เหตุใดมนุษย์ต้องมีสภาพ  เป็นสิ่งที่ต้องตาย   พุทธศาสนามีหลักธรรมที่ให้คำอธิบายต่อประเด็นดังกล่าวได้เป็นอย่างดีอยู่  2  หมวด   คือหลักธรรม ที่เรียกว่า   ไตรลักษณ์และหลักธรรมที่ปรากฏในเรื่องสังสารวัฏ

มีอะไรในไตรลักษณ์

ก่อนอื่นต้องทราบก่อนว่าพุทธศาสนาจำแนกธรรม  หรือสิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่ทรงตัวอยู่  ออกเป็น   ๒  อย่าง   คือ...  

สังขตธรรม   หมายถึง  ธรรมที่ถูกปรุงแต่งได้แก่ธรรมที่มีปัจจัย  สภาวะที่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่งขึ้น  สภาวะที่ปัจจัยทั้งหลายร่วมกันแต่งสรรค์ขึ้น   สิ่งที่มีปัจจัยประกอบเข้าหรือสิ่งที่ปรากฏและเป็นไปตามเงื่อนไขของปัจจัย  เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  สังขาร  ซึ่งมีรากศัพท์และคำแปลเหมือนกัน    หมายถึง  สภาวะทุกอย่างทั้งทางวัตถุและทางจิตใจ  ทั้งรูปธรรมและนามธรรม  ทั้งที่เป็นโลกียะและโลกุตตระ   ทั้งที่ดี ที่ชั่ว  และที่เป็นกลาง   ๆ  ทั้งหมด  เว้นแต่นิพพาน

อสังขตธรรม   หมายถึงธรรมที่ไม่ถูกปรุงแต่ง  ได้แก่  ธรรมที่ไม่มีปัจจัย  หรือ  สภาวะที่ไม่เกิดจากปัจจัยปรุงแต่ง  ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของปัจจัย   เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า   วิสังขาร   ซึ่งแปลว่าสภาวะปลอดสังขาร   หรือสภาวะที่ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง  หมายถึง  นิพพาน

พุทธศาสนาเห็นว่า   ทุกสิ่งที่มีสภาพเป็นสังขตธรรม   หรือสังขารธรรมย่อมตกอยู่ภายใต้กฎธรรมชาติที่เรียกว่า   ไตรลักษณ์   หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า  สามัญญลักษณะ   แปลว่า   ลักษณะทั่วไปของสิ่งทั้งหลาย   ลักษณะ  ๓  ประการ คือ

อนิจจตา  คือ ความไม่เที่ยง  ความไม่คงที่   ความเปลี่ยนแปลง  ความไม่ยั่งยืน   ภาวะที่เกิดขึ้นแล้วเสื่อมและสลายไป

ทุกขตา  คือ  ความทุกข์  ความคงทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้  ภาวะที่ไม่สมบูรณ์มีความบกพร่องหรือขัดแย้งอยู่ในตัว


อนัตตตา  คือ  ความไม่ใช่ตัวตน   ความไม่มีตัวตนที่แท้จริง

มนุษย์ในฐานะสิ่งที่มีสภาพเป็นสังขตธรรม   หรือ  สารขารธรรม  หรือสิ่งที่เกิดจากปัจจัย ปรุงแต่งย่อมจะต้องมีความเป็นไปตามลักษณะทั้ง  ๓   เหมือนกับสิ่งอื่น ๆ   อย่างไม่มีข้อยกเว้น  เพราะกฎธรรมชาติหรือไตรลักษณ์นี้เป็น  ธรรมธาตุ  คือภาวะที่ทรงตัวอยู่โดยธรรมดาเป็นธรรมฐิติ  คือ  ภาวะที่ตั้งอยู่หรือยืนตัวเป็นหลักแน่นอนอยู่โดยธรรมดาเป็น ธรรมฐิติ   คือภาวะที่ตั้งอยู่หรือยืนตัวเป็นหลักแน่นอนอยู่โดยธรรมดา  ไม่ว่าพระพุทธเจ้าจะเสด็จอุบัติขึ้นหรือไม่เสด็จอุบัติขึ้นก็ตาม  สังขตธรรม  หรือ สังขารธรรมทั้งหลายก็ย่อมจะมีลักษณะเป็นไปเช่นนั้นเอง   ดังพุทธพจน์ที่ว่า

สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง  สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์  ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา

ความตายหากมองจากกรอบของไตรลักษณ์  ก็คือรูปแบบหนึ่งของอนิจจตา  และทุกขตา  หรือความไม่เที่ยง  ความคงทนเป็นสภาพชีวิตอยู่อย่างเดิมไม่ได้หากแต่ต้องแตกสลายหรือตายไปเป็นธรรมดา  ในอีกแง่มุมหนึ่งหากพิจารณาให้ละเอียดลงตามหลักปรมัตถ์   ความเป็นอนิจจตาและทุกขตา  หรือความไม่เที่ยงความเปลี่ยนแปลงตลอดจนความตายย่อมเกิดขึ้นกับมนุษย์หรือนามรูปนี้อยู่ทุกขณะตลอดเวลา  

ตอนนี้จึงสามารถสรุปได้ว่า  สาเหตุพื้นฐานที่ทำให้มนุษย์หรือนามรูปนี้   เป็นสิ่งที่ต้องเสื่อมสลายหรือตายไป  แท้จริงก็คือสภาพความเป็นสิ่งปรุงแต่ง   หรือเป็นสังขตธรรมซึ่งเป็นคุณลักษณะของมนุษย์นั่นเอง

 

สังสารวัฏเป็นอย่างไร...?

