RE: แบบประเมินสมรรถนะ
From: Mongkol Yabhakdee
Sent: Monday, September 29, 2008 11:08:41 AM
To: Mail Group
Cc: [email protected]
Dear All
กรณีแบบประเมินสมรรถนะผู้รับบริการของปรือใหญ่นั้น มี (คำขอแก้ตัว) ที่ไปที่มาพอสรุปได้ ดังนี้ครับ
- ๑ -
ฐานคิด
- เพราะด้วยข้อจำกัดด้านความรู้ (และการเข้าถึงความรู้) การพัฒนาเกือบทั้งหมดจึงมาจากการคิดและประสบการณ์การเรียนรู้ มิใช่จากฐานความรู้
- คิดกันว่าทำยังไงให้ง่าย สั้น กระชับ ไม่เกิน ๒ หน้ากระดาษ เพราะในที่สุดแล้วคนใช้เครื่องมือนี้ก็คือพี่ๆ ป้าๆ ผู้ดูแลของผมเอง
- ฐานคิดสำคัญคือเราจะประเมิน "สมรรถนะในการช่วยเหลือตัวเอง" เท่านั้น ดังนั้น ข้อจำกัดอื่นใด จะไม่นำมาเป็นสิ่งพิจารณาหลัก
- ความพิการหรือความผิดปกติทั้งทางกาย ทางจิต หรือสติปัญญา ถ้าสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ก็ย่อมสามารถดำรงตนได้ในสังคม
- ถ้าเราเห็นว่าคนขาขาด แขนขาด ตาบอด ขายสลากกินแบ่ง มีครอบครัว ว่ายน้ำได้เหรียญ (ซึ่งผมเองว่ายน้ำไม่เป็น) ความพิการก็ย่อมไม่มีผล
- ๒ -
ประสบการณ์และการเรียนรู้
- แบบประเมินดังกล่าวจึงข้ามพ้นความเจ็บป่วย ถ้าจะมีกลิ่นไอบ้างก็ในบางข้อว่าด้วยเรื่องกินยาและการมีส่วนร่วมในกิจกรรม
- ประสบการณ์สอนเราว่าอาสาสมัครผู้บริการอย่างน้อย ๒ คน เป็นคนสูงอายุที่ต้องนั่งวีลแชร์ เป็นหัวหน้าทีมในการดูแลครัวและดูแลเรือนนอน
- ประสบการณ์สอนเราว่าอาสาสมัครผู้บริการอย่างน้อย ๓ คน เป็นใบ้ มีอาการทางจิต ได้ยิน แต่พูดไม่ได้ แต่ก็สามารถสื่อสารรับรู้ได้ ทำงานได้
- ประสบการณ์สอนเราว่ามีผู้รับบริการจำนวนไม่น้อยที่หลบหนีกลับบ้านเองได้โดยปลอดภัย ทั้งที่อาการเมื่อแรกรับอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถรับรู้อะไรเลย ทั้งญาติก็ไม่เคยติดต่อระหว่างอยู่ในสถานสงเคราะห์
- ประสบการณ์การเยี่ยมบ้านสอนเราว่า มีบุคคลจำนวนไม่น้อยที่ให้อาหารตัวเองทางสายยาง (เพราะมีปัญหาในระบบการขบเคี้ยว) แต่ก็ยังคงสามารถทำงานรับจ้างได้ตามปกติ
- ประสบการณ์สอนเราว่าผู้รับบริการจำนวนไม่น้อย กลับบ้านได้ด้วยการแอบไปโทรศัพท์หยอดเหรียญที่หน้าสถานสงเคราะห์ถึงญาติ เพื่อให้ญาติมารับกลับ เป็นการโทรตื้อ โทรอ้อน กระทั่งฝ่ายสวัสดิ์ควักเงินซื้อโทรศัพท์มือถือรุ่นที่สามารถเปิดลำโพงได้ให้มาใช้ฟรี (แต่ก็ไม่สำเร็จผลเท่าที่ควรเพราะความเป็นส่วนตัวน้อย เมื่อเทียบกับการไปหยอดเหรียญที่ตู้เอง) จึงเป็นที่มาของการประเมินสมรรถนะเรื่องการใช้โทรศัพท์ โดยไม่นำพาว่าคุณจะรู้หนังสือหรือไม่ ซึ่งก็เป็นภาระของพ่อบ้าน/แม่บ้านที่จะสอนและคิดหลักสูตรเรื่องการใช้โทรศัพท์ การจำหมายเลขโทรศัพท์สำคัญ
- เครื่องมือหลายๆ ข้อ จึงมาจากประสบการณ์บนฐาน "ความเชื่อ" ที่ยังมิได้พัฒนาเป็นฐาน "ความรู้" ของเจ้าหน้าที่ในบ้าน
- ๓ -
ธรรมชาติ กลไก และการควบคุม
- ในแนวปฏิบัติกำหนดกลไกและการควบคุมไว้ว่า ต้องประเมินทุกเดือน เพราะธรรมชาติของโรค ที่วันนี้เขาจัดอยู่ในกลุ่ม A ก็มิได้หมายความว่าเดือนต่อไปจะอยู่ในสถานะเดิม เพราะความเจ็บป่วย ความพิการ และธรรมชาติของโรคที่อาจเกิดอาการ Relapse
