ดีจังเลยครับที่อาจารย์ยกประเด็นนี้ขึ้นมา เราน่าจะได้พูดคุยกันมากขึ้นเกี่ยวกับเรื่องนี้ มิติทางด้านสังคม-วัฒนธรรมแยกไม่ได้จากมิติอื่นๆไม่ว่าจะเป็นสติปัญญาหรือศีลธรรม ยิ่งตัวหลังนี่ชัดเลยว่าเกี่ยวกัน
ก่อนอื่นขอมีส่วนช่วยดังนี้นะครับด้วยนิยามคำ "วัฒนธรรม" ที่นักมานุษยวิทยา(ฝรั่ง)มักจะใช้หมายถึง "ระบบสัญลักษณ์และความหมาย" เพียงแค่นี้ก็จะทำให้ตระหนักว่าวัฒนธรรมของคู่สนทนามีส่วนอย่างมากต่อการรับรู้ของอีกฝ่าย เราใช้ sign ที่สังเกตได้เป็น signifier แล้วเราก็คิดตามไปในทิศทางนั้น เช่น การที่อาจารย์ไปเห็นภรรยา(ฝรั่ง?) จับศีรษะสามี อาจารย์จะรู้สึกรับไม่ได้เพราะอาจารย์มีบรรทัดฐาน (Norm) ของวัฒนธรรมไทย อาจารย์เริ่มรู้สึกไม่ดีกับหญิงคนนั้น และความคิด (cognition) ของอาจารย์เริ่มมีกรอบทางอารมณ์ ดังนั้นการเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมคู่สนทนาหรือกลุ่มเป้าหมายจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของการสื่อสาร
อีกคนคือ Spradley มองว่าวัฒนธรรมเป็น "ฉากวัฒนธรรม (Cultural Scene)" ที่แต่ละคนที่เข้า "ฉาก" นั้นๆจะต้องมี "นิยาม" ของสถานการณ์นั้นเพื่อที่จะเข้าไปร่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประดุจดาราละครแต่ละคนที่ต้องมี "บท" ของตัวเอง ฉากวัฒนธรรมนี้เกี่ยวข้องอย่างแน่นอนกับวัฒนธรรม มันเป็นชุดความรู้ที่จะทำให้คนๆหนึ่งสามารถที่จะเข้าพัวพันในสถานการณ์ได้อย่างเป็นที่ยอมรับ เหมือนกับการที่คนที่มี "ไวยากรณ์" ภาษาไทยย่อมสามารถพูดภาษาไทยได้อย่างไม่จำกัด คนที่มีไวยากรณ์อังกฤษก็จะพูดภาษาอังกฤษได้อย่างไม่จำกัดจำนวนประโยคที่จะพูด ฉันใดก็ฉันนั้น คนที่มี "ตัวแบบทางวัฒนธรรม" ก็ย่อมสามารถมีพฤติกรรม/การกระทำที่เป็นยอมรับได้ของคนในชุมชนวัฒนธรรมที่ตนจะเข้าไปพัวพันนั้น
อย่างไรก็ดีในปัจจุบันมีปรากฏการณ์ใหม่ของโลก "เสมือนจริง" ที่ระบบ time & space ต่างไปอย่างสิ่นเชิงกับการปฏิสัมพันธ์แบบ "หน้าต่อหน้า" ในโลกจริง ในพื้นที่ไซเบอร์เช่นที่เรากำลังพัวพันกันอยู่นี้ signs ทางวัฒนธรรมมีน้อยกว่าโลกจริงมาก การปฏิสัมพันธ์กันทางความคิดจึงถูกพันธนาการน้อยกว่า แม้กระนั้นก็ยังมีกลิ่นอายอยู่พอสมควร คำ "ศ.นพ." ที่นำหน้าอาจารย์อยู่ทำให้เกิดกรอบการสื่อสารขึ้น รูปภาพที่นำมาติดไว้ก็เป็น sign ทางวัฒนธรรม หน้าตาของอาจารย์(หมอวิจารณ์) แสดงความเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพ การปฏิสัมพันธ์กับอาจารย์จึงไม่เหมือนกับในบางเว็บไซท์ที่คนกระโดดเข้า "กัด" กันเหมือนหมาบ้า
การจัดการความรู้มีกระบวนการที่ผมขอเรียกสั้นว่า "จับ-จัด-เจาะ-แจก" กระบวนการสุดท้ายคือการแจกหรือ share สำคัญต่อการเติบโตของความรู้ทั้งของบุคคลและสังคม การเรียนรู้กรอบหนึ่งของการสื่อสารคือกรอบด้านวัฒนธรรมจึงจำเป็นอย่างยิ่ง คนปฏิบัติสิ่งต่างๆบนฐานความรู้ที่เขามี และความรู้นี้ก็รวม "ความเชื่อ" เข้าไปด้วย จะบอกว่าเพียงคนชนบทด้อยการศึกษาเท่านั้นที่มีความเชื่อก็ไม่จริง นักวิทยาศาสตร์ที่มีการศึกษาสูงก็มีความเชื่อด้วย เช่น เคยเชื่อว่าดาวพลูโตเป็นดาวเคราะห์ ตอนนี้ก็เลิกเชื่อแล้ว
เอาล่ะครับผมอนุญาติ "แจม" ด้วยแค่นี้ก่อนนะครับ ลองดูว่าเพื่อนๆคิดอย่างไร ฝากสะท้อนออกมาด้วยนะครับ....ขอบคุณล่วงหน้าครับ...