พวกเราดีใจกันยกใหญ่ หารู้ไม่ว่ามันเป็นวิชาสุดยอดของหลวงปู่ นึกว่าง่าย พอเอาเข้าจริงๆ ไม่มีใครเรียนสำเร็จสักคน พูด ก็พูดเถอะ ลูกศิษย์หลวงปู่ประเภทใกล้เกลือกินด่าง ขยะเต็มถังทั้งนั้น ที่ท่านจัดกิจกรรมต่างๆ ให้ก็เพื่อให้การงานมีส่วนชำระล้างขยะในตัว จากนั้นจะใส่อะไรลงไปก็เป็นเรื่องง่าย วิชาลม ๗ ฐานนี่แหละ ที่ทำให้หลวงปู่มีอะไรที่ผิดแผกแตกต่างไปจากคนธรรมดา

มีเรื่องขำๆ เล่าให้ฟัง พอมีคนมาเรียกบรรดาแม่ครัวให้ขึ้นไปบนถ้ำ หลวงปู่จะแจกของดี ตอนนั้นมืดแล้ว พวกเราก็รีบกระวีกระวาดปีนบันไดถ้ำกันใหญ่ กลัวว่าขึ้นไปช้าของจะหมด โดยเฉพาะ อีแหมบงกกว่าเพื่อน คุณเธอรูปร่างรึก็ท้วม ก้นใหญ่เชียว ตะลีตะลานปีนเอา...ปีนเอาโดยไม่ยอมหยุดพัก แผล็บเดียวก็นั่งหน้าซีด เป็นลม ฉันเอายาหม่องที่หลวงปู่ทำแจกให้คนถ้ำใช้ (หลวงปู่เป็นหมอยา รักษาโรคได้ด้วย แต่ไม่แสดงตัว) มายื่นให้ อีแหมบ เธอถึงศาลาข้างบนเป็นคนสุดท้าย เพราะมัวเป็นลม หลวงปู่ล้อเลียน อยู่พักหนึ่ง

หลวงปู่ยังปรารภเรื่องการจัดตั้งชมรมเพื่อทำสาธารณประโยชน์ เช่น (ท่านหางานให้ลูกหลานทำเพื่อปฏิบัติขัดเกลาคน มิได้หวังผลของงาน)

ปรับปรุงบริเวณภายในและภายนอกถ้ำให้สวยงาม โดยมิให้ธรรมชาติเสีย

ทำอ่างเก็บน้ำเล็กๆ ๔ แห่ง คือ บนหลังคาถ้ำ ในถ้ำเนินเขา ๒ ข้างบันได

ปรับปรุงบันไดทางขึ้น

ปลูกป่าและไม้ดอกไม้ประดับ

ซ่อมเขื่อนข้างล่างที่ชลประทานสร้างไว้

ท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นายไชยพร สำเภาเงิน เคยมานมัสการหลวงปู่ คุณไก่พามา ท่านรองฯ รับปาก จะดำเนินการเรื่องซ่อมเขื่อน หลวงปู่บอกว่าถ้าพวกเราสามารถรวมตัวกันได้ จัดตั้งเป็นคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่ง ท่านจะอยู่ต่อเป็นแกนนำสักระยะหนึ่ง เมื่องานเสร็จ ท่านจะไปจากที่นี่ ซึ่งก็ออกพรรษาพอดี พวกเราร้องไชโย รีบรับปาก อย่างไรก็ตาม ต่อ มาบางคนที่เราเห็นว่า เช้าถึงเย็นถึง แข็งขันน่าดู ยังล่าถอย เพราะเขามาหาหลวงปู่อย่างมีจุดมุ่งหวังอะไรบางอย่าง ครั้นมิสมอารมณ์หวังก็เลือนหายไป ท่านไม่ว่าอะไรอยู่แล้ว เวลามาก็มากันเอง ไม่ได้ง้อนี่นา เวลาไปก็ไปซิ

เขาเห็นว่าหลวงปู่มีคุณวิเศษในตัวมากมาย คงช่วยเขาได้แน่ๆ แต่หลวงปู่ไม่ใช่พระประเภท เสกน้ำมนต์ พ่นน้ำหมาก ท่านมีแต่ธรรมะล้วนๆ มีแต่หัวใจ และวิญญาณความเป็นครูของจักรวาลอยู่เต็มเปี่ยม

หลวงปู่เขียนบทโศลกขึ้นมาบทหนึ่ง ความว่า

"ลูกรัก... ความเห็นของพ่อมีว่า ถ้าความศักดิ์สิทธิ์ของ ดิน น้ำ ลม ไฟ และฟ้ามีอยู่จริง พ่อก็คิดว่านกที่บินอยู่บนฟ้า ปลาที่อยู่ในน้ำ สัตว์ที่อยู่ในดิน มันคงจะไม่ลำบากขนาดนี้เป็นแน่"

