1.
กลั่นกรองกฎหมาย
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540
และข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2541
กำหนดให้วุฒิสภามีอำนาจพิจารณากลั่นกรองกฎหมายได้ตามหลักเกณฑ์
วิธีการดังนี้
1.1 กำหนดเวลาพิจารณา
วุฒิสภาต้องพิจารณากลั่กรองร่างกฎหมายให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาที่กำหนด
หากไม่แล้วเสร็จให้ถือว่าวุฒิสภาให้ความเห็นชอบในร่างกฎหมายนั้น
มีผลให้นายกรัฐมนตรีนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อทรงลงพระปรมาภิไธยและประกาในพระราชกิจจานุเบกษา
มีผลบังคับใช้ได้ต่อไป
ระยะเวลาที่วุฒิสภาต้องพิจารณาร่างกฎหมาย
แบ่งแยกตามประเภทของกฎหมายดังนี้
1.1.1
ร่างกฎหมายทั่วไป
วุฒิสภาต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 60
วัน
1.1.2
ร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับการเงิน
วุฒิสภาต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 30
วัน
1.1.3
ร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ
งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และการโอนงบประมาณรายจ่าย
วุฒิสภาต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 20
วัน
หมายเหตุ ( 1 )
วุฒิสภาสามารถลงมติให้ขยายเวลาพิจารณาออกไปเป็นกรณีพิเศษได้
แต่
ต้องไม่เกิน 30 วัน
( 2 ) วัน หมายถึงวันในสมัยประชุม
1.2 ขั้นตอนการพิจารณา
การพิจารณาร่างกฎหมายของวุฒิสภา
ต้องพิจารณาตามลำดับขั้นตอนคือ
1.2.1
วาระที่ 1 ขั้นรับหลักการ
วุฒิสภาพิจารณาว่าเห็นชอบด้วยกับหลักการร่างกฎหมายหรือไม่
ซึ่งวุฒิสภาอาจมอบหมายให้คณะกรรมาธิการพิจารณาในขั้นรับหลักการก็ได้
1.2.2
วาระที่ 2 ขั้นพิจารณาเรียงลำดับมาตรา
โดยปกติให้พิจารณาโดยคณะกรรมาธิการสามัญหรือวิสามัญที่วุฒิสภาตั้งขึ้น
การพิจารณาโดยคณะกรรมาธิการเต็มสภาจะทำได้ก็ต่อเมื่อคณะรัฐมนตรีร้องขอ
หรือสมาชิกเสนอญัตติโดยมีผู้รับรองไม่น้อยกว่า 20
คนและที่ประชุมวุฒิสภาอนุมัติ
1.2.3
วาระที่ 3 ขั้นลงมติเห็นชอบ
-
ถ้าเห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎร
ให้วุฒิสภาดำเนินการยื่นเสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายต่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย
และประกาศในราชกิจจานุเบกษา
-
ถ้าไม่เห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎร
ให้ยับยั้งไว้ก่อนและส่งกลับคืนสภาผู้แทนราษฎร
-
ถ้าแก้ไขเพิ่มเติม
ให้ส่งร่างกฎหมายที่แก้ไขเพิ่มเติมกลับไปยังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อดำเนินการต่อไป
1.3 ผลการพิจารณา
การพิจารณาร่างกฎหมายของวุฒิสภามีผลเป็น 3 กรณี
คือ
1.3.1
เห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎร
1.3.2
ไม่เห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎร ( ยับยั้ง )
1.3.3
เห็นควรแก้ไขเพิ่มเติม
2. พิจารณาอนุมัติพระราชกำหนด
2.1 การพิจารณาและอนุมัติ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการในการการพิจารณาและอนุมัติพระราชกำหนด คือ คณะรัฐมนตรีประกาศใช้บังคับพระราชกำหนดแล้วต้องเสนอต่อรัฐสภา เพื่อให้รัฐสภาอนุมัติพระราชกำหนดฉบับนั้นๆเป็นพระราชบัญญัติมีผลบังคับใช้ต่อไป แต่ถ้ารัฐสภาไม่อนุมัติพระราชกำหนดฉบับนั้นๆเป็นอันตกไป เหตุผลที่ให้อำนาจแก่คณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นฝ่ายบริหารมีอำนาจออกพระราชกำหนดใช้บังคับได้นั้นเนื่องจากว่ากรณีฉุกเฉินที่มีเหตุรีบด่วนที่ต้องรักษาความปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยของสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือป้องกันภัยพิบัติสาธารณะ หากให้ออกเป็นพระราชบัญญัติแล้วจะทำให้ล่าช้าไม่ทันการณ์ หรือเป็นการเปิดเผย จะทำให้เกิดความเสียหายได้ แต่โดยหลักการแบ่งแยกการใช้อำนาจอธิปไตยแล้ว องค์กรที่มีอำนาจในการออกกฎหมายได้แก่รัฐสภา ดังนั้นเพื่อเคารพหลักการดังกล่าว รัฐธรรมนูญจึงกำหนดให้คณะรัฐมนตรี ต้องนำพระราชกำหนดที่ออกมาบังคับใช้ เสนอให้รัฐสภาพิจารณาอนุมัติ พิจารณาและอนุมัติพระราชกำหนด ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา มีอำนาจพิจารณาอนุมัติหรือไม่อนุมัติ ดังนี้
2.1.1
สภาผู้แทนราษฎรไม่อนุมัติ พระราชกำหนดนั้นตกไป
ถ้าอนุมัติส่งต่อวุฒิสภา
2.1.2
วุฒิสภาอนุมัติพระราชกำหนด
มีผลบังคับใช้เป็นพระราชบัญญัติ
