลำดับชั้น ยิ่งถ้าเป็นสิ่งที่คุณ small man พยายามอธิบายมา คือใช้เสียงส่วนใหญ่ เกรงว่าจะยิ่งเละครับ
ความพยายามที่จะไม่อธิบายให้กับเด็ก ก็เป็นความคิดที่แปลกนะครับ ผมเห็นแต่ความเห็น/ข้ออ้าง ไม่เห็นเหตุผลเลยครับ
ในข้อคิดเห็นอันก่อน ถ้าเป็นเรื่อง "ผู้ใหญ่เองก็ไม่เข้าใจและไม่มีต้นแบบให้ดู (แบนดูรา)" อันนี้พอยอมรับได้ครับ ว่าไม่ควรเอาคนที่ไม่เข้าใจไปอธิบาย -- แต่กลับเป็นปัญหาร้ายแรงอีกอันหนึ่ง ว่าเราส่งลูกหลานไปให้ใคร
ส่วนที่ประชุมของคุณ small man ถ้าผมรู้จักมาก่อนว่ามีลักษณะพวกมากลากไป ไม่ต้องฟังอะไรอย่างนี้ ผมคงไม่ประชุมด้วยหรอกครับ แล้วผมก็เลือกได้ด้วยซิ แค่มีผู้ร่วมประชุม 30 คน ก็แสดงให้เห็นว่ามันไม่น่าจะเป็นการประชุมแล้วครับ
เรียน คุณ Conductorที่นับถือ ในเรื่องประชาธิปไตยกับการบริหารผมหมายถึงแค่การยอมรับฟังเหตุผลกันบ้างและการไม่ผูกขาดความคิดของผู้บริหารครับ ส่วนที่ประชุม 30 คน แล้วให้ยกมือพวกมากลากไปเป็นสิ่งที่ผมกำลังต้องการจะบอกว่ามันไม่ใช่ประชาธิปไตยครับ และเป็นสิ่งที่ผมไม่ชอบมาก ส่วนเรื่องการไม่อธิบายให้เด็ก ผมไม่ได้บอกว่าผมไม่อธิบายนะครับ เพียงแต่ว่าเราต้องทำคู่กันไประหว่างทฤษฎีและปฏิบัติครับ ผมไม่เห็นด้วยกับที่ผ่านมาบางครั้งเราอธิบายให้เด็กทำข้อสอบได้แต่ไม่สอนให้ปฏิบัติ คือ มีแต่ปริยัติ แต่ไม่ปฏิบัติ ปฏิเวธก็ไม่เกิดครับ
เอ อ่านดูใหม่แล้วก็ยังไม่เข้าใจอย่างนั้นนะครับ แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อคุณ small man ชี้แจงมาแล้ว ก็ถือว่าผมเข้าใจผิดก็แล้วกันครับ ขอบคุณสำหรับความเห็นครับ
ท่านครับ รบกวนครับ ตัดเอาบทความบางตอนไปครับผม http://gotoknow.org/blog/mrschuai/99502
ผมขออนุญาตนะครับ....เรื่องประชาธิปไตย....ไม่ว่าจะอธิบายเรื่องรูปแบบหรือเนื้อหาก็ตาม.....ให้เด็กฟัง สิ่งสำคัญก่อนที่จะใส่สิ่งทั้งสองนี้ลงไป...ผมเองมองว่าเราควรใส่เรื่องศีลธรรม จริยธรรม ให้เด็กเป็นพื้นฐานก่อนและต้องไม่ใช่พื้นฐานแค่เอาเท้าวางก็พังลง....แต่ต้องเป็นพื้นฐานที่คนนับล้านคนขึ้นมากระทืบก็ยังจะคงอยู่......( ขอโทษนะครับที่ต้องเปรียบเทียบกับเท้า ) .......
.......เมื่อมาตราฐานเด็กเหมือนกันแล้ว สิ่งที่จะใส่ให้เขาต่อไป ก็คือ ความซื่อสัตย์ สอนให้รู้จักการเสียสละ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนร่วมในทางที่ถูกต้อง ไม่ใช่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนร่วมในทางที่ผิด.......เมื่อเขาเองมีสิ่งเหล่านี้อยู่ในตัวมากขึ้นแล้ว....ประชาธิปไตยจะเป็นเรื่องง่ายมาก ที่เขาจะทำความเข้าใจ ......
....ผมเองส่วนตัวพยายามหาคำตอบอยู่เรื่อยๆว่า ประเทศเราเองไปเอาประชาธิปไตย...มาจากไหน...เอามาจากใคร....เอามาจากประเทศอะไร....
แล้วเราเองทำไมต้องไปเอามาจากเขา.....ประชาธิปไตยบ้านเมืองเขา ก็ต้องเป็นของเขาซิ เราจะเอามาใช้ได้อย่างไร....แล้วคิดได้อย่างไรว่าแบบเขาจะดีถ้าเราเอามาใช้...จริงไหมครับ....ประชาธิปไตยของอังกฤษก็เป็นของคนอังกฤษ อเมริกาก็เป็นของอเมริกา ฝรั่งเศสก็เป็นของฝรั่งเศส....จะไปสนใจทำไม... คนละประเทศกัน ... เด็กรุ่นใหม่ของไทยควรรู้แค่ว่า...ประชาธิปไตยไทยเป็นของไทย...พวกเราทุกคนมีสิทธิใช้มัน...ในแบบที่คนไทยเข้าใจ ช่างหัวประเทศอื่นมัน.....
ประเทศที่ประชาธิปไตยพัฒนาสูง...เขาเองไม่ได้พัฒนาที่ตัวประชาธิปไตยแต่เขากลับพัฒนาที่ตัวบุคคล.........
((( ถ้าเด็กถามว่าประชาธิปไตยคืออะไร ผมเองก็จะตอบเขาไปว่าคำอธิบายมีอยู่ในหนังสือแล้วลูก......แต่สิ่งที่ลูกต้องทำในระบอบประชาธิปไตยคือการใช้อำนาจที่ลูกมีอยู่บนพื้นฐานที่ลูกมีนั้นก็คือ สิ่งที่ผมกล่าวไปแล้วข้างต้น....)))
........อีกสิ่ง ที่น่าจะบอกเขาไปด้วยก็คือ ลูกเอ๋ย.....ไม้อ่อนดัดง่ายลูก...แต่ไม้แก่ซิดัดยาก....มีแต่รอวันที่จะผุแล้วก่อนพัง..........
ปล.จะเกิดอคติไหมล่ะครับท่าน...ว่าสิ่งที่ผมเองคิด...เป็นความคิดของผู้ชายอายุ 25.....แล้วคนที่อายุมากกว่านี้จะรับได้รึเปล่า....ถ้าแค่นี้รับไม่ได้ผมเองคิดว่าคงต้องเลิกคิดไปเสียเลยว่า...จะอธิบายประชาธิปไตยให้เด็กที่ไหนฟัง...เพราะเขาคงไม่อยากฟังท่านหรอก!!!!!
ประชาธิปไตย หมายถึง ประโยชน์ของประชาชนเป็นใหญ่
แต่วันนี้ที่เมืองไทย
ประชาธิปไตย หมายถึง ประโยชน์ของนักการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งมาเป็นใหญ่