คุณไก่มีภาพหลวงปู่หุงน้ำมันมนต์ (๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๖ วันมาฆะบูชา ตอนนั้นเรายังไม่รู้จักท่าน) มีขนาดใหญ่และเล็ก ภาพใหญ่ ๕๐๐ บาท ภาพเล็ก ๓๐๐ บาท ที่คุณไก่ทำเช่นนี้เพราะต้องการจะหาเงินทุนเป็นรายจ่ายของถ้ำ และเป็นการสนองศรัทธาท่านผู้ใจบุญทั้งหลายที่อยากจะทำบุญกับหลวงปู่ แต่ให้หลวงปู่ ตรงๆ ไม่ได้ เพราะท่านไม่ชอบขอเงินใคร คุณไก่ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ดูแล้วตลก เพราะถ้าหลวงปู่เห็นจะถูกเอ็ดทุกครั้ง ต่อมาเมื่อมีการจัดตั้งชมรมก็มีคณะกรรมการดำเนินงานเรื่องการเงินเป็นกิจลักษณะ

พูดถึงภาพของหลวงปู่ตอนหุงน้ำมันมนต์เป็นภาพที่น่าดูอย่าง ยิ่ง ท่านใช้มือคนในน้ำมันเดือดๆพวกเราตื่นเต้น แต่หลวงปู่บอกว่าของกล้วยๆ ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน อาบังก็ทำได้ ท่านไม่ยอมให้ใครทำเหรียญล็อกเกต หรือวัตถุมงคลใดๆ ที่เกี่ยวกับตัวท่านเป็นอันขาด ท่านจะสร้างด้วยมือของท่านเอง ซึ่งเป็นรูปพระพุทธเจ้า หรือไม่ก็อรหันต์สาวก ที่เห็นๆ ท่านจะทำพระสังกัจจายน์บ่อยที่สุด (หลายรุ่น) ไม่มีการวางจำหน่าย ท่านจะเอาไว้แจกเฉพาะคนที่มาช่วยงานพระศาสนา

พระผงพิมพ์ที่หลวงปู่ทำที่ถ้ำมี ๒ แบบ คือ พระพุทธพิมพ์ปางประทานพร กับพิมพ์พระสังกัจจายน์ หลวงปู่บอกว่า พระสังกัจจายน์เป็นพระโพธิสัตว์องค์แรกของศาสนาพุทธ ฉันได้พิมพ์ปางประทานพรมากับมือของหลวงปู่ในฐานะเป็นแม่ครัวคราวนี้แหละ (พร้อมทั้งลูกอม)

หลวงปู่บอกว่า พระของท่านมิใช่ของวิเศษวิโสอะไร เป็นเพียงของชำร่วยเล็กๆ น้อยๆ ที่ทำขึ้นไว้แจกเป็นของสมนาคุณแก่ผู้มาช่วยท่านทำงาน ท่านไม่มีสิ่งใดจะตอบแทนไปยิ่งกว่านั้น เพราะพระไม่มีรายได้อะไร

อย่างไรก็ตาม หลวงปู่สรรเสริญ "พระสติ" ท่านสอนว่า คน มีสติจะมีสตางค์ใช้ อยู่ที่ไหนก็ไม่อด สติเป็นธรรมที่มีอุปการะมาก

สามียังไม่ได้พระจากหลวงปู่เลย เพราะตอนท่านแจกของเขาไม่อยู่ มาขอตอนหลังท่านทำเฉย เขาน้อยใจเลยไม่ขออีก กว่า จะได้ก็หลังจากนั้นอีกหลายเดือน ท่านเปิดกล่องบรรจุพระเผอิญเหลืออยู่องค์หนึ่ง ดีมากไม่มีใครเหมือน คือปางประทานพรชำรุด (รุ่นนี้หาไม่ได้อีกแล้ว)

ท่านพยักพเยิด "ไอ้หมูอ้วน นี่ไง เอาไปซี มึงยังไม่ได้ไม่ใช่หรือ" เขารีบรับ ดีใจซะไม่มี ถึงจะชำรุด (ไม่ค่อยเต็มพิมพ์) ก็ถือว่าเป็นของดีเสมอ ถ้าหลวงปู่ให้

พวกวัตถุมงคล เช่น พระผง เหรียญ ยันต์ ฯลฯ สรุปแล้วหลวงปู่ทำมาหลายรุ่น ที่ยิ่งใหญ่มากคือ ดาวสุริยะ เป็นจี้ห้อย คอ รูปดาวแฉกๆ ตรงกลางเป็นสวัสดิกะ ตกแต่งด้วยอัญมณีมีค่า อาทิ เพชร ทับทิม ไพลิน บุษราคัม นิล ตามวัน เดือน ปี เกิดของผู้สั่งจอง ฉันมาไม่ทัน

แต่ยังมีที่สุดยอดกว่านั้นอีก คือ พระกริ่งอวโลกิเตศวร ใช้ เลือดหลวงปู่ผสม เป็นพระที่แปลกตรงที่เวลาเขย่าจะไม่มีเสียงดัง กริ๊กๆ แบบพระกริ่งทั่วไป แต่ที่ได้ชื่อว่าพระกริ่งเพราะมีวิธีการสร้าง เหมือนกัน ท่านลั่นวาจาไว้ว่า จะสร้างวัตถุมงคลทำนองนี้ ๑๐ รุ่น เพราะท่านมีหน้าที่ต้องมาหาผู้สืบทอดพระศาสนาให้ได้ ๑๐ องค์ แต่ก็ไม่สามารถหาได้เลย จึงต้องสร้างวัตถุมงคล ๑๐ รุ่นแทน

ตั้งแต่พบหลวงปู่ มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เคยเห็นที่ไหน คือ สวัสดิกะ ท่านบอกว่า ไม่ใช่เครื่องหมายคอมมิวนิสต์ หรือ นาซี แต่เป็นเครื่องหมายแทนธรรมจักรนั่นเอง

