อืมมม อันนี้เจี๊ยบไม่แน่จะนะ เพราะได้ไปสัมผัสอยู่ช่วงหนึ่งอ้ะ แต่รูปแบบการเรียนของกก็คือ จะมีครู Facilitator มาแนะนำ แล้วก็จะมีหัวเรื่องมาให้เด็ก ๆ เลือกว่าเด็กแต่ละคนอย่างจะเรียนรู้เรื่องอะไร ก็เลือกไปได้ตามความพอใจเลยแล้วเด็กไปศึกษามาเอง โดยให้นำเสนอในลักษณะของ Project โดยเด็กคิดโปรเจ็คเอง ว่าจะทำอะไรแบบไหนบ้างแต่จะมี ครู Facilitator คอยช่วยเหลือแนะนำและสอดแทรกความรู้ในเชิงทฤษฎีเข้าไปให้ช่วย เช่นถ้าเด็กจะทำ Project ทำขนม เช่น วุ้น เด็กก็ต้องไปศึกษาไปค้นมาว่าวุ้นมันทำอย่างไร ต้องเตรียมอะไรบ้าง จากนั้นก็มาลงมือทำใน Project ครู Facilitator ก็จะเป็นผู้ช่วย และแนะนำและสอดแทรกเนื้อหาที่เป็นวิชาการลงไปให้เพิ่มเช่น ในการทำวุ้น ต้องรู้อัตราส่วน ครู Facilitator ก็จะให้เด็กชั่งตวงวัดเอง จากนั้นก็สอน วิชาคณิตศาสตร์ การชั่ง ตวง วัด การบวก-ลบ-คุณ-หาร สอนวิทยาศาสตร์ เช่น เรื่องการผสมสาร สมบัติของสะสาร ของแข็ง ของเหลว สอนศิลปะ เรื่องการผสมสี การออกแบบ และการตกแต่งวุ้นให้สวยงามน่ากิน เหล่านี้เป็นความรู้ที่จะแทรกเข้าไป แต่ไม่ได้มาสอนกันแบบ Passive learning แต่ให้ learning by doing เลย โดยสุดท้ายเด็กต้องมีสรุป Project ที่ทำให้ ครูและผู้ปกครองฟังว่าจากการทำ โปรเจ็คนี้เขาได้รับอะไรบ้าง ก็ประมาณนี้ค่ะ คือผู้บริหารเขาบอกว่าเอา Constructivism มาใช้ และเขาเริ่มตั้งแต่อนุบาลเลย ตอนนี้รู้สึกจะมีถึง ระดับ ม.2 แล้ว แต่ในรายละเอียดดิฉันยังไม่ทราบนะคะ เพราะว่า ไม่ได้ทำงานที่นี่โดยตรง เพียงเป็นศิษย์เก่าของที่พระจอมเกล้าธนบุรี แล้วก็มีเพื่อนทำงานอยู่ ก็พอจะได้ไปสัมผัสมาบ้างค่ะ แต่ข้อเสียก็คือ เด็กจะมีความมั่นใจในตัวเองสูง จึงค่อนข้างจะก้าวร้าวนิดหน่อย แต่เขาก็มีเหตุผลนะคะ คือเพราะเชื่อความคิดตัวเองมากไป อันนี้ครูและพ่อแม่ก็ต้องเพิ่มเรื่องศีลธรรมจรรยาให้อีก แต่ดิฉันมองว่าเป็นก้าวแรกที่ดีที่เดียวในการพัฒนาเด็กไทย แต่ทุกฝ่ายคงต้องร่วมมือกัน
อันนี้ต้องถามคุณกอลฟ์ว่า เห็นว่าแบบนี้เป็น Constructivism เต็มรูปแบบหรือป่าวค่ะ