ได้กล่าวไปแล้วว่า  สภาพความเป็นสังขตธรรม   หรือสิ่งปรุงแต่งอันเป็นคุณลักษณะประจำของมนุษย์นั่นเอง  คือสาเหตุพื้นฐานที่ทำให้มนุษย์เป็นสิ่งที่ต้องตาย...  

อย่างไรก็ตาม  คำถามเกี่ยวกับสาเหตุของความตายอีกประการหนึ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้ก็คือ   ในเมื่อเกิดเป็นมนุษย์แล้วก็ต้องตายในที่สุด   แล้วเหตุใด  หรือเพราะอะไร  จึงทำให้มนุษย์ต้องเกิดขึ้นมาเพื่อที่จะต้องเดินไปสู่ความตาย  อย่างไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้เช่นนี้...?  

-->  หากพิจารณาจากข้อเท็จจริงง่าย  ๆ   ก็จะพบว่า  เพราะเกิดมานั่นเองมนุษย์จึงต้องตาย  ถ้าไม่เกิดก็ไม่ต้องตาย    ในการตอบปัญหาดังกล่าว   พุทธศาสนาชี้ให้เห็นความจริงว่า   แท้จริงแล้วมนุษย์หรือตัวเราเป็นผลของการหมุนเวียน   สัตว์ทั้งหลายทุกรูปทุกนามต่างต้องท่องเที่ยววนเวียน    เกิด  แก่  เจ็บ  ตาย   อยู่ในภพภูมิต่าง ๆ   อย่างไม่มีวันสิ้นสุด  สภาพเช่นนี้เรียกว่า  สังสารวัฏ  เพื่อให้เกิดความเข้าใจว่าเหตุใดมนุษย์จึงต้องเกิดขึ้นมาเพื่อที่จะต้องประสบกับความตาย  หรือเหตุใดมนุษย์หรือสัตว์ทั้งหลายจึงต้องเวียนเกิดเวียนตายไม่รู้จบสิ้น

 

เรามาดูถึงสาระสำคัญของสังสารวัฏ

สังสารวัฏ  คือ  การเวียนเกิด  เวียนตาย  อยู่ในโลกหรือวงจรแห่งทุกข์  อีก  นัยหนึ่ง  สังสารวัฏ  ก็คือวังวนหรือภาวะที่ต่อเนื่องกัน  เป็นเหตุเป็นปัจจัยของกันและกันเป็นวงกลม   ซึ่งเป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายต้องท่องเที่ยวหรือเวียนว่ายตายเกิดสังสารวัฏประกอบด้วย   องค์  ๓   คือ  กิเลส   กรรม  และวิบาก  

ตามหลักพุทธศาสนา  ชีวิตไม่ใช่สิ้นสุดเมื่อบุคคลตาย  เพราะตราบเท่าที่บุคคลยังมีกิเลสและกรรมอยู่   ชีวิตใหม่หรือชาติหน้าจะต้องมีอยู่ด้วย  นั่นคือความตายในชีวิตปัจจุบันจะนำไปสู่การเกิดใหม่  ซึ่งก็จะนำไปสู่การตายอีก  วนเวียนไปเช่นนี้เรื่อยไปจนกว่าบุคคล จะรู้แจ้งความจริงอยู่เหนือกฎแห่งกรรมได้  จึงจะหยุดและสิ้นสุดการเกิด แก่  เจ็บ  และตาย

กิเลส    หมายถึง    สภาพที่ทำให้จิตใจเศร้าหมอง  สิ่งที่ทำให้จิตใจขุ่นมัวรับคุณธรรมได้ยาก  เป็นสิ่งสกัดกั้นไม่ให้ถึงความบริสุทธิ์  สะอาด  ทางกาย   วาจา  และใจ  ได้แก่สภาวธรรม   ๑๐  อย่าง  คือ

โลภะ    คือ  สภาวะที่อยากได้   ปรารถนา  และยินดีในอารมณ์ทั้ง ๖  ที่น่าใคร่น่าพอใจ

โทสะ    คือ  สภาวะที่มีความหยาบกระด้าง  ดุร้าย ขุ่นมัวเผาผลาญจิตใจ

โมหะ    คือ  สภาวะที่หลงในอารมณ์  คือไม่รู้ตามความเป็นจริงของสภาวธรรม

มานะ    คือ  สภาวะที่ถือตัว  ไม่ยอมลงให้ใคร  ลำพองในใจ  ทำให้กระด้างอวดหยิ่งยโส

ทิฏฐิ     คือ  สภาวะที่มีความเห็นผิดจากความเป็นจริง  ด้วยความยึดติดกับอารมณ์ที่ตนเห็นเท่านั้น

