ไอซีทีกับการศึกษาไทยนี้ คนที่อยู่ในการศึกษาทุกคนได้ประโยชน์มากมายนานับประการ เราสามารถประยุกต์ใช้ในเรื่องที่ต่าง ๆ ได้ สารพัด ขอให้มีแนวคิดที่จะนำเอาเรื่องของไอซีที มาใช้ให้เป็นข้าพเจ้าเชื่อว่า มีประโยชน์ที่เป็นส่วนดีมากกว่าส่วนที่คิดว่าเป็นภัยแก่เด็ก ๆ เราต้องหาวิธีป้องกันในเรื่องที่เป็นภัยแก่เด็กแล้ว รับรองได้เลยว่า ทำคุณประโยชน์ให้ตามที่เราปรารถนาได้ ดังที่บทความต่อไปนี้

ตอนที่ 1

รศ.ดร.นาตยา ปิลันธนานนท์
คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ณ วันที่ประเทศไทยประกาศใช้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการจัดการศึกษาขนานใหญ่พอสมควรการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญและมีผลต่อการทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือชอบเรียกกันว่าการปฏิรูป ในด้านต่างๆ ได้แก่การกำหนดให้มีการกระจายอำนาจการจัดการศึกษา การจัดการศึกษาที่มีมาตรฐานกำกับและการให้หลักประกันแก่ประชาชนที่จะจัดการศึกษาให้มีคุณภาพหรือการประกันคุณภาพการศึกษา ความสำคัญใน 3 ประเด็นนี้เกี่ยวข้องกัน ประการแรกรัฐมอบอำนาจให้เขตพื้นที่ และสถานศึกษาเป็นผู้บริหารจัดการศึกษาของตนโดยหวังที่จะให้การศึกษาตอบสนองสังคมและคนในพื้นที่จากเดิมที่การจัดการถูกกำกับมาจากส่วนกลาง ประการที่สองแม้ว่าจะมีการมอบอำนาจดังกล่าวแต่รัฐก็ยังห่วงใยในการที่จะให้สถานศึกษาจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพไม่เพียงแต่ตอบสนองสังคมและคนในพื้นที่แล้ว ยังจะต้องตอบสนองประเทศชาติด้วยรัฐโดยกระทรวงศึกษาธิการจึงได้กำหนดมาตรฐานการศึกษาชาติขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 ซึ่งเป็นหลักสูตรฉบับแรกที่ใช้มาตรฐานเป็นแนวทางจัดทำหลักสูตรด้วยการกำหนดสาระและมาตรฐานของกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่าง ๆแตกต่างจากหลักสูตรที่เคยมีมาก่อนเพื่อให้สถานศึกษาใช้เป็นแนวทางในการจัดการศึกษาของตน และประการที่สามเมื่อมีการกระจายอำนาจการจัดการศึกษาและกำหนดมาตรฐานที่จะให้สถานศึกษาใช้เป็นแนวทางจัดการศึกษาแล้วรัฐก็ยังกำหนดให้มีการกำกับ ดูแล ติดตาม ตรวจสอบ ประเมิน ว่าสถานศึกษาในเขตพื้นที่ต่าง ๆ สามารถจัดการศึกษาได้ดีเพียงไรอะไรที่ยังเป็นปัญหาอุปสรรค อะไรที่ดำเนินการได้ดี มีสิ่งใดที่ควรสนับสนุน ส่งเสริมให้พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ไป และมีสิ่งใดที่ควรได้รับการอุดหนุนช่วยเหลือนี่คือปณิธานของพระราชบัญญัติการศึกษาฉบับนี้ มูลเหตุดังกล่าวมานี่เองทำให้เกิดการใฝ่ฝันที่จะมีสถานศึกษาที่มีคุณภาพ ให้เด็ก ๆ ได้เรียนด้วยการรณรงค์ให้สถานศึกษาเดิม ๆ ปฏิรูปสถานศึกษาของตนขณะเดียวกันก็มีความคิดที่จะสร้างโรงเรียนพันธุ์ใหม่ รูปแบบต่าง ๆ เช่น โรงเรียน 5 รูปแบบ ของกระทรวงศึกษาธิการ โรงเรียนใช้ ICT เพื่อพัฒนาการเรียนรู้ หรือโรงเรียน ICTเป็น 1 ใน 5 รูปแบบ นี้ และยังมีโรงเรียนหนึ่งอำเภอ หนึ่งโรงเรียนในฝัน อีกไว้เป็นทางเลือกสำหรับประชาชนด้วยในบทความนี้จึงขอเสนอเฉพาะในส่วนของการจัดการศึกษาสำหรับโรงเรียนพันธุ์เก่าและโรงเรียนพันธุ์ใหม่ ที่จะเป็น โรงเรียนทางเลือก ICT

