1)อ่านแล้วเกิดความกระจ่าง และเข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงของน้องสาวของนายบอน ที่เป็นอาจารย์ที่ราชภัฏในเวลานี้ครับ
2) ช่วงที่เธอเรียนปริญญาโท เธอเป็นคนที่ชอบศึกาาค้นคว้า รักที่จะทำงานวิจัยอย่างมาก อยากมีผลงานไปนำเสนอในเวทีต่างๆ
3) เมื่อมาเป็นอาจารย์ราชภัฏเพียง 2 เดือนเท่านั้น ความรู้สึกในข้อ 2 หายไปอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะไม่มีเวลา เตรียมสอนไม่ทัน ถูกใช้งานหนัก
4) นายบอนพยายามหาเทคนิคช่วยสานฝันของน้อง คล้ายๆที่นายรักษ์สุขว่ามา คือ “ทำงานวิจัย ซึ่งเป็นงานวิจัยของคณะฯ โดยทำงานวิจัยร่วมกับนักศึกษา”
แต่นายบอนจะช่วยน้อง ในแบบเรียนรู้ร่วมกัน เอางานวิจัยของน้องมานั่งอ่าน แล้วจะโทรไปถาม ข้อสงสัย
5) ทีแรก น้องสาวเข้าใจ แต่ 1 สัปดาห์ผ่านไป น้องไม่ไหว ไม่เอา เพราะยุ่งกับการอบรม ติดอบรม เป็นวิทยากรอบรม
6) นายรักษ์สุขฉายภาพว่า สอนประมาณ 8 วัน (7+1) 28 คาบต่อสัปดาห์ แต่น้องสาวของนายบอนมากกว่านั้นครับ สงสารเหมือนกัน
7) น้องสาวของนายบอนอยากไปเรียนต่อปริญญาเอก ให้ช่วยมองหาที่เรียน แหล่งทุน 1 สัปดาห์โทรกลับไป เธอไม่ไหวเสียแล้ว เตรียมสอนจนไม่มีเวลาพักผ่อน จะไปเยี่ยมก็ไม่ให้ไปหา ไม่ว่าง ยุ่งตลอด
8) ที่บอกว่า “อย่าทำอะไรเกินหน้าเกินตาใคร” บทเรียนนี้ทำให้น้องสาวของนายบอนต้องปรับตัวหลายอย่างครับ เครียด กดดัน จนมาระเบิดอารมณ์ใส่นายบอน เพราะเครียดมากๆ
9) “ถ้าทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ก็จะต้องยอมรับความเจ็บปวดที่จะตามมา” และ “อย่าทำอะไรเกินหน้าเกินตาใคร ทำเฉพาะที่เขาสั่ง” ก็ต้องมีคนเจ็บปวดอีก ความจริงนายบอนก็อยากจะเขียนบันทึกระบายความรู้สึกแทนน้องในแบบที่นายรักษ์สุขเขียนออกมานี้นะครับ แต่ต้องอดใจไว้ เพื่อไม่ให้น้องสาวกดดันมากกว่านี้
10) “ทำสิ่งที่เขาทำกัน ไปตามน้ำ แล้วจะอยู่รอดปลอดภัย” น้องสาวนายบอนเคยบอกเหมือนกัน ด้วยความรู้สึกเบื่อๆ สักพักความรู้สึกอยากทำในสิ่งที่ถูกต้อง คงจะหายไปจากใจแล้วล่ะครับ เฮ้อ…
11) “สอนให้เด็กฟังนั้นไม่ยาก แต่สอนให้เด็กนำไปใช้ประโยชน์จริง ๆ ได้นั้นยากกว่า” ไปๆมาๆ น้องสาวผมได้รับคำแนะนำว่า สอนให้ครบตามหน้าที่เถอะ คิดแล้วน่าห่วงนักศึกษาเช่นกัน
12) อ่านบันทึกเนื้อหาทำนองนี้แล้ว เกิดความรู้สึกที่รุนแรงครับ ขอแสดงความเห็นเท่านี้ก่อนดีกว่าครับ