น้าจากไปแล้วแต่เรื่องราวของน้าเป็นบทเรียนให้แกพยาบาลที่ได้ดูแล และผมได้รับเรื่องเล่าเรื่อง "วาระสุดท้ายด้วยหัวใจที่รอความหวัง" จากคุณสุพิชชา ทองประสิทธิ์ (พย.ม.) การพยาบาลผู้ใหญ่ พยาบาลวิชาชีพ 7 (ด้านการพยาบาล) งานอุบัติเหตุและฉุกเฉิน โรงพยาบาลพนมสารคาม ฉะเชิงเทรา

               ดิฉันจำได้ว่า  ในเวรเช้าวันหนึ่งขณะที่ดิฉันกำลังปฏิบัติงานที่ตึกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน   ดิฉันได้มีโอกาสพบและดูแลผู้ป่วยหญิงค่อนข้างสูงอายุ  วัยประมาณ 61ปี  มาโดยเปลนอน  รูปร่างของคุณป้าค่อนข้างซูบผอม  ใบหน้าซีด  ดิฉันเข้าไปทักทายตามหน้าที่เนื่องจากยังไม่ทราบว่าคุณป้าเป็นอะไรมา   ดิฉันทักทายคุณป้าเหมือนผู้ป่วยทั่วๆไปที่เข้ามารับบริการ

   ป้าคะ  เป็นอะไรมาคะ

คุณป้าท่านนั้นตอบว่า

มาทำแผลที่หน้าท้อง  แหม  ไม่อยากเปิดให้ดูเลย มันน่าเกลี๊ยด น่าเกลียด

            คุณป้าเน้นเสียง  ท่าทีลุกลน  และคุณป้าเริ่มเปิดผ้าให้ดู  สิ่งที่ดิฉันพบคือ  แผลก้อนเนื้อบริเวณหน้าท้องด้านขวา ที่ยื่นออกมาทางหน้าท้องคล้ายดอกกระหล่ำปลี   ขนาดเท่าผลฝรั่ง  มีDischarge  ซึมชุ่ม   และมีกลิ่นเหม็น   เหม็นจนทำให้ดิฉันผงะ   แต่ยังคงดูแผลให้คุณป้าต่อไป  พร้อมรายงานแพทย์    แพทย์และดิฉันช่วยกันซักประวัติคุณป้า     คุณป้าบอกว่า  เมื่อประมาณปี 2541   คุณป้าตรวจพบมีก้อนเนื้อที่เต้านมข้างขวาขนาดเท่าหัวแม่มือของคุณป้า   และมาพบศัลยแพทย์ที่โรงพยาบาลพนมสารคาม   แพทย์ทำผ่าตัดและส่งไปตรวจชิ้นเนื้อพบว่ามีเซลล์ของมะเร็ง   แพทย์จึงส่งตัวคุณป้าไปยังศูนย์มะเร็ง  ที่จังหวัดชลบุรี   และให้เคมีบำบัดจำนวน  6  ครั้ง  และนัดทำผ่าตัดซ้ำในปี  2542   แต่เนื่องจากมารดาเสียชีวิต  คุณป้าจำเป็นต้องยุติการผ่าตัดตามนัดเนื่องจากหมดกำลังใจ          ต่อมาในปี  2549  คุณป้าเริ่มตรวจพบว่ามีก้อนในท้อง  บริเวณลำไส้  จึงต้องกลับไปทำผ่าตัดที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด  และให้ยาเคมีบำบัดต่ออีก 6 ครั้ง  และให้รับประทานยาต่ออีก 2 ปี  แต่คุณป้าไม่สามารถทนทานต่อฤทธิ์และอาการข้างเคียงของยาได้  เนื่องจากคุณป้ารับประทานอาหารไม่ได้  อาเจียน ร่างกายซูบผอมลง  หลังจากนั้นเคราะห์กรรมเหมือนยังไม่หมดไป  เมื่อเดือนกุมภาพันธ์   2551  คุณป้าพบว่าอยู่ดีๆก็มีก้อนเนื้อโผล่ยื่นออกมาทางหน้าท้องด้านขวา  และเริ่มโตขึ้นเรื่อยๆ  จึงกลับไปพบแพทย์คนเดิม  แพทย์ให้รับประทานยา  แผลแห้งดี  แต่สภาพของคุณป้าไม่สามารถต้านทานได้  คุณป้าเริ่มถ่ายเป็นน้ำทุก 1  ชั่วโมง   ริมฝีปากเปื่อย  มีน้ำเหลืองซึมเยิ้ม  รับประทานอาหารไม่ได้เลย   ตอนนั้นคุณป้าบอกว่ารู้สึกท้อแท้ หมดกำลังใจมาก  จนกระทั่งในที่สุดคุณป้าตัดสินใจหยุดยาเองเมื่อประมาณเดือนมิถุนายน   2551 และไม่กลับไปพบหมออีกต่อไป คุณป้าทนทำแผลเองบ้าง ให้หลานข้างบ้านทำให้บ้าง  จนอาการไม่ดีขึ้นจึงตัดสินใจเข้ามาโรงพยาบาล     ซึ่งเมื่อแพทย์ได้รับทราบประวัติจึงพิจารณาส่งตัวไปรับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลจังหวัด   สถานที่ที่คุณป้าเคยผ่าตัดและรับการรักษา    ก่อนไปดิฉันได้ทำแผลให้คุณป้า  ถึงแม้ดิฉันจะผูก Maskไว้  แต่กลิ่นของแผลที่ขาดการดูแลเนื่องจากความกังวลและไม่กล้าเปิดเผยของผู้ป่วยทำให้สภาพของแผลค่อนข้างไม่ดีเท่าที่ควร   ดิฉันยอมรับว่า  รู้สึกคล้ายอยากอาเจียนใน  Mask  หลายครั้ง จนน้ำตาไหล เนื่องจากกลิ่นที่รุนแรงมาก  แต่พยายามฝืนไว้เพราะเกรงว่าคุณป้าจะเสียกำลังใจ