โรงเรียน ICT เป็นอย่างไร

กระทรวงศึกษาธิการได้อธิบายกรอบแนวคิดของโรงเรียน ICT ไว้ว่า "เป็นโรงเรียนที่นำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการศึกษาทั้งในด้านพัฒนาองค์ความรู้กระบวนการจัดการศึกษาและกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน สร้างคนรุ่นใหม่ให้เป็นคนดี คนเก่งมีคุณธรรมจริยธรรม ในการใช้ ICT เป็นเครื่องมือเสริมแสวงหาความรู้และพัฒนาองค์ความรู้การปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและผู้สอนซึ่งส่วนหนึ่งจะเป็นการสอนทางไกลผ่านระบบเครือข่ายเทคโนโลยีทั้งในเวลาและนอกเวลาการเรียนการสอนทำให้ระบบการเรียนรู้มีความสมบูรณ์มากขึ้นช่วยผู้เรียนที่มีความแตกต่างทางด้านฐานะและความพร้อมมากขึ้นรวมทั้งมีศักยภาพต่างกันได้ ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆได้ตลอดเวลา และสามารถปรับตัวเท่าทันการเปลี่ยนแปลงรวมทั้งใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในสังคมได้"

กล่าวโดยสรุป โรงเรียนที่จะเรียกว่าเป็นโรงเรียน ICT จึงต้องมีการนำ ICT มาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตร ใช้ ICT เป็นเครื่องมือจัดการเรียนการสอนจัดเตรียมความพร้อมในด้านโครงสร้างพื้นฐาน สื่อ และทรัพยากรการศึกษาต่าง ๆที่เอื้อให้เกิดการใช้ ICT ใช้ ICT เป็นทั้งเครื่องมือการประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน และใช้ ICT เป็นคุณลักษณะและความสามารถประการหนึ่งของผู้เรียนที่จะต้องได้รับการประเมินการบริหารและพัฒนาบุคลากรของสถานศึกษาให้มีศักยภาพด้าน ICT การบริหารจัดการงบประมาณอาคารสถานที่ต่าง ๆ ที่เอื้อต่อการใช้ ICT เป็นต้น

หลักสูตร ICT ในโรงเรียน ICT เป็นอย่างไร

โดยทั่วไป เรารับรู้ว่า ICT เป็นเครื่องมือการเรียนรู้ อย่างไรก็ตามในหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานได้กำหนดกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยีเป็น 1 ใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และในกลุ่มสาระการเรียนรู้นี้ได้กำหนดสาระที่ว่าด้วยการออกแบบและเทคโนโลยี เทคโนโลยีสารสนเทศและเทคโนโลยีเพื่อการทำงานและอาชีพ เอาไว้ทำให้โรงเรียนใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ให้นักเรียนเรียนสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ส่วนใหญ่โรงเรียนสร้างหลักสูตรเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์แยกออกต่างหากจากหลักสูตรกลุ่มสาระฯ อื่น หรือแม้แต่ในกลุ่มสาระการงานอาชีพด้วยกันแต่ละชั้นปี เด็กเรียนอะไรบ้าง อาจแตกต่างกันไปใน แต่ละโรงเรียนการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรลักษณะนี้ ICT เปรียบเสมือนเป็นหลักสูตรด้วยและเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ด้วยเพราะเนื้อหาสาระที่เรียนเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์และใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เป็นสื่อหรือเครื่องมือการเรียนรู้ไปในตัว

