สวัสดีค่ะอาจารย์
เดิมที่โรงเรียนบ้านนอกห่างไกล คนในชุมชนยังไม่เข้าใจบทบาทและหน้าที่ที่มีต่อการจัดการศึกษา
คณะกรรมการก็ยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับ พรบ.การจัดการศึกษา ชุมนและคณะกรรมการไม่ให้ความสนใจกับการมีส่วนร่วมมากนัก เพราะขาดความมั่นใจ เวลาประชุมก็ไม่อยากมา
ภายหลังโรงเรียนได้ขอสนับสนุนทุนการวิจัย ฯ จาก สกว.ภาคโรงเรียนมีปัญหามากกับการมีส่วนร่วม พยายามอยู่อย่างมาก หาวิธีพูดให้เป็นภาษาชาวบ้าน ให้เกียรติ ยอมรับความคิดเห็น ยกย่องและสอดแทรก พรบ. ให้ฟัง ผลงานวิจัยฉบับนั้นล้มเหลวจากการมีส่วนร่วม
ต่อมา..ได้เปลี่ยนผู้บริหารคนใหม่ ได้ออกไปเยี่ยมพบปะชาวบ้าน (โรงเรียนนี้ไม่มีครูในท้องถิ่น มีแต่เดินทางเช้าไป เย็นกลับจากอำเภอและจังหวัด) นัดประชุมบ่อย ๆ ประชุมใหญ่ ประชุมย่อย (โฮมรูมผู้ปกครองกับครูที่ปรึกษา)
จัดกิจกรรมที่ให้ชาวบ้านและคณะกรรมการมามีส่วนร่วมเช่น
กิจกรรมค่ายบูรณาการ (โครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้โดยชุมชนมีส่วนร่วม) กิจกรรม CSR กับสิ่งแวดล้อม โดยเชิญคณะกรรมการฯและคนในชุมชนมาเป็นวิทยากร เรียนรู้ร่วมกับนักเรียน (นักเรียนเรียกบุคคลเหล่านั้นว่าคุณครู)
ช่วยกันสร้างปัจจัยภาพใน คือ...ให้นักเรียนเก่งมีความสามารถด้านต่าง ๆ จัดเวทีให้นักเรียน และเชิญคนในชุมชนเข้ามาร่วม
เชิญประธานกรรมการ (ผู้ใหญ่บ้าน/อบต.) มาเป็นประธานแทบทุกงานจัดให้นักเรียนเป็นตัวแทนแสดงแทนครู เช่นการกล่าวต้อนรับ การกล่าวขอบคุณ ฝึกให้นักเรียนเคารพ กราบไหว้คนทุกคนในชุมชน
กิจกรรมเช่นนี้ดำเนินมาเป็นเวลาเกือบ 2 ปี ในปัจจุบันคณะกรรมการศึกษาและคนในชุมชนเข้ามาร่วมกิจกรรมของโรงเรียนเกือบเต็มร้อย
กิจกรรมทีทำร่วมกันในปัจจุบันคือ กระบวนการสร้างจิตสาธารณะสู่นักเรียนโดยชุมชนมีส่วนร่วม (โรงเรียนต้นแบบคุณธรรมชั้นนำ)
แต่ทุกกิจกรรมยังไม่ได้ยืนยันด้วยระเบียบ หรือกระบวนการวิจัย แต่ทั้งนี้พวกเรามีข้อสนเทศจากการทำวิจัย PAR มาแล้วเมื่อปี 2547-2548
ขอขอบคุณค่ะที่ได้แสดงความคิดเห็น
ด้วยความเคารพอย่างสูง
นพวรรณ พงษ์เจริญ โรงเรียนวิทยสัมพันธ์
สพท.พิษณุโลก เขต 3