P ภูสุภา

  • ฮึ ฝากไว้ก่อน

 

 

P  Sasinand

 

ผมคิดว่า จะเป็นเพียงการ "เปลี่ยนเรื่องเล่น" ธรรมดาครับ

หมดเรื่องนี้ ก็จะไปเข้าเรื่องอื่น มีเรื่องอื่นมา panic ได้เสมอ ช่วงไหนถี่ ช่วงไหนห่าง แล้วแต่ยุค ยุคนี้ก็ถี่หน่อย

โลกส่งสัญญาณบอกว่า "เต็มกลืน" แล้ว ด้วย global warming ซึ่งที่มา ก็มาจากกิจกรรมของมนุษย์ที่ "เกินพอดีไปเยอะ"

กิจกรรมที่เกินพอดีนี้ ตัวชี้วัดก็คือตลาดอนุพันธ์ทั้งโลกรวมกัน ใหญ่กว่าเศรษฐกิจที่แท้จริงจะรองรับได้ และเศรษฐกิจที่แท้จริง ก็โตกว่าการตอบคำถามพื้นฐานเรื่องปัจจัยสี่ไปเยอะ

ธรรมชาติของตราสารอนุพันธ์คือการทวีให้เห็น "ของจริง" ให้ขยายกว่าเดิมด้วย leverage factor

อย่างเช่น หากซื้อ long หรือ short position ของ set index future ได้ โดยใช้เงินเพียงนิดเดียวของมูลค่าที่เป็นไปได้เต็มตามสัญญา ทำให้หาก set index เปลี่ยน สถานะที่ถืออยู่ ก็จะเปลี่ยนเร็วกว่า set index นับสิบเท่า วันไหนดัชนีเปลี่ยนแรง ๆ คนที่ย่ามใจเล่นเกินกำลัง มักต้องโดนบังคับขายแบบ force sell ตามมา ก็เป็นการที่ฟองสบู่ลูกเล็กแตก

แต่หากเป็นรายใหญ่ยักษ์ล้ม ผลก็จะเป็นอีกเรื่องแล้ว

การ"สะดุด" ของระบบการเงินด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม จะทำให้เกิดการล้มเป็นโดมิโนเสมอ

วิกฤติบ้าน เป็นกรณีตัวอย่างที่เป็นไปได้หนึ่งเท่านั้น

global warming ยังไม่ประทุเลยนะครับ

เรื่องระเบิดประชากรศาสตร์ก็เป็นอีกเรื่อง (สังคมชราภาพ) ที่ผ่านมา ยังเป็นเรื่องภายในของบางประเทศเท่านั้น แต่ต่อไป จะเป็นกันมากขึ้น

แถมประวัติศาสตร์สอนว่า หลังวิกฤติเศรษกิจระดับโลก ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่าง ๆ จะแย่ลงมาก เป็นสิ่งที่จะตามมา ส่วนหนึ่งคือนักการเมืองแก้ปัญหาภายในไม่ได้ ก็จะหาเรื่องทำสงครามกับเพื่อนบ้าน เพื่อให้ลักธิชาตินิยมเป็นกาวยึดให้คนเห็นตัวเองเป็นผู้นำต่อไป ตัวอย่างก็เห็น ๆ อยู่ไม่ไกล คงไม่ต้องขยายความอีก หรือประเทศที่แข็งแกร่งทางทหาร อาจมองว่ามีวิธี "การค้าที่ไม่ต้องลงเงิน" แบบใหม่ ที่ล้วงจากประเทศอื่นโดยสงคราม ก็มีให้เห็น แม้ยุคปัจจุบัน

เป็นฟองสบู่ซ้อนฟองสบู่ จะให้ไว้ใจเต็มร้อยว่าไม่ประทุแตก ผมไม่เชื่อ เพียงแต่ไม่คิดว่า จะมาแตกพร้อมกัน น่าจะทะยอยแตกไปเรื่อย ๆ ตราบเท่าที่ยังมีเหตุปัจจัยอยู่

แต่ผมก็ไม่ได้หดหู่เพราะตรงนี้ แม้ความรู้สึกจะมองแง่ร้าย แต่ผมใช้เหตุผลในการตัดสินใจครับ ไม่เอาความรู้สึกของตัวเองมาเกี่ยว เป็นเรื่องของการ "make believe"