รายละเอียดของรูปแบบการเรียนการสอนอาจแตกต่างกันในครูผู้สอนเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์แต่ละคน เป็นต้นว่า

1. ครูบางคนให้ผู้เรียนเรียนโดยไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้อื่นเรียกว่าศึกษาเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์โดด ๆ พร้อม ๆ กับที่ครูในกลุ่มสาระฯ อื่นก็มิได้ให้ผู้เรียนใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือการเรียนรู้แต่อย่างใด

2. ครูบางคนอาจมีการนำเอาสาระการเรียนรู้ของกลุ่มสาระฯ อื่นเข้ามาใช้เป็นสาระความรู้ให้ผู้เรียนใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เรียนรู้เรื่องเหล่านั้นแต่ครูในกลุ่มสาระฯ อื่นก็มิได้ให้ผู้เรียนใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือการเรียนรู้ในรายวิชาของกลุ่มสาระฯตน แต่อย่างใด

3. ครูบางคนอาจมีการทำงานร่วมกันกับครูที่สอนในกลุ่มสาระฯ อื่นโดยครูเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์สอนการใช้ คู่ขนานกันไปกับที่ครูในกลุ่มสาระ ฯ อื่นก็มอบหมายให้ผู้เรียนใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เพื่อการเรียนรู้ในกลุ่มสาระฯของตนด้วย

นี่คือตัวอย่างของหลักสูตร และพฤติกรรมการสอนของครู ในโรงเรียนทั่วไป ที่ใช้ ICT ผู้อ่านอาจใช้วิจารณญาณตรึกตรองดูเองว่าตัวอย่างแบบใดที่จะส่งผลต่อการทำให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะความสามารถด้าน ICT ตามที่ประเทศชาติต้องการมากกว่ากัน พฤติกรรมการสอนของครูเช่นนี้ สะท้อนว่าหลักสูตร ICT ของแต่ละโรงเรียน มีสถานะเป็นอย่างไร เป็นหลักสูตรแบบแยกรายวิชา ดังตัวอย่างที่ 1 และ 2 หรือเป็นหลักสูตรแยกรายวิชาแต่คู่ขนานกับรายวิชาอื่น ดังตัวอย่างที่ 3

อย่างไรก็ตาม ลักษณะหลักสูตรในตัวอย่างที่ 1 และที่ 2 ICT มีสถานะเป็นทั้งเนื้อหาสาระ และเครื่องมือการเรียนรู้ของครูที่สอนในกลุ่มสาระฯ นี้แต่ครูในกลุ่มสาระฯ อื่น มิได้มอง ICT ว่าเป็นเครื่องมือการเรียนรู้กลุ่มสาระฯของตนและมิได้มอง ICT ว่าให้เนื้อหาสาระที่จะเชื่อมโยง บูรณาการกับกลุ่มสาระฯของตนได้ด้วย

ในกรณีของตัวอย่างที่ 3 ICT มีสถานะเป็นทั้งเนื้อหาสาระและเครื่องมือการเรียนรู้ของครูที่สอนในกลุ่มสาระฯ นี้ และครูในกลุ่มสาระฯอื่นก็มอง ICT ว่าเป็นเครื่องมือการเรียนรู้กลุ่มสาระฯ ของตนด้วยเช่นกันแต่มิได้มองว่า ICT สามารถให้เนื้อหาสาระที่จะเชื่อมโยง บูรณาการกับกลุ่มสาระฯของตนได้ด้วย