- เพราะกำหนดไว้ว่าต้องทำทุกเดือน เราก็น่าจะได้ใช้ประโยชน์จากการเครื่องมือนี้ จึงได้ออกแบบให้เป็นกึ่งๆ แบบสำรวจข้อมูลรายบุคคลทั้งการเจ็บป่วยและการช่วยงานไปเสียเลย ง่ายๆ แค่ให้พี่ๆ ผู้ดูแล เติมคำในช่องว่าง--เราจึงได้ข้อมูลความเจ็บป่วย ความพิการ และอาสาสมัครเพิ่มขึ้น ต่อเนื่อง อัพเดททุกเดือน
- ๔ -
การทดสอบเครื่องมือ
- พูดแล้วอายครับ ผมเรียนเชิญพี่ ป้า น้า อา และผู้ปกครองฯ ร่วมอภิปรายและรับทราบเครื่องมือและกลไกที่ผูกมัดนี้เป็นการเฉพาะ แล้วจบลงตรงที่ผมให้เจ้าหน้าที่ทุกท่านจินตนาการประเมินผู้รับบริการที่รายที่สนิทที่สุด อย่างน้อยคนละ ๑ ราย แล้วก็ประเมินผลกันตอนนั้น แล้วถามว่ารับได้ไหมกับผลที่ปรากฏ--ทุกคนรับได้ครับ
- หมวดแรกว่าด้วย ADL ๑๕ ข้อ ร้อยละ ๘๐ คือ ๓๖ คะแนน ด้วยความเชื่อว่า ถ้าคนที่ได้คะแนนมากกว่า ๓๖ คะแนน แม้จะพิการก็คงไม่มีลักษณะใดๆ ตามหมวด ๓ การพึ่งพาแน่ๆ
- ความพิการในหมวด ๒ จึงไม่มีผลต่อการประเมินสมรรถนะ ถ้าบุคคลนั้นไม่มีลักษณะต้องพึ่งพาหรือต้องได้รับการดูแลพิเศษตามหมวด ๓
- ๕ -
การเทียบเคียงกับวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง
- ก่อนหน้านี้ พี่พนัสและพี่ผึ้งแห่งบ้านประจวบโชค แฟ็กซ์เครื่องมือที่พัฒนาขึ้นตามนัย มาตรฐานการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์จิตเวช (Standard of Psychiatric Social Work Practice) ของกรมสุขภาพจิต ก็น่าสนใจทีเดียวครับ กับ ๑๒ คำถาม แต่ละคำถามแยกย่อยเป็น ๕ ระดับ (ทำนองคล้าย Milestone) แต่ก็ไม่โดนใจผมเสียทีเดียวเพราะเป็นของโรงพยาบาลจิตเวช--คัก คัก มิใช่กลุ่มเป้าหมายสำปะปิ เช่นในแบบของสถานสงเคราะห์คนไร้ที่พึ่ง
- เมื่อประชุมล่าสุดที่นครนายก พี่ผึ้งยังมีน้ำใจ อุตส่าห์ถ่ายเอกสารเย็บเล่มมาตรฐานฯ เล่มดังว่ามาฝากบ้านปรือใหญ่ด้วย -- ไหมละ น่ารักเพียงใดคนบ้านนี้ บ้านที่มีพระพุทธรูปองค์ใหญ่ตั้งอยู่ใต้ต้นไม้โต ใจกลางสถานสงเคราะห์นั้นแหละครับ
- ๖ -
เรียนเชิญร่วมวงไพบูลย์
- ผมควรกล่าวด้วยว่า หมอหนิง : สุจรรยา ละมุล นักสังคมฯกึ่งพยาบาลของบ้านปรือใหญ่ (ฮา) เป็นกรรมการและเลขานุการเครื่องมือชิ้นนี้ครับ
- ต้องขอบคุณหมอหนิงครับ ที่ปฏิบัติหน้าที่นักสังคมฯ ในห้วงเวลาที่ผมคิดๆๆๆๆๆ -- เพราะในระหว่างที่เราคิด คนอื่นยังคงต้องทำงานกัน
- ส.คนพิการ ส.ผู้สูงอายุ บ้านพักเด็กฯ ก็ควรจะร่วมวงไพบูลย์อภิปรายเครื่องมือตัวนี้กันดูนะครับ น่าจะใช้ประโยชน์ได้ด้วย
- กลุ่มเป้าหมายแตกต่าง บริบทของหน่วยงานแตกต่าง เครื่องมือที่จะใช้วัดก็ย่อมจะแตกต่างตามไปด้วย
ไม่รู้นะ บางทีผมอาจจะตั้งโจทย์ผิดก็ได้
การตั้งโจทย์ผิด ทำให้เครื่องมือผิด และคำตอบก็พาลผิดไปด้วย
(ฮา)
ด้วยความนับถือ
โหมง
อนึ่ง วิธีคิดในการพัฒนาเครื่องมือนี้ ผมไปเขียนไว้ในบล็อกของผมชื่อ: คุ้มดีคุ้มร้าย
http://gotoknow.org/blog/preuyaihome/193912