ท่าทีของมนุษย์ต่อความตาย เมื่อได้ทราบความจริงดังที่กล่าวมาแล้ว
ตามความเข้าใจของคนทั่วไป ความตายถือเป็นปรากฏการณ์ของชีวิตที่มี ความหมายเชิงลบ คือไม่ว่าจะพิจารณาความตายในแง่ไหน สำหรับคนทั่วไปแล้วย่อมเห็นว่าความตายเป็นสิ่งไม่ดี และไม่น่าพึงประสงค์เสียทั้งหมด ความเข้าใจในลักษณะดังกล่าวนี้ได้ก่อให้เกิดท่าทีของ การปฏิเสธความตาย แสดงออกในรูปแบบต่าง ๆ การหลีกเลี่ยงที่จะพูดเสวนาหรือแม้แต่นึกถึงความตายก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของการปฏิเสธความตาย
ท่าทีการปฏิเสธความตายดังกล่าวนี้มีผู้ตั้ง ข้อสังเกตได้ว่า ในสังคมตะวันตกหรือสังคมที่ได้รับอิทธิพลจากตะวันตกยุคนี้ กามารมณ์เคยเป็นสิ่งต้องห้ามฉันใดมาถึงยุคนี้ความตายได้กลายเป็นสิ่งที่ไม่ควรพูดถึงฉันนั้น
ความตายเป็นเรื่องที่ไม่น่าพิสมัย ไม่มีใครอยากพูดถึงทั้ง ๆ ที่ทุกคนรู้ว่าสักวันหนึ่งตนเองจะต้องตามแต่เพราะความสับสนทางอภิปรัชญาในสังคมสมัยใหม่ ทำให้คนพยายามลืมความจริงข้อนี้เสีย โอกาสที่จะเรียนรู้หรือสร้างความคุ้นเคยกับความตายซึ่งเป็นความจริงที่แน่นอนของชีวิตก็ย่อมขาดหายไป เมื่อถึงคราวที่จะต้องเผชิญกับความตายซึ่งเป็นความจริงที่แน่นนอนของชีวิตก็ย่อมขาดหายไป
เมื่อถึงคราวที่จะต้องเผชิญกับความตายไม่ว่าจะเป็นของผู้ที่ใกล้ชิดผูกพันโดยเฉพาะอย่างยิ่งความตายของตนเอง ความไม่พร้อม ความไม่เข้าใจ ความโศกเศร้าฟูมฟายก็มักจะเกิดขึ้นเสมอ การที่สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นนั่นเป็นเพราะการมีท่าทีที่ไม่ถูกต้องต่อความตายนั่นเอง ไม่ว่าอย่างไรทุกคนจะต้องเผชิญกับความตายนั่นเอง ไม่ว่าอย่างไรทุกคนจะต้องเผชิญกับความตายอย่างแน่นอน ดังนั้นการเรียนรู้เพื่อเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับความตายจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลย
พุทธศาสนากลับมีท่าทีที่สะท้อนให้เห็นถึงการตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของความตายอย่างยิ่งยวด หากจะพิจารณาถึงท่าทีของพุทธศาสนาที่สะท้อนให้เห็นถึงการตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของความตายดังกล่าวในแง่นี้เราสามารถพิจารณาความตายออกเป็น ๒ สถานะคือ...
ความตายในฐานะสิ่งที่ควรเรียนรู้ หมายถึง เป็นความตายที่ยังไม่ใช่ความตายจริง เป็นลักษณะการถือเอาประโยชน์จากความตายหรือใช้ความตายเป็นสิ่งจะสร้างประโยชน์ให้กับชีวิตและความตายในฐานะความตายที่แท้จริง
อะไรคือความตาย ในฐานะสิ่งที่ควรเรียนรู้
พุทธศาสนาเห็นว่าความตายเป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่เราสามารถถือเอาสาระประโยชน์ได้หลายอย่าง ด้วยการพิจารณาความตายในแง่มุมต่าง ๆ ท่าทีของการเห็นคุณค่าหรือการให้ความสำคัญต่อความปรากฏอยู่ในหลักธรรมต่าง ๆ
อภิณหปัจจเวกขณ์ ๕
อภิณหปัจจเวกขณ์เป็นธรรมะที่ทุกคนควรพิจารณาอยู่เนือง ๆ มีดังนี้
ชราธัมมตา ควรพิจารณาเนือง ๆว่าเรามีความแก่เป็นธรรมดาไม่ล่วงพ้นความแก่ไปได้
พยาธิธัมมตา ความพิจารณาเนือง ๆ ว่าเรามีความเจ็บเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความเจ็บป่วยไปได้
มรณาธัมมตา ควรพิจารณาเนือง ๆ ว่าเรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้
ปิยวินาภาวนา ควรพิจารณาเนือง ๆ ว่าเราจักต้องมีความพลัดพรากจากของรักของชอบทั้งสิ้น
กัมมัสสกตา ควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เรามีกรรมเป็นของตนเราทำกรรมใด ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม จักต้องเป็นทายาทของกรรมนั้น
เมื่อกล่าวเฉพาะความตาย มีพุทธพจน์ที่อธิบายเพิ่มเติมความว่า...
“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์อะไร
สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต จึงควรพิจารณาเนือง ๆ ว่าเรามีความ
ตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความมัว
เมาในชีวิตมีอยู่แก่สัตว์ทั้งหลายซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายประพฤติทุจริต
ด้วยกาย วาจา ใจ เมื่อเขาพิจารณาฐานะนั้นอยู่เนือง ๆ ย่อมละความมัว
เมาในชีวิตนั้นได้โดยสิ้นเชิง หรือทำให้เบาบางลงได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
เพราะอาศัยอำนาจประโยชน์นี้แล สตรี บุรุษ คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต จึง
ควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เรามีความตายเป็นธรรมดา ไม่ล่วงพ้นความตาย
ไปได้ ”
อภิณหปัจจเวกขณ์ ๕ เป็นหลักธรรมสำคัญที่มุ่งให้มนุษย์ได้พิจารณาความจริงของชีวิตว่า ทั้งความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพรากจากของรักของชอบใจ และความเป็นเจ้าของแห่งกรรม เป็นเรื่องธรรมดา เมื่อเกิดสิ่งนี้ขึ้นก็ไม่ควรมี ความประหลาดใจอันใด อย่างไรก็ตามโดยความเป็นจริงแม้ทุกคนอาจจะยอมรับว่าในสภาพความเป็นจริงของชีวิตดังกล่าว
แต่หากเราไม่ใส่ใจพิจารณาอยู่เสมอ ๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์ให้มีอันต้องประสบกับความจริงของชีวิตเช่นนั้นก็อาจจะปรับใจให้ยอมรับไม่ทัน
ดังนั้นเมื่อพัฒนาสภาพการรับรู้ในความเป็นจริงของชีวิตไม่ว่าจะเป็น ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพราก และความเป็นเจ้าของแห่งกรรม ให้เป็นความรู้ที่แนบแน่นอยู่กับความเข้าใจจนเห็นเป็นเรื่องปรกติธรรมดาจริง ๆ เราจะต้องฝึกฝนพิจารณาถึงอยู่เนือง ๆ หรือสม่ำเสมอ ในชีวิตประจำวัน