หลักสูตร ICT จึงมีได้หลายรูปแบบดังกล่าวข้างต้น ลักษณะหลักสูตร ICT ดังกล่าวปัจจุบันอาจมีอยู่ในโรงเรียนต่าง ๆ ทั้งโรงเรียนที่มีรูปแบบปกติหรือโรงเรียนทางเลือก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงเรียน ICT การจัดการที่จะให้ใช้ ICT เป็นเครื่องมือการเรียนรู้ของกลุ่มสาระการงานอาชีพและเทคโนโลยีเป็นเรื่องที่ไม่ยุ่งยาก และปฏิบัติกันอยู่โดยทั่วไป แต่การจัดการที่จะให้ ICT เป็นเครื่องมือการเรียนรู้ในกลุ่มสาระฯ อื่นด้วย เริ่มเป็นสิ่งยุ่งยากและยิ่งยากไปกว่าถ้าจะคิดให้กลุ่มสาระฯ อื่น รู้จักการนำความรู้ เนื้อหาสาระเกี่ยวกับ ICT มาบูรณาการกับกลุ่มสาระฯ ของตนด้วย

การให้ ICT เป็นเครื่องมือการเรียนรู้ในกลุ่มสาระฯ อื่นด้วยจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อครูในกลุ่มสาระฯ อื่น ต้องมีความรู้ ทักษะและเจตคติที่ดีต่อการให้ผู้เรียนใช้ ICT มาทำให้เกิดการเรียนรู้รายวิชาต่าง ๆในกลุ่มสาระฯ ของตน หากโรงเรียนสามารถจัดการดังว่านี้ได้หลักสูตรเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ก็ไม่จำเป็นต้องมีจำนวนรายวิชามีจำนวนชั่วโมงเรียนมากมาย เกิดการยื้อแย่งชั่วโมงเรียนกับกลุ่มสาระฯ อื่นเหมือนดังที่เป็นอยู่ เพราะ ICT จะถูกสอดแทรกในการเรียนรายวิชาต่าง ๆจนเป็นปกติวิสัย สิ่งที่เป็นข้อคิดต่อไปก็คือสถาบันฝึกหัดครูสามารถผลิตครูวิชาชีพสาขาต่าง ๆ ให้มีคุณสมบัติ ความสามารถด้าน ICT เพียงพอหรือยัง ที่จะทำให้เกิดการจัดการศึกษาในลักษณะนี้ ครูประจำการในกลุ่มสาระฯต่าง ๆ ได้รับการฝึกอบรม พัฒนาขีดความสามารถมากน้อยแค่ไหน ในการให้ผู้เรียนใช้ ICT เพื่อการเรียนรู้รายวิชาของตน

การให้กลุ่มสาระฯ อื่น รู้จักการนำความรู้ เนื้อหาสาระ เกี่ยวกับ ICT มาบูรณาการกับกลุ่มสาระฯ ของตนด้วย วิธีการนี้ยุ่งยากที่สุดแต่เป็นวิธีการที่จะทำให้เกิดโรงเรียนทางเลือก ICT ที่สมบูรณ์แบบนั่นคือครูทุกกลุ่มสาระฯ ตระหนักถึงการนำ ICT บูรณาการเข้าไปในสาระหลักสูตรกลุ่มสาระฯ ของตน สามารถใช้ ICT เป็นเครื่องมือการสอนและให้ผู้เรียนใช้ ICT เป็นเครื่องมือการเรียนรู้ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษาเสียใหม่สถานศึกษาที่ต้องการเป็นโรงเรียนทางเลือกทำหลักสูตรได้ใน 2 ลักษณะคือ