วิกิจฉา  คือ  สภาวะที่มีความสงสัย  เพราะไม่ปลงใจ  โลเล  เพราะไม่แน่ใจในอารมณ์

อุทธัจจะ  คือ  สภาวะที่ทำให้ฟุ้งซ่านไม่สงบในอารมณ์

อหิริกะ  คือ  สภาวะที่ไม่ละอายและหดหู่  และไม่หลีกเลี่ยงต่อบาป

อโนตตัปปะ  คือ  สภาวะไม่เกรงกลัว   ไม่สยดสยองต่อบาป  และความชั่ว

สภาวธรรมทั้งหลายเหล่านี้  เป็นเหตุให้บุคคลประกอบกรรมต่าง  ๆ  ขึ้น

-->> กรรม    หมายถึง  การกระทำที่ประกอบด้วยเจตนา หรือมีความจงใจในการกระทำ  กล่าวอีกนัยหนึ่ง  เจตนาในกรรมนั่นเองจัดเป็นกรรม   ดังพุทธพจน์

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม  บุคคลจงใจแล้วย่อมกระทำกรรมทางกาย  ทางวาจา  ทางใจ

กรรมที่ประกอบด้วยเจตนา  โดยเฉพาะเจตนาที่มีตัณหาหรือความอยากเป็นแรงผลักดัน   ถือว่าเป็นกรรมที่สามารถทำให้สัตว์ทั้งหลายต้องหมุนเวียน  หรือ  กรรมที่ทำให้วนเวียนอยู่ในสังสารวัฏ  ตัณหาดังกล่าวก็คือ...

ความอยากได้อยากมีในสิ่งใด  เรียกว่า   กามตัณหา  

ความยากเป็นอย่างนั้นอย่างนี้  เรียกว่า  ภวตัณหา  

ความไม่อยากเป็นอย่างนั้นไม่อยากเป็นอย่างนี้    เรียกว่า   วิภวตัณหา  

ตัณหาเกิดจากความไม่รู้สภาวธรรมตามเป็นจริง   แล้วก็เกิดความคิดปรุงแต่งซึ่งก่อให้เกิดความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจ  แล้วก็เป็นเหตุให้เกิดความอยากขึ้นตามความพอใจ  หรือความไม่พอใจนั้น ๆ   เมื่อมีความอยากซึ่งเรียกว่า  ตัณหา  นี้แล้วจึงมีเจตนาในการกระทำ  เมื่อมีการทำลงไปด้วยเจตนาก็เป็นกรรม  เมื่อกระทำกรรมเช่นนี้แล้ว  ผลของกรรมหรือวิบากย่อมตามสมควรแก่กรรมนั้น  ๆ  ซึ่งจะเป็นพลังส่งให้ผู้กระทำกรรมไปสู่ภพภูมิที่เหมาะสมเมื่อผู้กระทำกรรมตายลง   ดังพุทธพจน์ว่า  

สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน  เป็นทายาทของกรรม   มีกรรมเป็นสิ่งให้กำเนิด  มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์  มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย   กรรมเป็นตัวกำหนดจำพวกสัตว์ให้ทรามหรือประณีตต่างกัน

-->> วิบาก   หมายถึง   ผลกรรมที่บุคคลทำไว้นั่นเอง   สภาพชีวิตคือการที่ต้องประสบกับความสุขความทุกข์   เมื่อมนุษย์ยังมีกิเลสตัณหาอยู่   ก็จะถูกผลักดันให้  ทำกรรม   เมื่อทำกรรมแล้วย่อมจะได้รับผลแห่งกรรม  คือ   วิบาก   เมื่อมีวิบากหรือขันธ์อยู่ที่ยังไม่สิ้นไปซึ่งกิเลส  ก็เป็นเหตุให้การกระทำกรรมอีกวนเวียนเป็นวัฏจักรเช่นนี้เรื่อยไปจนกว่า  เหตุปัจจัยแห่ง  วัฏจักร หรือสังสารวัฎนี้จะสิ้นลง

การที่กิเลสทั้งหลายปรุงแต่งจิตหรือวิญญาณ  นอกจากจะส่งผลให้ชีวิตมีสุขมีทุกข์แล้ว  ยังส่งผลให้ชีวิตมีการสืบต่อไปไม่สิ้นสุด  ฉะนั้น ความตายจึงไม่ใช่การสิ้นสุดของชีวิต   หากเป็นแต่เพียงปัจจัยที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงชีวิตจากภพหนึ่งไปสู่อีกภพหนึ่งเท่านั้น   การเปลี่ยนแปลงนี้จะมีอยู่เรื่อยไปตราบเท่าที่วงจรของสังสารวัฏยังไม่ถูกตัดขาด  หากวงจรของสังสารวัฏคือ   กิเลส   กรรม   และวิบากนี้  ยังไม่ถูกตัดขาด   มนุษย์หรือสัตว์ก็ยังจะต้องท่องเที่ยววนเวียนอยู่ในภพภูมิต่าง  ๆ  ไม่มีสิ้นสุด