อนุทิน #122754

ฉันทำได้แค่นิดเดียวหรือนี่

น้องผู้เสี่ยงติดเชื้อเข้ามาทักทาย ในวันที่ฉันไปช่วยตรวจเท้าผู้ป่วยเบาหวาน และสอนสปาเท้าด้วยตัวเอง

ฉันโอบเธอเข้ามากอด  ความรู้สึกในขณะนั้นคือดีใจที่เธอยังเป็นปกติ และรู้สึกสงสารจับใจ 

ปีนี้เธอโตเป็นสาวนัยต์ตาคม แต่ดูเศร้าจัง ปีนี้อายุเท้าไหร่แล้วเธอตอบว่า 14 แล้วค่ะ

ฉันมองไม่เห็นญาติที่เลี้ยงดูเธอ จึงถามหา เธอตอบว่ามากับเพื่อนค่ะ ..ฉันคิดไปเองล่วงหน้าว่า ช้าไปไหมหนอ

เธอแต่งกายเรียบร้อยใส่เสื้อแขนยาวปกปิด ผิวที่ไม่ผุดผ่องเหมือนเด็กสาวทั่วๆไป

คำพูดที่ออกมาจากใจของฉันคือ "รักษาตัวดูแลสุขภาพดีๆนะลูก"

เธอตอบรับคือการกอดตอบอย่างแรง  เล่นเอาปวดเอวเลย

เธอมารับยา และจากไป ฉันได้แต่ส่งยิ้มให้เธอและบอกว่า เธอยังมีฉันอีกคนนะ

ฉันคิดว่าช้าไปไหม เพราะเธอมีแฟนไปซะแล้ว ช้าเกินแก้ไขอะไรได้ในเวลานั้น

นึกย้อนการเข้าไปร่วมงาน และเป็นที่ปรึกษาของตัวเอง แล้วรู้สึกแย่ที่ไม่อาจผลักดัน

เรื่องการส่งเสริม พัฒนาด้านจิตวิญญาณ และสังคมกับเด็กกลุ่มนี้ได้

เท่าที่ทำงานร่วมกันมา และศึกษาอดีตจากผู้ป่วยรุ่นก่อนๆพบว่า

จุดเด่นของการให้การพัฒนาคือเน้นการส่งเสริมให้กล้าแสดงออก 

เจ้าของโครงการพูดเสมอ ว่ากิจกรรมที่จัดนั้นขอให้เด็กได้สนุกให้เต็มที่ (และฉันมักคิดในใจว่าแค่นั้นเองเหรอ)

ฉันเคยถามเมื่อสงสัย คำตอบที่ได้คือเด็กกลุ่มนี้จะไม่มีเพื่อน ไม่มีโอกาสไปสนุกไปเที่ยวเหมือนเด็กทั่วๆไป(ก็แล้วทำไมเราไม่ช่วยเด็กๆให้มีเพื่อน ช่วยให้เขามีโอกาสเล่า)

จุดด้อยอีกอย่างคือผู้ผิดชอบ มักไม่เข้มงวดเรื่องการสอนให้รู้จักดูแลตนเองตามวัยของเด็กพูดง่ายๆคือสอนเพศศึกษาอย่างถูกวิธี และเหมาะสม  สอนให้เข้าใจตัวเองทั้งร่างกายและจิตใจ ไม่ใช่สอนแต่เรื่องการใช้ถุงยาง การกินยาคุม

สิ่งที่พบอีกอย่างคือเด็กอ่อนแอทางด้านจิตใจ ความผันผวนทางอารมณ์มีมากสังเกตได้จากการเล่นกับเพื่อนการสนทนากับผู้อื่น

เด็กอยู่ในโลกของตัวเอง  จึงควรนำธรรมะมาเติมเต็มลงไปในทุกกิจกรรมทุกครั้ง ออกแบบกิจกรรมให้น่าสนใจ อยากเรียนรู้

เพื่อเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรม และความรับผิดชอบต่อตนเอง และสังคม แม้จะได้ชื่อว่าผู้ป่วยก็ตาม

กิจกรรมที่เคยจัดมาเน้นมักเพียงสนุกสนาน พาเที่ยว แต่ขาดการเสริมสร้างพลัง และการปรับตัวเข้ากับสังคม

ด้อยเรื่องกิจกรรมการสอนให้เด็กมีความศรัทธา ความภาคภูมิใจและเห็นคุณค่าในตนเอง 

ได้เคยเสนอแนวทางการการจัดกิจกรรมสร้างพลเมืองดี สร้างผู้นำ และการนำเพลงที่สอนคุณธรรมมาใช้

แล้วหลายครั้งทุกคนเห็นชอบทั้งหลักการและวิธีการ แต่ปฏิเสธเพราะไม่มีเวลาเตรียมการ

ได้เคยเสนอทางออกโดยการเชิญวิทยากร ที่สามารถทำงานโดยไม่รับค่าตอบแทนได้ 

คำตอบกลับมาคือ ทีมไม่อยากให้คนนอกรู้ว่าเด็กของเราเป็นเด็กติดเชื้อ

ผะผ่าว..คิดเช่นนี้แล้วเมื่อไหร่จะช่วยเด็กให้เข้มแข็งได้เล่า 

งบประมาณถูกใช้ไปเพื่อ เป็นค่าขนม ของชำร่วย พาไปเที่ยว แต่ขาดกระบวนการเที่ยวอย่างมีคุณค่า

การสอนเน้นเรื่องกินยาตรงเวลา แต่ขาดการสร้างความตระหนัก

การขาดความรัก ความอบอุ่นจากครอบครัวที่แท้จริง เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นและมีปัญหาเรื่องเพศตามมา