หลวงปู่บอกว่า พระในประเทศไทยที่เขียนเครื่องหมาย สวัสดิกะเป็นและใช้เป็น มี ๓ รูปด้วยกัน คือ หลวงพ่อกบแห่งเขาสาริกา หลวงพ่อโอภาสี ท่านที่ ๓ คือ หลวงปู่ (ฉันสรุปเอง ก็เห็นๆ อยู่นี่นา) แล้วก็ถูกคนมองว่า บ้า! เพี้ยน! อย่างไรก็แล้วแต่ เครื่องหมายนี้ไม่ใช่ของเขียนเล่น ถ้าไม่ใช่พระระดับอริยะต้องมีอันเป็นไป ดูฮิตเลอร์เป็นตัวอย่าง เขานำเครื่องหมายนี้มาใช้เพื่อความ มีอำนาจ มีพลัง ยังพบกับความวิบัติในบั้นปลาย ขนาดเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ ให้เอียงเป็นขนมเปียกปูน ยังไม่วาย!

วกกลับมาเรื่องถ้ำกันดีกว่า ธุดงค์ถ้ำไก่หล่นครั้งนี้ คุณยายทองห่อมาด้วย ท่านนอนห้องใต้ถุนศาลา คุณปราณีนอนกุฏิหลวงปู่ อ๊ะ! อ๊ะ! อย่าเพิ่งตกใจ ฟังให้จบก่อน หลวงปู่ไปนอนกุฏิใน อยู่ลึกไปทางหลังเขาโน่น เคยแอบไปดู แหม! บรรยากาศดีแท้ๆ ยังกะอาศรมพระมุนีฤๅษีศีล พอตกเย็นเสียงจิ้งหรีด กรีดกริ่งเรไร หริ่งร้องขรมระงมเสียง... วิเวกวังเวง วิเหวโหว ชอบก๊ล ป่าน ฉะนี้ ปลวกคงกินหมดแล้วแหละ

มาคุยเรื่องคุณยายดีกว่านะ คุณยายทองห่อไม่ใคร่ชอบหน้าคุณปราณีนัก ยายแกหวงหลวงปู่! อาหารที่คุณปราณีทำมาให้แกก็ไม่ยอมกิน สั่งให้ป้าภาที่มาด้วยกันไปเอาที่โรงครัวข้างล่าง ป้าแกแก่แล้ว แกปีนขึ้นลง ๒๐๐ กว่าขั้นเชียวนะ ไม่ไหว! แกก็แอบเอาของคุณปราณีมาให้ คุณยายรู้เข้าก็โกรธ ไล่ป้าภาไปนอนที่อื่น ไม่มีใครถือสา เพราะเห็นว่าชรามากแล้ว เป็นธรรมดา พอแก่ มากๆ ก็กลายเป็นเด็กอีกครั้ง ใครมาฟ้องเรื่องความเจ้าอารมณ์ของคุณยาย หลวงปู่จะฟังเฉย แต่ถ้าอยู่ต่อหน้าคุณยาย ท่านจะกระเซ้าเย้าแหย่แรงๆ ท่านเรียกคุณยายว่า "หญิงห่อ" ฟังผิวเผินเหมือนเป็นเรื่องตลก แท้จริงหลวงปู่กำลังให้ธรรมะข้อคิดแก่คุณยาย และทุกๆ คนที่กำลังเดินทางไปสู่ความแก่และความตายในที่สุด

ส่วนคุณยายจะกระฟัดกระเฟียด เมื่อหลวงปู่ว่าแรงๆ ประเดี๋ยวเดียวก็หายโกรธ เป็นอยู่อย่างนี้ ว่าก็ว่าเถอะ ผู้เขียนสนใจวิชาดูโหงวเฮ้งคน เห็นหน้าผากคุณยายแล้วก็ไม่อยากถือสา ก็หน้าผากคุณยายมีนิดเดียว เรียกว่าตีนผมแทบจะชนกับคิ้ว หน้าผากคือความคิด (สมอง) เมื่อหน้าผากเสีย ความคิด (สมอง) ก็เสีย คนถ้าความคิดเสีย อะไรๆ ก็พลอยเสียไปหมด

บ่ายวันที่ ๑๐ เมษายน บรรดาพระเณรและเหล่าสานุศิษย์ทั้งหลาย ตกลงกันว่าจะมีพิธีสรงน้ำหลวงปู่ เนื่องในวันสงกรานต์ ทุกคนช่วยกันปิดเงียบ ไม่แพร่งพรายให้ท่านรู้ เกรงท่านปฏิเสธ และก็เป็นเรื่องที่แปลก วันนั้นไม่รู้เป็นอย่างไรหลวงปู่มีอาการง่วง เหงาหาวนอนตั้งแต่เช้า หลังจากฉันเพลแล้ว ท่านบอกพวกเราว่า อยากพักผ่อน ห้ามรบกวน ว่าแล้วท่านก็ให้คนยกเตียงพับจากศาลา ไปไว้ที่ถ้ำ ตรงหลืบโพรงข้างในซึ่งท่านไม่เคยนอนกลางวันมาก่อน