1. หลักสูตรแยกรายวิชา หรือหลักสูตรที่แยกแต่ละกลุ่มสาระฯออกจากกันเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เป็นหลักสูตรหนึ่ง ดังกล่าวมาข้างต้นแต่หลักสูตรนี้ไม่จำเป็นต้องมีรายวิชา ชั่วโมงเรียนมากมายอาจมีเพียงสร้างรายวิชาพื้นฐานสำหรับที่จะให้ผู้เรียนมีความสามารถนำ ICT ไปใช้ได้ขณะเดียวกันหลักสูตรกลุ่มสาระฯ ต่าง ๆ ก็ประสานสัมพันธ์กัน ด้วยการนำ ICT เข้าไปบูรณาการในหลักสูตรของตน ไม่ว่าจะในด้านการใช้ ICT เป็นเครื่องมือการสอนของครูทุกกลุ่มสาระฯ และเครื่องมือการเรียนรู้ของผู้เรียนและในด้านเนื้อหาสาระหลักสูตร เช่น กลุ่มสาระฯ วิทยาศาสตร์นำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เป็นสาระความรู้ในการเรียนเรื่องเสียง แสง คลื่น เคมี ไฟฟ้าฯลฯ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษมีการนำเรื่องราวเกี่ยวกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เป็นสาระในการสอนทักษะทางภาษาสังคมศึกษามีการนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาสะท้อนให้เห็นสภาพชีวิตของคนในสังคมคณิตศาสตร์มีการนำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เป็นโจทย์การเรียนรู้ทักษะทางคณิตศาสตร์เช่นนี้เป็นต้น

2. หลักสูตรบูรณาการ คุณค่าของหลักสูตรบูรณาการเป็นสิ่งที่ทุกคนตระหนักรับรู้กันอยู่ แต่ปัจจุบัน เราก็ยังไม่มีหลักสูตรบูรณาการที่มีคุณภาพ หรือมีแต่ก็ไม่สามารถนำหลักสูตรบูรณาการมาใช้ได้อย่างมีคุณภาพอันเนื่องมาจากการขาดความรู้เรื่องการพัฒนาหลักสูตรบูรณาการการที่ครูต่างกลุ่มสาระฯ ไม่สามารถมาทำงานร่วมมือกันสอนได้หลักสูตรบูรณาการมีหลายรูปแบบ อยู่ที่ว่าจะเอาอะไรมาบูรณาการกัน เช่นนำบางกลุ่มสาระฯ มาบูรณาการกัน เกิดเป็นหลักสูตรใหม่หรือสร้างหลักสูตรที่นำแนวคิดอย่างใดอย่างหนึ่งมาเป็นแกนหลักสูตร (core curriculum) แล้วนำบางกลุ่มสาระฯ มาบูรณาการเข้าไปด้วยกันภายใต้แกนนี้เกิดเป็นหลักสูตรที่เรียกว่า Conceptual Curriculum หรือ Thematic Curriculum เป็นต้น เช่นนำ ICT มาเป็นแกนของหลักสูตร แล้วนำกลุ่มสาระฯต่าง ๆที่ต้องการบูรณาการกัน มาบูรณาการภายใต้ ICT นี้

โรงเรียนในฝัน หรือโรงเรียนทางเลือก ที่จะเป็นโรงเรียน ICT มิใช่เพียงแค่มีการนำ ICT เข้ามาเป็นเครื่องมือใช้ในการเรียนการสอนเท่านั้นแต่ควรให้ ICT เป็นสาระหลักสูตรเช่นเดียวกับวิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา คณิตศาสตร์ ด้วยโรงเรียนที่จะเป็นโรงเรียนทางเลือกควรมีหลักสูตรสถานศึกษาที่มีรูปแบบเอกลักษณ์ของตนสามารถกล่าวอ้างกับประชาชนได้ว่าโรงเรียนใช้หลักสูตรที่สนองกับการเป็นโรงเรียนทางเลือกแบบนั้นๆ นั่นคือ ถ้าจะเป็นโรงเรียน ICT สถานศึกษาควรจะต้องถึงขนาดมีหลักสูตรโปรแกรมหรือสาขาวิชา ICT เลย โดยที่กลุ่มสาระฯ ต่าง ๆ ต้องปรับเปลี่ยนหลักสูตรของตนทั้งด้วยการให้ ICT เป็นเนื้อหา และเครื่องมือการเรียนรู้จะภายใต้หลักสูตรแยกรายวิชา หรือหลักสูตรบูรณาการ ก็ตามที