                เช้าวันรุ่งขึ้นดิฉันได้พบกับคุณป้าอีกครั้ง    ดิฉันตกใจจึงถามคุณป้าว่า

อ้าวป้า  เมื่อวานไม่ได้ไปหาหมอที่โรงพยาบาลจังหวัดเหรอคะ 

คุณป้าตอบว่า

  ไปมาแล้ว  หมอบอกว่าคงไม่ต้องทำอะไร  เพราะถ้าตัดเอาก้อนออก  เลือดจะออกมาก  และสภาพป้าคงจะทนไม่ไหว  

 ดิฉันรับทราบด้วยตนเองว่าหมอคงไม่กล้าบอกอะไรมากไปกว่านั้น  และทำแผลให้คุณป้าต่อไปทุกวันๆละ  2  ครั้ง  ซึ่งมาทราบภายหลังว่า  เด็กสาวคนที่ขับรถมอเตอร์ไซด์มาส่งคุณป้าทุกวันระยะทางเป็นสิบกิโลเมตรนั้นเป็นเพียงหลานสาวข้างบ้าน  ดิฉันจึงบอกว่า เอาอย่างนี้ไหมคะคุณป้า  หนูจะสอนหลานคุณป้าเปลี่ยนแผลให้ในตอนเย็นและทำเบิกอุปกรณ์ไปให้หลานสาวช่วยทำแผลให้   ป้าจะได้ไม่ต้องลำบากมาไกล   ซึ่งอุปกรณ์ดังกล่าวประกอบด้วย  Top Gauze  ขนาดใหญ่     ก๊อสแผ่นและ   พลาสเตอร์  เพื่อให้หลานคุณป้าช่วยเปลี่ยนให้ในตอนเย็น  ไม่ให้น้ำเหลืองไหลซึม  ชื้นแฉะก่อให้เกิดความรำคาญเวลานอน   ดิฉันเฝ้าดูและพูดคุยกับคุณป้าทุกๆวัน  เมื่อเสร็จสิ้นภารกิจ  คุณป้าจะขอบคุณทุกครั้ง  และกล่าวชมเชยมาโดยตลอด   