พวกเราช่วยกันจัดสถานที่สรงน้ำตรงกลางถ้ำจัดโต๊ะหมู่บูชาตั้งเก้าอี้ให้หลวงปู่นั่งเตรียมดอกไม้ ธูปเทียน โอ่งบรรจุน้ำลอยดอกมะลิกับกลีบกุหลาบเหยาะน้ำอบไทย เสร็จแล้วก็นั่งคอยกันหน้าสลอนแต่เงียบกริบ เงียบจนได้ยินเสียงดังงิ้งๆ ในหู นานๆ ก็แว่วเสียงนกร้องมาแต่ไกล คอย....คอย....และแล้วหลวงปู่ก็ค่อยๆ โผล่มาจากหลืบถ้ำด้วยสีหน้าที่งัวเงียเคร่งขรึมผิดกว่าทุกครั้ง พวกเรานิมนต์ให้ท่านนั่งบนเก้าอี้ที่เตรียมไว้ ท่านนั่งพร้อมกับกวาดสายตา ไปรอบๆ เงียบไม่พูดอะไร

พิธีสรงน้ำเริ่มแล้ว หลวงปู่สรงน้ำพระพุทธรูปบนโต๊ะหมู่บูชาก่อน จากนั้นพระเณรสรงน้ำหลวงปู่ สุดท้ายเป็นฆราวาสสรงน้ำพระ

หลวงปู่สำทับ "เร็วหน่อย กูจะหนาวตายอยู่แล้ว"

ตลอดเวลาของพิธีสรงน้ำ ท่านแจกยันต์สวัสดิกะ มีพ่อค้าชาวจีนมากับคณะเจ๊ป้อม ถวายเงินให้หลวงปู่ด้วยความศรัทธา สีหน้าและแววตาแสดงความซื่อกับจริงใจ หลวงปู่ทำท่าชะงักนิดหนึ่ง แล้วท่านก็ยื่นเงินคืนให้ ปากก็พูดว่า "เอ้า! กูให้มึง"

เขาทำท่างงๆ คนอยู่ใกล้บอกว่าหลวงปู่ไม่ชอบรับเงินใครง่ายๆ ถ้าอยากทำบุญจริงๆ มอบให้พระอื่นก็ได้ พอดีหลวงพี่หมออยู่ตรงนั้น เขาจึงมอบให้ หลวงพี่รับไว้เป็นเงินกองกลางของวัด

ตอนนี้มีการถ่ายรูป แสงแฟลชวูบวาบสักครู่หนึ่ง หลวงปู่ปรามว่า "ถ่ายกันพอหรือยัง"

เสร็จพิธีท่านให้โอวาทด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ นุ่มนวลเป็นงานเป็นการว่า

"เอาละ ท่านทั้งหลายก็ได้พร้อมอกพร้อมใจจัดพิธีนี้ขึ้นมาด้วยความกตัญญูรู้คุณต่อครูบาอาจารย์....ด้วยมุทิตาจิต....เราขอขอบใจ"

ประโยคหลังเสียงเย็นก้องเข้าไปในโสตประสาทสให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกแก่ผู้ฟัง บางคนเกิดปีติจนน้ำตาคลอ ท่านใช้คำว่า "เรา" แทนคำว่า "กู" ฟังแล้วให้ความรู้สึกแปลกใหม่ ท่านพูดนานพอสมควร จับใจความบางตอนได้ดังนี้

"ที่จริงเราไม่ได้เป็นคนหยิ่ง หรือจองหองอะไรเลย แต่ที่เราคอยหลบผู้คนที่มาหา ไม่ต้อนรับเขาทั้งๆ ที่เขาอุตส่าห์ตะเกียกตะกายขึ้นมา ก็เพราะเราไม่ต้องการให้ใครมาศรัทธาหรือกราบไหว้ เรามาบวชเพียงหวังจะศรัทธาตัวเอง ซึ่งทุกคนก็สามารถทำตรงนี้ได้ เราไม่ใช่คนที่วิเศษวิโสอะไร ที่จริงเราสงสารเขานะ ไม่ใช่ไม่สงสาร แต่คิดไปคิดมา หลวงปู่สงสารตัวเองดีกว่า.... แค่นี้พอนะ ชักหนาว วันนี้ไม่รู้เป็นอะไร ง่วงเหงาหาวนอนตั้งแต่เช้า.... "

สุดท้ายหลวงปู่ให้ศีลให้พร ทุกคนก้มลงกราบด้วยความปลื้ม ปีติไปตามๆ กัน

วันที่ ๑๑ เมษายน หลังฉันเพล พระเณรก็เดินทางกลับนครปฐม ความเงียบเหงามาแทนที่อีกครั้ง หลังจากจอแจมาร่วม ๑๐วัน ๑๐ คืน หลวงปู่ได้พักผ่อนกายและใจอย่างเต็มที่ เพราะตลอดระยะเวลาของการธุดงค์นั้นหลวงปู่รับศึกทุกด้านทั้งๆ ที่ท่านบอกแต่แรกว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยว ไหนจะควบคุมเรื่องอาหารการกิน ไหนจะอบรมพระเณร เรื่องแม่ครัวอีก แขกที่มาถ้ำเพื่อปรึกษาปัญหาชีวิต ฯลฯ น่าเหนื่อยแทนจริงๆ แต่ไม่เห็นท่านปริปากบ่นว่า เหนื่อย หรือรำคาญ ถึงพระเณรจะกลับหมดแล้ว ท่านก็มิได้อยู่นิ่งเฉย ท่านพูดเสมอว่า

