การบริหารโรงเรียนหรือการบริหารสถานศึกษาต่างจากการบริหารสำนักงานเขตพื้นที่หรือสำนักงานเลขาธิการ หรือสำนักงานทั่วๆไป เพราะเป้าหมายคนละเรื่อง สำนักงาน เพื่อให้บริการตามภารกิจเฉพาะด้าน แต่การบริหารโรงเรียนมีเป้าหมายอยู่ที่การพัฒนาเด็กทั้งระบบองคาพยพ สำหรับงานในหน้าที่ความรับผิดชอบของครู มี 2 ด้าน คือ สร้างใดกเรียนหนังสือเก่ง อ่านออก เขียนได้ คิดเลขเป็น ยังไม่พอ ต้องให้เด็กสามารถคิดวิเคราะห์เชิงระบบ เป็น สามารถอธิบายปรากฏการณ์ทั้งทางธรรมชาติและทางสังคมได้ อย่างสมเหตุสมผล และในขณะเดียวกันก็ต้องสร้างเขาให้เป็คนโดยสมบูรณ์ ทั้งร่างกาย และจิตใจ ให้เป็นคนมีพฤติกรรมตามที่สังคมต้องการ มีสัมมาคารวะ อ่อนน้อมถ่อมตน พูดจาสุภาพ รักคนทุกคนเหมือนพี่น้อง มีจิตใจที่โอบอ้อมอารี มีเมตตา มีกรุณา ฯลฯ. คำถามที่เราต้องถามว่า เราในฐานะที่เป็นครู มีวิธีการอย่างไร จึงจะสามารถพัฒนาเด็กให้เป็นคนโดยสมบูรณ์ได้ทั้งองคาพยพ
ผมมีวิธีที่จะนำเสนอแนะให้ครูไปทดลองทำดู โดยใช้หลักการง่ายๆ คือ
1. จัดกิจกรรมการเรียนรู้และการพัฒนาตนเองแบบการมีส่วนร่วม นั่นหมายถึงครูและเด็กต้องมาตกลงร่วมกันในการจัดกลักสูตรและกิจกรรมการเรียนรู้ โดยนำเอามาตรฐานช่วงชั้นเป็นหลัก ส่วนจะใช้วิธีการเรียนรู้ในรูปแบบใดนั้นต้องไปร่วมกันคิด ข้อสำคัญในเรื่องนี้ ต้องมีกระบวนการดังนี้
1.1 เรียนรู้ด้วยการกระทำ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้นั้นต้องเรียนรู้ด้วยการกระทำจริงจากปรากฏการณ์จริง ทั้งทางธรรมชาติและทางสังคม
1.2 ครูและเด็กต้องมีความสามารถในการตั้งคำถามถามตนเองเป็น มีหลากหลายคำตอบ เพื่อการวิเคราะห์และการนำเสนอ เช่น ภาวะโลกร้อนนั้นมีจริงหรือ ถ้ามีจริงจะมีผลกระทบต่อเราอย่างไร เป็นต้น ไม่ใช่ได้มากการค้นคว้าอย่างเดียว แต่น่าจะได้จากการเก็บรวบรวมข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ธรณีวิทยา ฯลฯ. ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ความหลากหลายของข้อมูลที่เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติจริงนี้ จะเป็นช่องทางให้เด็กคิดเป็น ทำงานอย่างเป็นระบบ เป้นต้น
1.3 ครูต้องเป็นนักอ่าน นักคิด นักออกแบบ และนักวางแผน ไม่ใช่สักแต่สอนไปวันๆตามตำรา ถ้าอย่างนี้ไม่เกิดประโยชน์ต่อความเป็นนักวิชาการ ต่อความเป็นครูโดยอาชีพ และเป็นครูโดยวิญญาณ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยวิธีนี้ ไม่จำเป็นต้องท่องจำ แต่ต้องมีวิธีการค้นคว้าที่เป็นระบบ และเป็นการเรียนรู้ที่ได้ความรู้แบบยั่งยืน
2. ใช้กระบวนการกลุ่ม ให้เด็กที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกันทำงานด้วยกัน เพราะเขาจะสามารถร่วมคิด ร่วมทำในเรื่องที่เขาสนใจ เขาถนัด และเขาอยากรู้ อยากเรียนอยากศึกษา กระบวนการกล่มสอนอะไรให้กับเด็ก สอนทุกเรื่อง นับตั้องแต่การวางตัว การพูดเพื่อให้เกิดความร่วมมือ การเป็นผู้นำที่ดี การเป็นผู้ตามที่ดี การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน ความรับผิดชอบ ความมีมนุษยสัมพันธ์ ฯลฯ. เป็นพฤติกรรมที่สังเกตได้
3. ใช้กระบวนการเผยแผ่ความรู้ ด้วยกระบวนการนำเสนอของกลุ่มทำงาน ทุกคนก็จะได้รับรู้และเข้าใจในทุกเรื่องไปด้วยกันและพร้อมๆกัน
4. ใช้กระบวนการอภิปรายกลุ่ม ในการนำเสนองานวิชาการของแต่ละกลุ่ม ทุกคนสามารถซักถาม เสนอแนะ อภิปรายเพิ่มเติมได้ มีการจดบันทึก และมีการสรุปเป็นองค์ความรู้
5. เป็นการส่งเสริมความเป็นเลิศเฉพาะทางของเด็กเป็นรายบุคคล ถามว่า มีความจำเป็นที่เด็กต้องเก่งในเรื่องเดียวกันหรือไม่ คำตอบคือ ไม่จำเป็น และถามว่า วิชาพื่นฐานจำเป็นต้องเรียนเหมือนกันทุกคนไหม คำตอบคือ จำเป็น เมื่อเป็นเช่นนี้ ครูต้องเข้าใจเด็กเป็นรายบุคคล รู้จักเด็กเป็นรายบุคคล ถึงจะสามารถส่งเสริมความสามารถเฉพาะทางได้ มิเช่นนั้นก็จะรู้จักแต่เด็กวิทย์-คณิต และเด็กสายศิลป์ สายช่างก็จะถูกลืม ยิ่งนักกีฬา นักดนตรี ก็ยิ่งห่างออกไปทุกที การพัฒนาศักยภาพรายบุคคลไปสู่ความเป็นเลิศนั้นสามารถทำได้ทุกโรงเรียน และนำเข้าสู่สนามแข่งขันทั้งระดับโรงเรียน ระดับเขตฯ. ระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค และระดับชาติ ถ้าเด็กมีความเป็นเลิศจริงและปลูกปั้นมาดี รับรองในเกียรติบัตรนำเขาเข้าสู่มหาวิทยาลัยได้อย่างแน่นอน เพราะเคยมีปรากฏการณ์มาแล้ว นักเรียนโรงเรียนขนาดเล็ก อยู่บ้านนอก เพียงแต่ชนะเลิศการเป่าขลุยระดับภูมิภาคเท่านั้น ก็สามารถเดินเข้ามหาวิทยาลัยได้โดยไม่ต้องสอบ เป็นต้น
ลองไปพิจารณาและนำไปใช้ดูอาจได้ผล และถ้าได้ผลอย่างไรกรุณานำเผยแพร่ในเวบนี้ดเวยครับ