                วันที่  6   พฤศจิกายน  2551  ดิฉันมองคุณป้าอย่างตกใจเล็กน้อย  เนื่องจากคุณป้ามีอาการบวมบริเวณขาทั้ง 2  ข้าง   และบ่นบวมตึงบริเวณหน้าท้อง  รับประทานอาหารได้เพียงมื้อละ  3-4  คำ   แต่คุณป้าก็อดทนมิได้ปริปากอะไรมากมาย   ดิฉันยังพูดให้กำลังใจเธอต่อไป

                วันที่  8   พฤศจิกายน  2551    คุณป้าใบหน้าซูบซีด   อิดโรยอย่างเห็นได้ชัด   ไม่ค่อยมีแรงแม้แต่จะเดิน   ขาทั้ง 2  ข้างยังบวมมาก   วันนี้ดิฉันให้คุณป้านั่งรถเพื่อขึ้นเตียงทำแผลและพบแพทย์ตรวจ   คุณป้ายังมองและฝืนยิ้ม  พูดคุยตลอดด้วยหัวใจที่มีแต่ความต่อสู้ต่อโรคร้าย   และเป็นเรื่องแปลกที่ดิฉันไม่เคยพบสามีและลูกของคุณป้าเลย   หลังแพทย์ส่งตรวจเลือดพบว่าคุณป้ามีภาวะซีด  ความเข้มข้นเลือดเพียง  18 %  แพทย์จึงบอกให้ป้านอนโรงพยาบาลเพื่อให้เลือด     หลังจากที่ดิฉันเลิกจากงานจึงกลับบ้านและไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อไปเยี่ยมคุณป้าที่ตึกผู้ป่วยในหญิง   ดิฉันยังไม่ลืมซื้อนมไปฝากคุณป้าด้วย   เมื่อไปถึงเตียงคุณป้านอนหลับตา    กำลังได้รับเลือดเป็นถุงที่ 2   ข้างเตียงมีผู้หญิงสูงอายุกว่าคุณป้า  ผมสีดอกเลานอนฟุบอยู่ข้างเตียง   ทราบทีหลังว่าเป็นพี่สาวของคุณป้าเมื่อดิฉันไปยืนข้างเตียงคุณป้าตื่นลืมตาขึ้น  สายตาดีใจที่เห็นดิฉัน   ดิฉันจึงขออนุญาตพูดคุยด้วยและขออนุญาตคุยถึงเรื่องส่วนตัวเพิ่มเติม   คุณป้าทำท่ายันตัวจะลุกขึ้นนั่งและบอกว่า ยินดีมาก  จะได้เอาไว้เป็นที่ศึกษาของคนอื่น    ดิฉันจึงบอกว่าให้คุณป้านอนพักตามสบาย   สิ่งที่สนทนาและได้จากคุณป้าคือ  คุณป้าอยู่บ้านคนเดียว   สามีอายุ   70   กว่าปี  และมีโรคประจำตัวคือความดันโลหิตสูงและเบาหวาน  ไปอาศัยอยู่กับญาติที่กรุงเทพฯนานแล้ว  นานนานจะกลับมาเยี่ยมคุณป้าสักครั้ง   ส่วนบุตร  คุณป้ามีบุตรชายคนเดียวอายุประมาณ 30 ปี  เลิกกับภรรยาแล้ว  ทิ้งบุตรอายุประมาณ  7  ปีไว้ 1  คนและไปทำงานรับจ้างอู่ซ่อมรถที่กรุงเทพฯ ไม่ค่อยได้กลับมาบ้าน   ขณะพูดคุยคุณป้าจะกำพระเลี่ยมทองที่ห้อยคอไว้   ดิฉันจึงบอกว่าให้คุณป้าฝากกับญาติไว้เนื่องจากอาจมีพวกมิจฉาชีพแฝงตัวมากับญาติคนไข้   คุณป้าบอกว่า 

ป้าอยากมีพระไว้คุ้มครอง  ไม่อยากถอดออก 

ดิฉันจึงบอกว่า

ถ้างั้น หนูจะหาพระมาให้ป้าคล้องคอใหม่เอาไหมคะ  ไม่ต้องเลี่ยมทอง ปลอดภัยด้วย  คุณป้าบอกว่า