"ลูกรัก...วันหนึ่งๆ หายใจเข้าๆ ออกๆ คิดทำอะไรให้แก่โลก บ้าง เมื่อมีลมหายใจก็มีชีวิต เมื่อมีชีวิตก็มีพลัง พลังมี ๒ ประเภท คือ พลังบวก กับ พลังลบ ทีนี้ก็อยู่ที่ว่าเราจะใช้พลังไปในทางบวกหรือลบ"

พวกเราเก็บเต็นท์กลับบ้าน สุดแสนอาลัยอาวรณ์บรรยากาศ ป่าเขาลำเนาไพรเสียเหลือเกิน ทำอย่างไรได้ล่ะ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้น แล้วก็สลายไป จะไปอาลัยอาวรณ์ถึงมันอยู่ไย มีชีวิตอยู่กับปัจจุบันจะดีกว่า

คืนนั้นฝนตกลงมาอย่างหนัก หลังจากอั้นมาเป็นเวลานาน ก่อนหน้านี้ฝนทำท่าตั้งเค้าหลายครั้งแล้ว หลายคนบอกหลวงปู่ว่า อย่าให้ฝนตกเลย สงสารพระเณร ท่านแกล้งพยักหน้าหงึกหงัก แต่แปลกฝนไม่ตกจริงๆ ทั้งๆ ที่เมฆตั้งเค้าดำทมึน ฝนจะตกรอบๆ เขา เว้นตรงกลางที่ถ้ำ คนที่เดินทางมาถ้ำจะแปลกใจที่มาถึงถ้ำแล้วไม่มีฝน ในขณะที่พวกเขาเพิ่งฝ่าพายุฝนมาหยกๆ

วันที่ ๑๓ เมษายน พระเณรไปรับบาตรที่กรุงเทพฯ แถวโรงเจ วัดคลองเตยใน ที่ที่หลวงปู่เคยอยู่มาก่อน วันนั้นฝนตกหนัก เราไม่ได้ไป ได้ข่าวว่าพระเณรเปียกปอนไปตามๆ กัน แต่ผู้คนที่นั่นมีศรัทธา ถึงฝนตกก็ปักหลักสู้ไม่ถอย ได้ข้าวสารอาหารแห้งมากมาย ซึ่งหลวงปู่สั่งให้คนวัดจัดแบ่งแจกจ่ายไปตามโรงเรียน ต่างๆ จนหมด สำหรับการตักบาตรที่โรงเจวัดคลองเตยใน ช่วงสงกรานต์จะมีทุกปี เรียกว่าเป็นประเพณีระหว่างวัดอ้อน้อยกับคนในชุมชนนี้ เพราะทุกคนมีความผูกพันกับหลวงปู่มาแต่เก่าก่อน

วันที่ ๑๕ เมษายน มีการทำบุญตักบาตรช่วงเช้าที่วัด ตอนบ่ายเป็นเรื่องการสรงน้ำพระ ซึ่งก็เป็นประเพณีทุกปีเช่นกัน ทางบ้านนำของไปร่วมทำบุญด้วย ค้างหนึ่งคืนแล้วกลับตอนเที่ยง ไม่ได้อยู่สรงน้ำพระ เพราะจิตใจจดจ่อแต่หลวงปู่ ยิ่งรู้ว่าท่านจะอยู่อีกไม่นาน เรายิ่งต้องตักตวงเวลาอยู่กับท่านมากๆ ก่อนจากวัดมา จำได้ว่าตอนกลางคืนวันที่ ๑๔ เมษายนได้สนทนากับหลวงพี่หมอถึงเรื่องของหลวงปู่ในอดีตที่ผ่านมา พูดถึงพระองค์ที่ ๑๐ ที่วัด ท่าซุงกล่าวขวัญถึงเรื่องนี้เคยได้ยินมานานมากแล้ว แต่ตอนนั้นไม่สนใจ ไม่เคยคิดว่าจะมาเกี่ยวพันกับหลวงปู่

พระองค์ที่ ๑๐ ที่หลวงพ่อฤๅษีลิงดำกล่าวถึง ที่แท้หมายถึงหลวงปู่นั่นเอง (อ่านรายละเอียดในบทแทรก) หลวงพี่หมอเล่าว่า ตอนนั้นท่านเป็นนักศึกษาแพทย์ ติดตามหลวงปู่ไปวัดท่าซุงเพื่อแสดงมุทิตาจิตในโอกาสที่หลวงพ่อฤๅษีลิงดำได้เลื่อนสมณศักดิ์ ก่อนหน้าที่หลวงปู่จะไปถึง หลวงพ่อได้บอกเหล่าสานุศิษย์ไว้ว่าวันนี้ จะมีพระสำคัญมาวัด เป็นพระหนุ่ม ให้ทุกคนสังเกตให้ดี หลวงพ่อ ยังบอกตำหนิต่างๆ (รายละเอียดตรงนี้ไม่มี) ที่จะให้ลูกศิษย์สังเกตไว้

