การได้เกิดใหม่ใน เทวโลก
เทวโลก หรือ สวรรค์ เป็นแดนสุขาวดี มีแต่ความสุข แต่การที่จะเสวยสุขมาน้อย และนานเพียงใดนั้น ก็แล้วแต่กุศลกรรมที่ได้กระทำไว้เมื่อครั้งมีชีวิตอยู่ในโลกมนุษย์ ถ้าทำกุศลกรรมไว้มาก มีความตั้งใจทำเป็นอย่างยิ่ง ก็ย่อมได้รับความสุขมากและเป็นเวลานาน ตรงกันข้าม หากทำไว้น้อย ก็ได้รับความสุขน้อยและในเวลาอันสั้นแล้วก็ต้องจุติ คือ เคลื่อนจากเทวโลกไปอุบัติในภูมิอื่นตามหลักแห่งสังสารวัฏ
มนุษย์ได้ประกอบกุศลกรรมบถ หลังจากตายไปแล้วย่อมจะไปจุติในเทวโลก ได้เสวยทิพยสมบัติอันเป็นสุขประณีตอย่างยิ่ง ดังเช่นเรื่องเล่าในหมวดวิมานวัตถุ เรื่อง วิหารวิมานว่า
พระอนุรุทธเถระ ได้ถามนางเทพธิดาตนหนึ่งว่า
“ดูก่อนนางเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพรึก เมื่อท่านฟ้อน เสียงอันเป็นทิพย์น่าฟังรื่นรมย์ใจ ย่อมเปล่งออกมาอวัยวะน้อยใหญ่ทุกส่วน เมื่อท่านไหวกายกลับไปมา เสียงของเครื่องประดับ ช้องผมก็เสียงดังไพเราะ ดุจเสียงดนตรีเครื่อง ๕ อนึ่งเสียงมงกุฎที่ถูกลมรำเพยพัดให้หวั่นไหว ก็กังวานไพเราะดุจเสียงดนตรี เครื่อง ๕ แม้พวงมาลัยบนเศียรเกล้าของท่าน มีกลิ่นหอมชวนให้เบิกบาน หอมฟุ้งไปทั่วทุกทิศ ดุจต้นอุโลกฉะนั้น”
นางเทพธิดาตอบว่า
“ ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ นางวิสาขามหาอุบาสิกา เป็นสหายของดิฉันอยู่ในเมืองสาวัตถี ได้สร้างมหาวิหารถวายสงฆ์ ดิฉันเห็นมหาวิหารนั้นแล้ว มีจิตเลื่อมใสอนุโมทนา ก็วิมานเป็นที่รักอันนี้ อันดิฉันได้แล้ว เพราะการอนุโมทนาด้วยจิตบริสุทธิ์แต่อย่างเดียวเท่านั้น วิมานอันมีรัศมีสว่างไสวไปทุกทิศ น่าอัศจรรย์น่าดู น่าชมเช่นนี้ เกิดแต่ดิฉัน เพราะกุศลกรรมทั้งหลาย ควรทำบุญโดยแท้ ”
-->> สังเกตได้เลยจากพระสูตรนี้ว่า ว่าการทำบุญที่มีเจตนาบริสุทธิ์ย่อมมีอานุภาพมาก แม้เพียงการร่วมอนุโมทนาในการทำบุญ หรือการสร้างกุศลของบุคคลอื่นก็ทำให้ไปเกิดในเทวโลกได้