เอาซิ  แหมหนูใจดีจริงๆ     แต่ขอเป็นหลวงพ่อโสธรนะ  ป้าชอบ 

หลังจากนั้นคุณป้าเล่าเรื่องส่วนตัวว่าตอนนี้ทำกับข้าวกินเองไม่ไหว    ต้องอาศัยหลานและญาติๆข้างบ้านนำไปให้  แต่กินได้ไม่มาก  เลยไม่ค่อยมีแรง

                วันที่   9   พฤศจิกายน  2551    หลังให้เลือดหมด  แพทย์อนุญาตให้คุณป้ากลับไปพักผ่อนที่บ้าน   ดิฉันจึงเดินทางไปเยี่ยมคุณป้าที่บ้าน   ซื้อขนมครกไปฝาก สภาพบ้านของคุณป้าที่ดิฉันพบคือบ้านหลังคาเตี้ย  โบกปูนติดกับพื้น  ภายในบ้านมีฝุ่น  หยักไย่เกาะตามข้างฝาและหน้าต่างและรกมากพอควร  มุ้งเก่าดำ  รอบบ้านมีขยะ  ต้นกล้วยและตอไม้ค่อนข้างรกเนื่องจากอาการเจ็บป่วยจึงไม่สามารถดูแลตนเองและบ้านได้   คุณป้าให้ดิฉันนั่งที่เตียงไม้หน้าบ้านที่คุณป้าใช้นอนเล่นเวลากลางวัน  พื้นเบาะที่ปูเตียงเก่าและดำ  จนเห็นคราบสกปรก  พื้นทางเดินมีแต่ฝุ่น  แต่ดิฉันก็เข้าไปนั่งสนทนากับคุณป้าด้วยความเต็มใจ  ถามถึงอาการเจ็บป่วยของคุณป้าและให้กำลังใจ  คุณป้าดีใจมากที่เห็นดิฉัน  และบอกด้วยความรู้สึกปลงระคนท้อแท้ว่า

  ชีวิตคนเราจะไปกลัวอะไรกับความตาย    เดี๋ยวก็ตายแล้ว 

ดิฉันเฝ้าแต่ปลอบใจและให้กำลังใจ   ให้คุณป้าใช้ธรรมะเข้ามาช่วยปลดเปลื้องจิตใจ   สวดมนต์ก่อนนอน   พร้อมกับมอบหลวงพ่อโสธร  พระศักดิ์สิทธิ์ที่คุณป้าเคารพนับถือไว้เพื่อเป็นกำลังใจแก่คุณป้า    ซึ่งคุณป้าดีใจมาก ยกมือไหว้ดิฉันและพนมมือรับองค์พระไว้ทันที        เช้าวันต่อมาคุณป้ามาทำแผลและอวดองค์พระหลวงพ่อโสธรที่ดิฉันให้ไว้เมื่อวานนี้  และบอกว่าเธอสวมทันทีหลังจากที่ดิฉันกลับแล้ว    และทุกคืนคุณป้าจะนอนกำองค์หลวงพ่อพุทธโสธรไว้ในอุ้งมือและสวดมนต์ก่อนนอนทุกคืน   ดิฉันรู้สึกดีใจและปลื้มปิติเช่นเดียวกัน  ที่คุณป้าตอบรับความรู้สึกดีๆที่ดิฉันมีให้  แม้เพียงน้อยนิดก็ตามที      

