เรื่องคือ การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน กำลังย่ำแย่ในด้านผลสัมฤทธิ์ NT, O-NET ผลการประเมิน ของ สมศ. สาเหตุคือ การสร้างผลงานวิชาการจอมปลอม
1. ความแตกต่างของนักเรียน นักเรียนเตรียมอุดม นักเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยต่าง ๆ
กับนักเรียนโรงเรียนปัญญาอ่อน(ปัญญานุกูล) ทั้งหลายใช้เวลาเรียนประถม 6 ปี มัธยมต้น 3 ปี และมัธยมปลาย 3 ปีเท่ากัน แต่ต้องการให้ได้คุณภาพเท่ากัน ทั้งๆที่ความจริงนักเรียนที่จบ ม. 6 เตรียมอุดม สาธิตมหาวิทยาลัยต่างๆ หรือ มหิดลวิทยานุสรณ์ มีความสามารถแข่งขันโอลิมปิกวิชาการ แต่นักเรียนที่จบ ม. 6 ปัญญานุกูลมีความสามารถแค่เข็นรถตัดหญ้าในสนามหญ้าได้ แทนที่นักเรียนที่เก่งจะต้องใช้เวลาเรียนให้น้อยลง และเด็กอ่อนก็ควรเพิ่มเวลาเรียนให้เขาอีกสักเทอม หรือ ปี
2. การประเมินโรงเรียน เพื่อผลงานกับผลสัมฤทธิ์หลอกลวง ถ้าดูผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยรวม นักเรียนเตรียมอุดมก็มีผลการเรียน 0-4 นักเรียนปัญญานุกูลก็ผลการเรียน 0-4 เช่นกัน และ ผู้บริหารเกือบทุกโรงมีนโยบายห้ามนักเรียนติด 0 มีผลในแบบประเมินผลงาน(การเลื่อนขั้นเงินเดือน)ว่าครูท่านนี้มีนักเรียนสอบไม่ผ่านกี่เปอร์เช็น ถ้าไม่ติดเลยได้ 5 คะแนน ถ้าติดถึง 10 เปอร์เซนต์ได้ 1 คะแนนในข้อนี้ เพราะฉะนั้นเกรดที่นักเรียนได้มาจากคะแนนที่สอบแบบอิงกลุ่มโดยต่ำสุดคือ 1 โดยบางคนจบ ม.3 แล้วยังอ่านหนังสือไม่ออก
แต่ถ้าทางศึกษานิเทศก์ออกไปทดสอบนักเรียนทางโรงเรียนก็จะเตรียมถอดเอานักเรียนที่เรียนเก่งแต่ละห้องมารวมเป็นห้องที่เตรียมต้อนรับ ศน. เพื่อผลจะไม่ตกต่ำ หรือถ้า ศน.จะสุ่มเอานักเรียนเองโรงเรียนก็จะห้ามนักเรียนที่อ่านหนังสือไม่ออกมาโรงเรียนโรงเรียนก็จะเหลือแต่เด็กปานกลางถึงเก่งคอยต้อนรับสนามสอบของ ศน.
3. ผลงานทางวิชาการ (เชิงฝึกหัดและเชิงพานิชย์)
1. งานวิจัยเพื่อการจบการศึกษา เป็นการฝึกเพื่อให้นักศึกษาวิจัยเป็นซึ่งงานบางอย่างผลก่อนประเมินและหลังประเมินก็แก้คะแนนให้ตรงกับสมมุติฐานที่ตั้งไว้
2. งานวิจัยเพื่อหรือผลงานทางวิชาการเพื่อประเมินผลงานครูชำนาญการพิเศษจัดทำโดยจ้างคนอื่นทำหรือจัดทำโดยไม่ได้ใช้จริง ครูลาโรงเรียนไปพิมพ์งานไม่ได้สอนหนังสือแต่ในผลงานที่รายงานผลสัมฤทธิ์ต่อนักเรียนดีขึ้นอย่างล้ำเลิศ
4. นโยบาย ICT บางพื้นที่ไม่มีโทรศัพท์พื้นฐาน บ้านนักเรียนไม่มีอินเตอร์เน็ต แต่ผู้บริหารก็พยายามให้ครูสื่อสารกับเด็กทางอินเตอร์เน็ต สภาพโรงเรียนบ้านนอกไม่เหมาะกับการใช้ ICT เพราะอุปกรณ์ไม่ครบ
ความสามารถของผู้สอนต่างกัน คือ ครูบางคนพูดเก่ง ถ่ายทอดด้วยคำพูดนักเรียนเข้าใจชัดเจน พอไปใช้สื่อ ICT พูดไปนักเรียนสับสน หรือ ครูบางคนพูดแทบไม่รู้เรื่องแต่ใช้สื่อช่วยสอนเก่ง แต่นักวิชาการก็ตะแบงให้ใช้ ICT กับทุกระดับอย่างเดียว
ตัวอย่างที่เจอมา เคยถามครูเชี่ยวชาญ(อาจารย์3 ระดับ9)ว่าไม่อยูโรงเรียน โดยไปเป็นวิทยากรเกือบตลอดเทอมแล้วนักเรียน เขาเรียนอย่างไร คำตอบที่ได้ก็คือ สร้างสื่อไว้ให้นักเรียนค้นคว้า เลยตั้งสมมุติฐานให้ตอบต่อว่า ถ้าผมทำทีมฟุตบอลโดยมีลูกฟุตบอลเก่าๆลูกเดียวแต่ผมอยู่ซ้อมทุกวัน และทีมคู่แข่งมีลูกบอลใหม่ๆเยอะแยะ เป็นเข่งๆ ให้นักเรียนซ้อมแต่โค๊ดไปราชการตลอด เมื่อถึงเวลาแข่งกันสองทีมนี้ท่านคิดว่าใครจะชนะ