2.1.3
วุฒิสภาไม่อนุมัติพระราชกำหนด ส่งคืนสภาผู้แทนราษฎร
และถ้าสภาผู้แทนราษฎรลงมติยืนยันด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสภาผู้แทนราษฎร
ให้ถือว่าพระราชกำหนดฉบับนั้น ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา
มีผลบังคับใช้ต่อไป
2.2
การตรวจสอบเงื่อนไขการตราพระราชกำหนด
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540
กำหนดให้สมาชิกวุฒิสภาจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5
ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดมีสิทธิเข้าชื่อเสนอความเห็นไปยังประธานวุฒิสภา
เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าพระราชกำหนดนั้นตราขึ้นเพื่อประโยชน์ในการรักษาความปลอดภัยของประเทศ
ความปลอดภัยของสาธารณะ
ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศหรือป้องกันภัยพิบัติสาธารณะหรือไม่
ซึ่งการตรวจสอบเงื่อนไขการตราพระราชกำหนดนี้
ต้องตรวจสอบก่อนที่สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาอนุมัติพระราชกำหนด
3. เสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
และพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม
4.1
การเสนอให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ
รัฐธรรมนูญกำหนดให้สมาชิกวุฒิสภามีอำนาจริเริ่มเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้
แต่ต้องใช้สิทธิร่วมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
จะใช้สิทธิโดยลำพังมิได้
4.2 การพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม
รัฐธรรมนูญกำหนดให้วุฒิสภาหรือสมาชิกวุฒิสภามีสิทธิพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมได้เท่าเทียมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบนั้น ต้องพิจารณาเป็น 3
วาระ และต้องพิจารณาในที่ประชุมรัฐสภา
4. เสนอให้ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย
หรือบังคับการประชุมวุฒิสภา
หรือข้อบังคับการประชุมรัฐสภา
รัฐธรรมนูญเป็ฯกฎหมายสูงสุดของประเทศ
บทบัญญัติใดของข้อกฎหมาย กฎ หรือบังคับ
ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
บทบัญญัตินั้นเป็นอันใช้บังคับมิได้
การควบคุม ตรวจสอบกฎหมายมิให้ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
แบ่งเป็น 2 กรณี คือ
4.1
การควบคุมร่างกฎหมายมิให้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
เป็นการควบคุมเมื่อร่างกฎหมายได้รับความเห็นชอบต่อรัฐสภาแล้ว
ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำขึ้นทูลลเกล้าฯถวายเพื่อลงพระปรมาภิไธย
หากสมาชิกรัฐสภาหรือนายกรัฐมนตรีเห็นว่าร่างกฎหมายฉบับนั้นมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
หรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามบาบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญสามารถเสนอให้มีการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญได้
ซึ่งรวมถึงร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา
ร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรหรือร่างข้อบังคับการประชุมวุฒิสภาที่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา
สภาผู้แทนราษฎรหรือวุฒิสภาแล้วแต่กรณี
แต่ยังมิได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาด้วย
4.2 การควบคุมกฎหมายที่ตราออกบังคับใช้แล้ว
มิให้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
เป็นการควบคุมกฎหมายที่มีผลบังคับใช้แล้วศาลเห็นว่าบทบัญญัติของกฎหมายที่ศาลจะใช้บังคับคดี
ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ
สามารถเสนอให้มีการตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญได้
หมายเหตุ
สมาชิกวุฒิสภามีสิทธิเสนอให้ตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญได้เฉพาะร่างกฎหมาย
ร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา
ร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรหรือร่างข้อบังคับการประชุมวุฒิสภาเท่านั้น
ซึ่งเป็น”ระบบควบคุม”ก่อนที่ร่างกฎหมาย
ร่างข้อบังคับการประชุมรัฐสภา
ร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรหรือร่างข้อบังคับการประชุมวุฒิสภาจะมีผลบังคับใช้
สมาชิกวุฒิสภาไม่มีสิทธิเสนอให้ตรวจสอบกฎหมายที่มีผลบังคับใช้แล้ว