ครั้นพอถึงเวลาหลวงปู่ไป ไม่มีใครรู้ เพราะหลวงปู่หน้าตาธรรมดาไม่มีมาดอะไร รู้สึกจะเป็นพระระดับเลขาของหลวงพ่อฤๅษีออกมาพบ แต่เขาไม่ให้ความสนใจอะไร หลวงปู่ขอเครื่องนอน เขายังทำท่าแสยะใส่ บอกว่าไม่มี หนำซ้ำยังตำหนิหลวงปู่อีกว่า เป็นพระภาษาอะไรไม่รู้จักเตรียมพร้อม อะไรๆ ก็ไม่มีมา หลวงปู่ไม่ว่าอะไร ท่านเอาจีวรปูนอนง่ายๆ

รุ่งขึ้นเช้าเริ่มมีลางบอกเหตุ หลวงพี่หมอเล่าว่า ท่านตื่นประมาณตี ๔ ภาพที่เห็นแล้วรู้สึกประทับใจมาก คือ ภาพหลวงปู่เดินจงกรมอยู่ริมแม่น้ำสะแกกรัง (หลวงปู่ไม่ได้ข้ามฟากไปอยู่วัดสร้างใหม่สท่านคงพักที่ศาลาหลังเก่าริมแม่น้ำ) เป็นอิริยาบถที่งดงาม มาก ซึ่งหลวงพี่หมอไม่เคยเห็นมาก่อน

อีกตอนหนึ่ง เวลาที่หลวงปู่สรงน้ำ เกิดเสียงร่ำลือว่า แม่น้ำสะแกกรังไหลย้อนกลับ ผู้คนเริ่มโจษจันกันปากต่อปาก เรื่องนี้หลวงพี่ไม่ขอยืนยัน เพราะท่านไม่เห็น สามีฉันเคยถามหลวงปู่ว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ท่านให้คำอธิบายว่า ท่านจะสรงน้ำแต่มีผักตบชวาขึ้นเต็มไปหมด จึงใช้มือแหวก น้ำก็ไหลย้อนไปตามแรงมือ คนเอาไปพูดเลอะเทอะ

พอหลวงพ่อฤๅษีลิงดำไขความว่า นั่นแหละ คือพระที่ท่านเอ่ยถึง เท่านั้นแหละ อะไรๆ ก็เปลี่ยนไปหมด พระรูปที่ทำท่าไม่ต้อนรับท่านครั้งแรก มากราบขอโทษ หัวเราะแหะๆ พูดเสียงอ่อยๆ ว่า "ผมไม่ทราบครับ"

ผู้คนเริ่มมารุมล้อม จนในที่สุด หลังงานหลวงปู่ถึงกับลมจับ ป่วยไปหลายวัน ไอของคนนี่ ทั้งร้อนและเหม็นที่สุด สำหรับหลวงปู่ ผู้ซึ่งมีสัมผัสผิวและจมูกไวกว่าคนธรรมดา ตอนหลวงปู่เทศน์มีคนฟังธรรมกันล้นหลาม สุดท้ายถึงกับถอดเครื่องประดับเพชรนิลจินดา ใส่ถาดถวายหลวงปู่ แต่ท่านยกให้วัดท่าซุงหมด

หลวงพี่หมอบอกว่าเป็นการแสดงธรรมที่ใช้พลังมากที่สุด ไม่เคยเห็นหลวงปู่แสดงธรรมครั้งไหนยิ่งใหญ่อย่างนี้เลย หลวงพี่บอกว่า ท่าทางของหลวงปู่เปลี่ยนไปจากพระหนุ่ม เป็นพระผู้ใหญ่ ที่สง่างามและเคร่งขรึม จากนั้นมาใครๆ ก็เรียกท่านว่าหลวงปู่ ใครที่ชอบถามว่า ทำไมจึงเรียกท่านว่าหลวงปู่ ท่านยังหนุ่มอยู่เป็นหลวงปู่ได้อย่างไร ฯลฯ คงได้คำตอบกันแล้วซินะ

หลวงพี่หมอเคยเรียกท่านว่า "หลวงพี่" ครั้นใครๆ เรียก "หลวงปู่" จนติดปาก ท่านเลยเรียกว่าหลวงปู่บ้าง

คืนนั้นหลังจากที่สนทนากับหลวงพี่หมอแล้ว ก็ขึ้นไปนอนบนศาลาหอฉัน ช่วงที่ฉันมีความรู้สึกเคลิ้มๆ ใกล้จะหลับ ก็เห็นผู้หญิง สาวสวยคนหนึ่งนั่งคุกเข่าอยู่ปลายเท้า ทำท่าเหมือนกำลังจัดอะไรอยู่ ในพาน สวมชุดไทยสไบเฉียงสีเขียวอมทอง มีกระบังหน้าที่ศีรษะ เครื่องประดับวูบวาบ ผิวผ่องใสสวยงามกว่ามนุษย์ทั่วๆ ไปที่เคยพบเห็น ฉันตกใจสะดุ้งตื่นจากภวังค์ ภาพนั้นก็หายวับไปทันที ไม่กล้าปลุกสามีซึ่งหลับอยู่ข้างๆ มันกลัวอย่างบอกไม่ถูก จึงชัก ผ้าห่มคลุมโปง ร้อนก็ร้อน เหงื่อแตก สุดท้ายก็เพลียหลับไป ตื่นเช้าไปเล่าให้ป้าเยาว์ฟัง ป้าทำปากห่อตาโตกระซิบว่า