เมื่อเด็กเติบโต เด็กจึงบินจากไปและหวลกลับมาอีกครั้งเพื่อมาเป็นผู้ป่วยตัวจริง

หลายปีผ่านมาแล้วที่ฉันได้มีโอกาสคลุกคลีทำงาน   เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพน้อยมาก

การเน้นปริมาณนำไปสู่การทำงานแบบหลวมๆขอไปที

การออกแบบสำรวจความต้องการของเด็กแต่ละวัยจึงมีความจำเป็นมาก น่าจะได้ทำcase study เด็กทุกคน ช่วยติดตามเด็กไปที่โรงเรียน ไปปรึกษาหารือกับครูบ้างก็จะดี อย่ามัวกลัวว่าครูจะเก็บความลับลูกศิษย์ไม่ได้ ครูเขามีจรรยาบรรณกันทุกคนแหละ ที่สำคัญเด็กเหล่านั้นก็ได้ชื่อว่าลูกศิษย์

ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน และสามารถช่วยให้กลุ่มเป้าหมายสามารถใช้ชีวิตอย่างปกติสุขในสังคมนี้ได้

ข้อควรคิด ต้องมองหาอาชีพที่เหมาะสมให้กับกลุ่มเป้าหมายเมื่อเติบโตถึงวัยทำงานหรือในยามที่ร่างกายอ่อนแอ

หาแนวทาง ประสานความร่วมมือให้การช่วยเหลือด้วยความจริงใจ

มาถึงตรงนี้แล้วฉันรู้สึกว่าตัวเองทำงานไม่คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไป อาจเป็นเพราะเราคาดหวังสูงเกินไป

จะสงสารใครดี...สงสารตัวเองที่เอาสิ่งต่างๆเข้ามาไว้ในหัวใจ ..ปล่อยวางซะก็สบาย

มีคำถามเกิดขึ้นในใจ ทำไมไม่นำพระพุทธศานามาใช้ในการส่งเสริมและพัฒนาจิตใจให้เข้มแข็งและกระตุ้นจิตสำนึกรักตนเอง ทั้งกลุ่มผู้ใหญ่ติดเชื้อและกลุ่มเด็ก ก็ถูกคัดค้านว่า ผป.จะเสียขวัญที่เอาพระมาพวกเขาจะคิดว่าชีวิตกำลังจะจากไป อันที่จริงคิดถึงความตายได้นั่นแหละดี จะได้มุ่ง เร่ง ทำความดี ละสิ่งไม่ดีงามเสีย

โอกาสที่จะทำความเข้าใจถึงรสพระธรรมนำจึงถูกมองข้าม จนเด็กเติบโตเป็นผู้ใหญ่

ปัญหาด้ายกายภาพที่สังคมมองเห็นชัดนั้นยิ่งทำให้เขาจำต้องปลดโอกาสของตัวเอง และทิ้งสังคมในที่สุด

และอาจกลายเป็นการเพิ่มปัญหาเรื้อรังของสังคมและวงการแพทย์ที่ไม่อาจลดปริมาณลงได้

เขียน:

ความเห็น (3)

ขอบคุค่ะ น้องอ.อ.นุ 

บางครั้งก็รู้สึกอึดอัด อึดอัดเป็นเช่นไรก็เฝ้ามอง และหาวิธีการช่วยเหลือ

และบ่อยครั้งคิดจะลงมือทำกิจกรรมบ้านนี้พลเมืองดี เอามาเข้าค่ายสัก 3 วัน

มาทำกิจกรรมเสริมสร้างความตระหนัก ฝึกจิตให้สะอาด เข้มแข็ง

รู้ทันความคิดจิตใจเบิกบานด้วยเสียงเพลงแห่งจิตวิญญาณ

ค่อยๆปั้นกล่อมเกลาจิตใจ และความคิด ให้เรียนรู้การดูแลตนเองอย่างผู้มีวินัย 

และเห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์

แต่งานบางอย่างแม้อยากทำอยากช่วยก็ไม่อาจทำได้ ด้วยติดกับของอัตตา

ติืดความอายที่จะให้คนอื่นรู้ว่าไม่รู้

ก็พยายามปล่อยวาง แต่ก็ยังเสียดายเด็ก ที่มองว่าถ้าได้รับการพัฒนา

เขาจะมีคุณค่า และเป็นที่พึงให้คนที่มีปัญหาแบบเดียวกันและจะมีความภาคภูมิใจในตนเอง

มุ่งทำความดี เจริญในธรรม มีดวงจิตมี่ผ่องใสและเบิกบาน

ขอบคุณค่ะพี่ใหญ่ นาง นงนาท สนธิสุวรรณ

ปัญหาเช่นนี้ หากได้รับการยอมรับว่าสามารถช่วยเด็กได้ ด้วยการให้ความรู้

และปฏิบัติฝึกฝนทำความดี เรียนรู้การสร้างกรรมดี เด็กจะได้รับการพัฒนา

น้องเห็นว่าการฝึกจิตให้รู้จักใคร่ครวญ ยั้งคิดจะนำพาให้เด็กทุกคนก้าวพ้น

และสภาวะต่างๆที่สังคมกังวล อาจได้รับการหยุดด้วยการสร้างกรรมดี

ได้แต่ภาวนาของให้เด็กๆมีความสุข บนพื้นฐานแห่งธรรมค่ะ

ขอบคุณค่ะ น้องครูอ้อย 

และขอสวัสดีวันครอบครัวนะคะ

ขอให้มีความสุขในวันครอบครัวค่ะ