จากวันนั้นดิฉันยังไปเยี่ยมคุณป้าที่บ้านอีกและได้มีโอกาสรับรู้สิ่งที่ค้างคาใจของคุณป้าคือ  บุตรชายมักจะโทรศัพท์มาบอกคุณป้าว่า  ….จะมาเยี่ยมแม่ …. หลังคุณป้ารับโทรศัพท์   ในทุกเย็นวันศุกร์คุณป้าจะนั่งเฝ้ารอการกลับมาของบุตรชายจนดึกดื่นและบ่อยครั้งที่เขาไม่กลับมาเยี่ยมแม่ตามสัญญา  ทำให้คุณป้าเสียใจและน้อยใจ   จนเดี๋ยวนี้ ถ้าบุตรชายโทรศัพท์มา คุณป้าจะไม่กล้ารับ   หลานสาวของคุณป้าบอกกับดิฉันว่าแกห่วงลูกชายมากและอยากให้ลูกมาเยี่ยมบ่อยๆ     ดิฉันจึงขอเบอร์โทรศัพท์ของบุตรชายคุณป้า(ซึ่งเคยเห็นดิฉันเข้าไปดูแลคุณป้ามาแล้ว)  และโทรศัพท์ไปขอร้องให้บุตรชายคุณป้าหาเวลากลับมาเยี่ยมคุณป้าบ่อยๆ  เนื่องจากคงเหลือเวลาที่เขาได้มีโอกาสอยู่กับแม่ของเขาอีกไม่นานนักและการให้กำลังใจในครั้งนี้อาจทำให้หัวใจที่กำลังรอความหวังของคุณป้าเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขในวาระสุดท้าย        และดิฉันคิดว่าสักวันหนึ่ง  …..ดิฉันจะได้เห็นสามีและลูกที่คุณป้ารักจะมาให้กำลังใจคุณป้าบ้าง……

เช้าวันที่  20  พฤศจิกายน 2551  คุณป้ามาทำแผลด้วยท่าทางอิดโรย  ญาติเดินประคองมาตลอด  ดิฉันจึงให้พนักงานเปลนำรถเข็นมาให้คุณป้านั่ง  และทำประวัติให้คุณป้าพบแพทย์ตรวจ  คุณหมออยากให้คุณป้านอนพัก  คุณป้าบอกว่าป้ายังไหว   ดิฉันเดินไปจับมือคุณป้าและถามว่า

ป้าเหนื่อยมั๊ยคะ    เพลียไหม   คุณป้าบอกว่า

เหนื่อยเหมือนกัน  แต่ยังไหว  แม้เสียงจะดูเข้มแข็ง  แต่ใบหน้าและดวงตาคุณป้าหม่นหมองมาก  

เช้าวันที่  21  พฤศจิกายน 2551  คุณป้ายังดูเหนื่อย  ปลายมือทั้ง 2 ข้างเริ่มบวมเปล่งขึ้น จนทำให้แหวนที่สวมอยู่เริ่มคับ    ดิฉันเข้าไปนั่งคุยและปลอบโยน   ให้กำลังใจ  และคืนนี้เป็นคืนที่คุณป้ารอคอยบุตรชายที่สัญญาว่าจะกลับมาเยี่ยม   ดิฉันถามคุณป้าว่า

ป้ากลับบ้านไหวไหมจ๊ะ   นอนโรงพยาบาลก่อนไหม  คุณป้าบอกว่า

ยังไหวจ๊ะ  แต่แววตาคุณป้าอ่อนล้าเต็มที   ดิฉันจับมือคุณป้าเบาๆ  สายตาส่งให้กำลังใจ คุณป้ายิ้มน้อยๆให้ดิฉัน   ดิฉันชมคุณป้าต่อว่า

เก่งจริงๆเลยป้า 

เย็นวันนี้แล้วที่ลูกชายของคุณป้าบอกว่าจะกลับมาเยี่ยมตามที่ได้โทรศัพท์บอกแม่ของเขาและบอกกับดิฉันเมื่อ  2  วันก่อน

และแล้ววันที่คุณป้ารอคอยมาตลอดเวลาก็มาถึงจริงๆ  เมื่อคืนวันศุกร์ที่   21  พฤศจิกายน 2551  ลูกชายคุณป้ากลับมาพร้อมด้วยหลานชายคนเดียวของคุณป้าอายุ 7 ขวบ  กลับมาหาคุณป้าที่บ้าน 

เช้าวันเสาร์ที่  22  พฤศจิกายน 2551  เวลาประมาณ  07.30  .  ดิฉันได้รับโทรศัพท์จากลูกชายคุณป้าว่า 