"นั่นแหละๆ แม่ศรีนวล" ถามว่าแม่ศรีนวลเป็นใคร ป้าเล่าว่า แม่ศรีนวลเป็นวิญญาณอมตะ ติดตามหลวงปู่มาหลายชาติแล้ว เดิมหลวงปู่เป็นทหารรักอยู่กับแม่ศรีนวลซึ่งเป็นหญิงสูงศักดิ์ เมื่อลงเอยกันไม่ได้ นางก็ตัดสินใจฆ่าตัวตาย (บ้างก็เล่าว่า นางตรอมใจตาย) หลวงปู่ปลูกศาลเพียงตาเล็กๆ ไว้ริมสระ หน้ากุฏิเก่าของท่าน เรื่องนี้เท็จจริงอย่างไรยกให้ป้าเยาว์นะคะ

ยังมีเรื่องเกี่ยวกับแม่ศรีนวล ที่หลายคนเล่ากันต่อๆ มาดังนี้ (อ่านแล้วโปรดใช้วิจารณญาณด้วย เท็จจริงอย่างไรไม่ขอยืนยัน)

หลวงปู่มักปลูกต้นไม้กลางดึก เพราะอากาศไม่ร้อนและต้นไม้ มีโอกาสพักฟื้นนาน แม่สีนวลจะมาสนทนาเป็นเพื่อนเสมอ มีเณรเห็นหลวงปู่พูดอยู่คนเดียวบ่อยๆ ฉันฟังแล้วไม่ทราบจะพูดอย่างไร ไม่กล้าออกความเห็น

ปีก่อนโน้นมีเณรมาบวช แล้วลงว่ายน้ำในสระ เกิดจมน้ำตาย ทั้งๆ ที่ว่ายน้ำเป็น แม่ศรีนวลบอกหลวงปู่ว่าอยากได้เด็กผู้ชายไปเป็น ลูกสักคน เธอคงมาเอาวิญญาณของเด็กคนนี้ไป พ่อแม่ของเด็กไปดูหมอมา หมอดูทำนายว่าจะหมดอายุ พ่อแม่จึงพามาบวชเพื่อสะเดาะเคราะห์หนีตาย แต่ก็หนีไม่พ้น ตอนงมศพขึ้นมา ใบหน้าของเด็กยิ้ม สงบ แสดงว่าเต็มใจตาย หลวงปู่บอกว่าเด็กเคยเป็นญาติกับแม่ศรีนวล แต่ท่านก็ขัดเคืองศรีนวลเหมือนกัน เพราะได้ขอชีวิตเด็กไว้แล้ว ซ้ำยังสั่งพระไว้ล่วงหน้าว่า จะมีเหตุการณ์อย่างนี้ เกิดขึ้น แต่ก็ยังช่วยชีวิตของเด็กไม่ได้ ตอนหลังหลวงปู่ไม่ให้แม่ศรีนวลอยู่ในวัด

พูดถึงหลังวัดมีอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล มีสระน้ำ กุฏิใหม่ของหลวงปู่สร้างอยู่กลางเกาะเล็กๆ มีต้นไม้ล้อมรอบ ต้นกล้วยและต้นไม้นานาชนิดขึ้นรกครึ้ม บรรยากาศวังเวงน่ากลัว โดยเฉพาะเวลาค่ำคืน ใบกล้วยยามโดนลมพัดจะแกว่งไกวไปมาเหมือนปีศาจเริงระบำ บรื๊อ! ขนลุก สระน้ำมีความลึกพอสมควร สีของน้ำเขียวอื๋อ มีสะพานไม้เล็กๆ ยื่นลงไป เดินลงไปเคาะสะพาน สักครู่ ฝูงปลาดุกจะแหวกว่ายมะรุมระตุ้มอยู่รอบๆ โอ้โฮ! ตัวใหญ่ ดำมะเมื่อม ไม่ไหวๆ มันน่ากลัวไปหมด เผ่นดีกว่าเรา ทางเข้ากุฏิ หลวงปู่ถูกปิด มีป้ายเขียนว่า "ห้ามเข้า" ต้นการเวกหน้าซุ้มทางเข้าเฉาตาย คงตรอมใจที่หลวงปู่ไม่กลับ (พูดเอง) เล่ากันว่า ในกุฏิของ ท่านมีงู ตัวต่อ มาอาศัยอยู่

ครั้งหนึ่งหลวงปู่อาพาธพอฉันยาเกิดอาการแพ้ ท่านให้ตัวต่อ ต่อยที่ศีรษะ ๑๔ ตัว เช้าตื่นขึ้นมาหน้าบานเป็นพัดใบตาล หาย แพ้ยาทันที เรียกว่าใช้พิษแก้พิษ แต่พอหายจากแพ้ยาก็มารักษาพิษตัวต่อ เราคนธรรมดาโดน ๓ ตัวสลบ ๗ ตัวตาย! อันนี้เรียกว่า เป็นความสามารถเฉพาะตัว มิควรลอกเลียนแบบโดยเด็ดขาด!