แนวคิดทำนองนี้ เราจะเห็นได้จากโรงเรียนประเภท Magnet School ที่มีหลักสูตรหรือโปรแกรมทางเลือก ที่แล้วแต่ว่าโรงเรียนต้องการโดดเด่นในด้านใดก็จะมีโปรแกรมหลักสูตรด้านนั้น เป็นทางเลือกว่า ถ้าใครสนใจ ก็ไปเรียนที่โรงเรียนนี้โรงเรียน Magnet School ที่เน้นด้านคอมพิวเตอร์ ก็จะคล้ายแนวคิดของโรงเรียน ICT ของเรา โดยมีหลักสูตรหรือโปรแกรมทาง ICT โดยเฉพาะ ขณะเดียวกันกลุ่มสาระฯ อื่น ๆก็เอื้ออำนวยด้วยการนำ ICT บูรณาการในหลักสูตรของตนด้วยผู้เรียนจึงมิได้เรียนหลักสูตร ICT แยกออกมาโดด ๆ แม้ขณะไปเรียนกลุ่มสาระฯ อื่นๆก็ได้เรียน ICT เป็นเนื้อหาในหลักสูตรนั้นและเป็นเครื่องมือการเรียนรู้วิชาในหลักสูตรนั้นด้วย

เมื่อเป็นเช่นนี้จะเห็นว่าการกำหนดรายวิชาในหลักสูตรสถานศึกษาประเภทนี้จะแตกต่างจากโรงเรียนทั่วไป โรงเรียนทางเลือกที่จัดหลักสูตรระดับมัธยมศึกษาตอนปลายสามารถสร้างหลักสูตรที่ "ส่งออก" ไปสู่อุดมศึกษาในคณะวิชา สาขาวิชาที่สอดคล้องกันได้เลย นี่จึงเป็นโรงเรียนทางเลือกสำหรับผู้เรียนได้ว่าถ้าต้องการที่จะไปเรียนต่อ หรือมีความเป็นเลิศในสาขาใดก็มาเลือกโรงเรียนทางเลือกประเภทนั้น ๆ

ประเทศไทยจึงน่าที่จะสร้างโรงเรียนทางเลือก ที่เลิศในด้านต่าง ๆ ให้หลากหลายและที่สำคัญต้องให้สถานศึกษารู้จักที่จะสร้างหลักสูตรทางเลือกด้วยมิใช่แนะนำให้สถานศึกษาทำหลักสูตรพื้นฐาน แกนกลาง แบบที่ทำกันอยู่ทั่วไปในขณะนี้ 70% แล้วจะให้มีรายวิชาเลือก 30% โรงเรียนจะสร้างความเป็นเลิศหรือเป็นโรงเรียนทางเลือก ได้อย่างไรกับคำว่า 30% นี้การทำหลักสูตรที่ให้เด็กเรียนรายวิชาพื้นฐานในกลุ่มสาระฯ ต่าง ๆเหมือนกันทั่วประเทศ จากการที่ทำผังมโนทัศน์ให้ ทำตัวอย่างหลักสูตรรายวิชาพื้นฐานต่าง ๆ ให้ลอกเลียนแบบ แล้วมาแตกต่างกันที่รายวิชาเลือกจะเหลือเวลาปั้นผู้เรียนให้เลิศไปในทางที่ต้องการได้หรือ จึงควรจะต้องคิดใหม่ทำใหม่ เกี่ยวกับการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ที่ให้สถานศึกษารู้จักค้นหาและสร้างความเป็นเลิศ กำหนดการเป็นโรงเรียนทางเลือกของตนที่สามารถสร้างหลักสูตรที่ตอบสนองหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพร้อมกับการสนองทางเลือกของตน ซึ่งก็คือการสนองชุมชนของตนนั่นเอง โดยไม่แยกส่วนกันความเป็นเลิศ หรือหลักสูตรทางเลือก ต้องปรากฏให้เห็นทั้งในรายวิชาที่เป็นพื้นฐานและเสริมเพิ่มเติม ได้อย่างกลมกลืน ยิ่งไปกว่านั้นรูปแบบหลักสูตรและการเรียนการสอนในโรงเรียน ICT ดังกล่าวมาข้างต้นจะบริหารหลักสูตรแบบเดิม ๆ คงไม่ได้อาจต้องโดดเด่น มีรูปลักษณ์เฉพาะ ที่จะเป็น digital curriculum, online curriculum, หรือ distance education ด้วยซึ่งจำเป็นต้องมีความพร้อมในด้านการบริหารจัดการทั้งส่วนสถานศึกษาและโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มมากขึ้น

