เป็นบทความที่ตรงใจมากเลยค่ะ
และเนื่องจากดิฉันจบ กิจกรรมบำบัด และกายวิภาคศาสตร์มาเหมือนกัน
พอมาเจอบทความดีดีและน่าสนใจจึงอยากจะเล่าประสบการณ์บางส่วนที่เคยได้รับจากรุ่นพี่ที่จบกายวิภาคศาสตร์มาเหมือนกันว่า
รู้จักกับรุ่นพี่บางคนที่จบโทกายวิภาคศาสตร์ด้วยกัน
พอไปทำงานจริงๆ แล้วปรากฏว่า
ไม่ได้ทำเพียงแต่การสอนในวิชาชีพที่ตนจบมา (กายวิภาคศาสตร์) เพียงอย่างเดียว
แต่ต้องไปการสอนวิชาอื่นๆ ที่ตนเองไม่มีประสบการณ์ และความรู้ที่เพียงพอ
(ประมาณว่าพอรับอาจารย์เพิ่มแล้วก็ให้ทำทุกอย่างแบบ over all เลยทีเดียว)
ฉะนั้นในวิชาที่ผู้สอนไม่มีความรู้และความเชียวชาญเพีิยงพอ
จะทำให้การเรียนการสอนต่างๆ ติดขัด ทั้งทางด้านการสอน และการเรียนรู้ของนักศึกษา
ที่จะได้รับความรู้ไม่เพียงพอ หรือไม่รู้จริงในหัวข้อ หรือวิชาที่อาจารย์ผู้สอนไม่มีความรู้ หรือไม่ได้จบทางด้านนั้นมาโดยเฉพาะ
แต่ทางมหาวิทยาลัยต้องการประหยัดงบประมาณในการจ้างอาจารย์ที่จบวิชาชีพเหล่านั้นมาโดยตรง จึงต้องให้คนที่จบวิชากายวิภาคศาสตร์ไปสอนทั้ง สรีระวิทยา พยาธิวิทยา เป็นต้น
ดังที่ได้กล่าวไปแล้วนั้นนี่คือประสบการณ์ของรุ่นพี่ที่จบแล้ว และออกไปทำงานจริง
ดังนั้นเมื่อเหตุการณ์เช่นนี้ก็จะทำให้ผู้ที่ทำงานไม่มีความสุขกับการทำงาน และเกิดภาวะสมองไหลอย่างที่อาจารย์ได้กล่าวไปแล้วค่ะ
สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณบทความและ้ข้อคิดดีๆ เกี่ยวกับระบบการศึกษาไทยด้วยค่ะ