อีกครั้งท่านเล่าว่า พาพระเณรไปธุดงค์แล้วขังพวกพระเณรไว้ในถ้ำแห่งหนึ่ง โดยเอาหินปิดปากถ้ำ มีงูพิษร้ายตัวหนึ่งจะเลื้อยเข้าไป หลวงปู่เห็นว่าถ้าปล่อยมันเข้าไปอย่างนั้น พระเณรในถ้ำต้องได้รับอันตรายแน่ๆ ท่านจึงตัดสินใจยื่นเท้าข้างหนึ่งออกไปให้มันกัด แล้วรีบนั่งสมาธิ ใช้ลมหายใจสกัดกั้นพิษไม่ให้แล่นเข้าสู่หัวใจ พิษถูกขับออกมาทางผิวหนัง (วิชาลม ๗ ฐาน)

เช้าขึ้นมาผิวหนังจะมีสีช้ำเป็นจ้ำๆ ปัสสาวะเป็นสีเลือดคล้ำๆ นี่กระมังที่เรียกว่าเป็นวิถีของพระโพธิสัตว์ มีเมตตาต่อทุกชีวิตอย่างประมาณมิได้

มีตำรวจพลร่มรายหนึ่ง กินยาผิด โดนยาพิษ หลวงปู่ช่วยชีวิตไว้ ท่านให้เขานั่งแล้วจี้สกัดจุดอยู่ด้านหลัง ทำให้อาเจียน นึกถึงท่าทางของหนังจีนกำลังภายในก็แล้วกัน

คุณไก่พารองผู้กำกับตำรวจซึ่งรู้จักคุ้นเคยกันพร้อมภรรยามากราบหลวงปู่ คุณนายมีโรคประจำตัวคือ โรคหัวใจ เมื่อต้องมาปีนบันไดถ้ำถึงกับเป็นลม ร้อนถึงหลวงปู่ต้องลงไปรักษาโดยขอปากกาจากฆราวาสคนหนึ่งจี้จุด สามีอยู่ในเหตุการณ์เล่าให้ฟังว่า พอหลวงปู่จี้จนฟื้น คุณนายลุกขึ้นเดินลิ่วราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

หลวงปู่ยังสามารถฝังเข็มรักษาโรค แต่ท่านไม่ค่อยรับรักษาใครง่ายๆ เคยเห็นท่านฝังเข็มตัวเองเพื่อลดไข้ ท่านยังบอกว่า "ถ้ำไก่หล่น" เป็นที่รวมของพลังเร้นลับ เหมาะสำหรับทำพิธีกรรมต่างๆ ท่านจึงเลือกเป็นสถานที่สร้างพระเครื่อง นัยว่าเพื่อถวายแด่ในหลวง

บทแทรก พระองค์ที่ ๑๐

มีครอบครัวหนึ่งนิมนต์พระ ๙ รูป มาทำบุญบ้าน พอถึงวันงาน พระ ๙ รูปก็ประหลาดใจที่มีพระหนุ่มรูปหนึ่งมานั่งที่หัวแถวรออยู่ก่อนแล้ว กลายเป็น ๑๐ รูป แต่ไม่มีใครพูดจาทักท้วงแต่ประการใด ครั้นถึงเวลาสวด เสียงของท่านไพเราะดังกังวานจับใจ ถึงเวลาฉัน ก็สำรวมสงบเงียบ

จนในที่สุดเจ้าคณะจังหวัด ซึ่งเป็นพระผู้ใหญ่ในที่นั้น เป็นผู้เอ่ยถามขึ้นว่า ท่านเป็นพระมาจากไหน พระรูปนั้นล้วงลงไปในย่าม หยิบใบสุทธิขึ้นมาแสดง แต่ก็เก่าคร่ำคร่า แถมไม่ใช่กระดาษ แต่เป็นใบไม้ (ตรงนี้ไม่แน่ใจว่า จะถูกต้องหรือไม่ เพราะฟังมาอีกต่อ) ทุกรูปนิ่งอึ้งงุนงง ถึงเวลากลับ ท่านก็ลุกเดินลงบันไดไป เจ้าภาพวิ่ง ตามหลังออกไปดูก็ไม่เห็นท่านเสียแล้ว ถามคนที่บันไดว่าเห็นพระรูป เมื่อตะกี้ไหม คนที่นั่งแถวนั้นบอกว่า ไม่มีใครเดินผ่านมาทางนี้เลย เรื่องนี้หลวงพ่อฤๅษีลิงดำเล่าให้เหล่าสานุศิษย์ฟัง มีการอัดเทปไว้

หลวงพ่อเล่าว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นสมัยท่านยังเป็นพระหนุ่ม พระรูปที่ท่านเอ่ยถึงได้รับสมญานามว่า "พระองค์ที่ ๑๐" หลายคนบอกว่านั่นแหละคือ "หลวงปู่พระครูเทพโลกอุดร" ท่านเป็นพระที่มีตำนานพิสดารยืดยาว สนุกสนานตื่นเต้นเร้าใจที่สุด มิน่าเล่า ผู้คนถึงคลั่งไคล้ใหลหลงกันนัก ถึงกับสละชีวิตทั้งชีวิตเพื่อตามหาท่าน ถ้าพระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์ชีพอยู่ พระองค์จะตรัสประการใดหนอ อยากรู้จัง? ใครตอบได้ ช่วยตอบทีเถอะ

แล้วไม่ทราบว่า หลวงปู่พระครูเทพโลกอุดรเอย พระองค์ ที่ ๑๐ เอย มาเกี่ยวข้องกับหลวงปู่ของเราได้อย่างไร?