- หลังจากได้ชมภาพยนตร์เรื่อง Pacth Adamสิ่งที่ทำให้ประทับใจที่สุดคือลักษระนิสัยของPacth Adamที่เป็นคนที่มีความตั้งใจที่จะเข้าไปเรียนเป็นหมอในมหาวิทยาลัยเพื่อมาช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์โดยไม่สนใจว่าตนเองจะต้องเจอกับความยากลำบาก เจออุปสรรคมากมายก็ตาม เขาเป็นคนที่มีความคิดดีซึ่งอาจจะดูแตกต่างไปจากคนส่วนมากแต่ความคิดของเขาทำให้เขาสามารถเรียนรู้ ปฏิบัติจริงโดยไม่ไปนั่งอ่านแต่ทฤษฎีเพียงอย่างเดียว เขาทำให้ผู้ที่เคยคัดค้านความคิดของเขาให้ยอมรับมันได้ ซึ่งการที่จะเป็นหมอหรือใครก็ตามที่ทำงานเกี่ยวกับการบริการคนไข้ในโรงพยาบาลไม่จำเป็นที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนเองไปวันๆแต่ควรที่จะเอาใจใส่คนไข้ สนใจคนไข้ พูดคุยกับคนไข้บ้าง ทำให้คนไข้มีความสุขโดยการถามคนไข้ว่าเขาอยากทำอะไรแล้วก็ทำให้สิ่งที่เขาต้องการประสบผลสำเร็จ ถึงแม้ว่าคนไข้คนนั้นอาจจะใกล้เสียชีวิตแล้วก็ตามเพราะคนทุกคนย่อมหวังที่จะให้ตนเองมีความสุข แม้จะเป็นวินาทีสุดท้ายของชีวิต ผู้ที่จะมาทำอาชีพทางด้านการแพทย์ควรเป็นผู้ที่รักที่จะช่วยเหลือผู้อื่น เป็นผู้ที่สามารถทำให้คนอื่นมีความสุขได้
- ภาพยนตร์เรื่อง Patch Adam ทำให้ทัศนคติเรื่องการเข้ามาเรียนสาขารังสีเทคนิคไม่ใช่แค่การที่จะพยายามสอบเข้าให้ได้เพื่อเข้ามาเรียนแล้วมานั่งอ่านแต่ทฤษฎีอย่างเดียวเพื่อให้ได้ผลการเรียนที่ดีโดยไม่สนใจที่จะหาวิธีการอื่น ไม่ปฏิบัติจริง จึงทำให้ทัศนคติในการเข้ามาเรียนเปลี่นแปลงไปคือการมาเรียนในสาขาวิชานี้นอกจากจะใช้ความรู้ความสามารถจากทางทฤษฎีแล้ว มันต้องมีการปฏิบัติจริง เรียนรู้ว่าการเป็นผู้ป่วยแล้วไปพบกับบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่สนใจที่จะให้ผู้ป่วยมีความสุข ไม่สนใจว่าผู้ป่วยมีความรู้สึกเช่นไรมันเป็นเช่นไรดิฉันจึงมีคิดที่จะเข้าไปเรียนรู้ ไปดูการรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลจริงว่าเขาทำกันอย่างไร
- จรรยาบรรณวิชาชีพจากภาพยนตร์เรื่องPatch Adamคือผู้ที่จะเป็นบุคลากรทางการแพทย์ไม่ใช่เป็นผู่ที่จะเอาหลักทฤษฎีที่เรียนมารักษาผู้ป่วยทางด้านร่างกายเท่านั้น แต่ควรที่จะคำนึงถึงจิตใจผู้ป่วยด้วยว่าเขารู้สึกเช่นไร หาวิธีการต่างๆ ที่สามารถทำให้ผู้ป่วยมีความสุขได้และการรักษาผู้ป่วยไม่ว่าเขาจะเป็นใคร อาจจะมีฐานะยากจนหรือร่ำรวย หรือไม่ใช่พ่อ แม่ ญาติพี่น้องของเรา เราก็ควรดูแลรักษาเขาด้วยความเต็มใจ อย่างสุดความสามารถ ส่วนจรรยาบรรณวิชาชีพจากการอ่านบทความของศาสตราจารย์ น.พ.ประเวศ วะสีคือการรักษาผู้ป่วยไม่ใช่แค่การนำเอาเทคโนโลยีต่างๆมารักษาผู้ป่วยให้หายป่วยด้วยการแรกกับการจ่ายเงินให้ในราคาที่สูงเท่านั้น แต่การรักษานั้นต้องทำให้ผู้ป่วยมีความสุข ให้ผู้ป่วยได้ทำจิตใจให้สงบ ผ่อนคลายความเครียดซึ่งอาจจะเป็นการนั่งสมาธิ การเล่นโยคะ การได้ทานอาหารที่เป็นประโยชน์ ฯ เช่นผู้ป่วยบางรายไปหาหมอที่โรงพยาบาลแล้วหมอไม่รู้ว่าเป็นโรคอะไรไม่รู้จะรักษาเช่นไรแต่เมื่อผู้ป่วยรายนี้ได้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ นั่งสมาธิทำจิตใจให้สงบก็สามารถทำให้เขาหายจากอาการป่วยที่เป็นอยู่ได้ การรักษาผู้ป่วยจึงไม่จำเป็นต้องรักษาจากเครื่องมือต่างๆก็ได้แต่ควรทำให้ผู้ป่วยหายจากความเครียด ให้มีจิตใจที่สงบและร่างกายที่แงแรง