ชุมชนแห่งการเรียนรู้ (Community of Learning) เป็นอย่างไร

การจะให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะความสามารถทางด้าน ICT นอกเหนือจากการจัดหลักสูตรที่แตกต่างไปจากเดิมแล้วความเข้าใจในเรื่องชุมชนเป็นแหล่งเรียนรู้ หรือ Community of Learning เป็นพื้นฐานสำคัญประการแรก ที่จะทำให้โรงเรียนจัดการศึกษาลักษณะนี้เป็นไปได้ด้วยดี

เวลาที่เราพูดถึงชุมชน ในความหมายทั่วไป คำว่า ชุมชน หรือ community หมายถึงกลุ่มคนที่อยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งมารวมอยู่ด้วยกัน กลุ่มคนเหล่านี้มีลักษณะหรือจุดสนใจร่วมกัน ในชุมชนไม่ว่าแบบใดก็ตาม จะจัดหาสิ่งสนับสนุนอำนวยความสะดวกให้แก่สมาชิก ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง ไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์ เป็นต้นในชุมชนแห่งการเรียนรู้ การอ่าน การเขียน การพูดคุยกัน ของสมาชิกในชุมชนเป็นช่องทางที่สำคัญของการเรียนรู้ ที่จะทำให้คนมาเรียนรู้ร่วมกันได้การให้บริการต่าง ๆ ที่จะตอบสนองคนในชุมชนได้มากขึ้นก็อาจเป็นเรื่องเกี่ยวกับเทคโนโลยีการสื่อสารในรูปแบบต่าง ๆ ตั้งแต่วิทยุ โทรทัศน์โทรศัพท์ รวมไปถึงคอมพิวเตอร์ Internet และการพบปะกันของสมาชิก

เรารู้จักชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่มีอยู่ในขณะนี้ ในลักษณะใดบ้าง เด็กเล็ก ๆมีชุมชนแห่งการเรียนรู้เป็นรายการเจ้าขุนทองในโทรทัศน์ เด็กที่โตขึ้นมาอีกหน่อยรู้จักชุมชนแห่งการเรียนรู้ ในลักษณะของการได้ติดต่อ พบปะกับคนอื่น ในชุมชน เช่นในโรงยิม การออกค่ายลูกเสือ เนตรนารี ยิ่งเมื่อโตขึ้น ๆชุมชนแห่งการเรียนรู้ของคนเราก็กว้างขวาง และต่างรูปแบบมากขึ้นตามแต่เป้าหมายของแต่ละชุมชน จนกระทั่งถึงวัยทำงาน เราก็มีชุมชนอีกซึ่งอาจมีชุมชนเล็ก ๆ ภายในชุมชนที่ทำงานนั้น ๆและการปฏิสัม