พี่นกหรือเปล่าครับ     ผมโย  ลูกป้าสมัยนะครับ  แม่เขานิ่งไปแล้ว ดิฉันรู้สึกตกใจและบอกกับลูกชายคุณป้าว่า

น้องโยเข้าไปพูดกับแม่ใกล้ๆหูนะ    อยู่เป็นเพื่อนแม่ใกล้ๆ     เดี๋ยวพี่จะไปนะ

ลูกชายเล่าให้ฟังว่า

  เมื่อคืนนี้   แม่เขาอาเจียน  ผมยังเอาถุงอ๊วกไปทิ้งให้  และแกบ่นเพลีย  ผมก็นอนอยู่ใกล้ ๆ แก     พอตื่นเช้ามาผมไปเรียก    แกนอนนิ่งไป

ดิฉันไปเยี่ยมคุณป้าที่บ้าน  เป็นการไปเยี่ยมคุณป้าครั้งสุดท้าย  ครั้งนี้คุณป้านอนหลับตาอยู่บนเตียง      หายใจนานๆครั้ง    ไม่มองหน้าดิฉัน  ไม่ยิ้มทักทายและดีใจเหมือนทุกครั้งที่เห็นดิฉัน  หลานคุณป้ารีบเข้าไปพูดใกล้ๆหูคุณป้าว่า

  ป้า    พี่นกมาแล้ว  พี่นกมาเยี่ยมป้าแล้วนะ  คุณป้าไม่ตอบ  นอนหายใจช้าๆดังเดิม   ญาติถามดิฉันว่า 

หมอ  ต้องเอาไปโรงพยาบาลไหม   ดิฉันตอบว่า  ไม่ต้องหรอกค่ะ  ให้คุณป้านอนหลับพักผ่อนอยู่ที่บ้านเถอะค่ะ  ญาติทุกคนของคุณป้าเห็นด้วยกับดิฉัน

พี่สาวคุณป้าบอกว่า    มันเคยบอกป้าไว้ว่า  ถ้าฉันใกล้ตาย  ฉันขอตายที่บ้านนะ  ไม่ต้องเอาฉันไปกดหน้าอก  ขย่มๆ  มันทรมาน    นี่คือพินัยกรรมชีวิต หรือ  Living  Will  ที่คุณป้าได้เคยสั่งเสียไว้กับญาติเมื่อครั้งยังมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์   

วันนี้ดิฉันมีโอกาสทำแผลให้กับคุณป้าเป็นครั้งสุดท้าย   ก่อนที่คุณป้าจะเสียชีวิตลงในวันที่  23  พฤศจิกายน 2551  เวลา  01.50.  ด้วยอาการสงบ

บทสรุป  

ผู้ป่วยระยะสุดท้ายหรือผู้ป่วยใกล้ตาย  เป็นผู้ป่วยที่หมดหวังจะหายจากโรคและความเจ็บป่วยที่ไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ด้วยวิธีการใดๆ   แนวทางการดูแลจึงไม่ได้มุ่งหวังให้ผู้ป่วยหายจากโรคและมีสุขภาพดังเดิม  แต่เน้นให้ผู้ป่วยได้รับความสุขสบายมีคุณภาพชีวิตที่ดี  มีศักดิ์ศรีใช้ช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ให้มีค่าที่สุด ได้อยู่ใกล้บุคคลอันเป็นที่รักอบอุ่น หลุดพ้นจากความเครียดความวิตกกังวลและความเจ็บป่วยเพื่อจากไปอย่างสงบ  (วันดี  โภคะกุล, 2543)

โครงการดูแลด้านจิตวิญญาณผู้ป่วยระยะสุดท้ายและครอบครัว             ของโรงพยาบาลพนมสารคาม   มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายแบบองค์รวม  ลดการให้การดูแลแบบแยกส่วน  และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการประสานงานระหว่างทีมสหสาขาวิชาชีพและพัฒนาแนวทางระบบการส่งต่อผู้ป่วยระยะสุดท้ายให้ได้รับการดูแลที่บ้าน   ครอบครัวและชุมชน  และอยู่อย่างมีความสุขจวบจนวาระสุดท้ายของชีวิต

                          .....................................................................