จากบทความคอลัมภ์ Global Vision ของ ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์
เรื่อง สายตาสั้นของคนบนหอคอย
ลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ หน้า 29 เมื่อวันจันทร์ที่ 8 กันยายน 2551
ปกติแล้ว นักเศรษฐศาสตร์มหภาคมักถูกเปรียบเปรยว่า “อยู่บนหอคอยงาช้าง” เนื่องจากเป็นผู้ที่นำข้อมูลทุติยภูมิและตติยภูมิที่มีผู้จัดเก็บมาให้อย่างเหน็ดเหนื่อยมาใช้โดยไม่ต้องเสียเหงื่อสักหยด และนำมาวิเคราะห์โดยใช้โมเดลทางสถิติที่สูงล้ำจนหามีผู้ใดเข้าใจไม่ เพื่อที่จะมากำหนดนโยบายที่ตัดสินความเป็นความตายของประชาชนที่อยู่เบื้องล่าง
ดังนั้น หากนักเศรษฐศาสตร์เหล่านี้ มิได้มีสายตาอันยาวไกล คาดคะเนทิศทางเศรษฐกิจอย่างถูกต้อง ปราศจากอคติและคำนึงถึงผู้ที่อยู่เบื้องล่างทุกหมู่เหล่าแล้วนั้น นโยบายที่ได้อาจผิดจากความเป็นจริง และแทนที่จะช่วยเศรษฐกิจ อาจทำให้คนบางกลุ่มหรือในบางครั้งทั้งเศรษฐกิจประสบกับภาวะล้มละลายได้
แต่ประวัติศาสตร์ก็เป็นตัวตัดสินว่าใครถูก ดูได้จากจีดีพีไตรมาส 2 ของสหรัฐ ที่ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 3.3 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ผิดจากที่ตลาดคาดว่าจะชะลอกว่านี้มาก ขณะที่ยุโรปหดตัวถึงร้อยละ –0.8 ต่อไตรมาสขณะที่เงินเฟ้อทั้งสองที่ไม่ต่างกันมากนัก (ที่ร้อยละ 5.6 และ 4.0 ในเดือน ก.ค.) ซึ่งหากเฟดไม่ลดในครั้งนั้น ทั่วโลกอาจเผชิญ วิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ในระดับฟูลสเกลก็เป็นได้
สิ่งนี้เป็นการบ่งชี้ถึงระดับสายตาอันยาวไกลของเบอร์นันเก้ (ประธานเฟดผู้สืบทอดตำแหน่งจากอลัน กรีนสแปน) ในการคาดคะเนเศรษฐกิจล่วงหน้า ว่าความเสี่ยงเงินเฟ้อที่กำลังเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจโลกในขณะนั้นเกิดจากต้นทุนการผลิต (Cost-push) อันเกิดจาก น้ำมันแพง ที่เกิดจากการเก็งกำไร เป็นหลัก และหากเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น น่าจะทำให้การเก็งกำไรน้ำมันลดลงและทำให้ความเสี่ยงเงินเฟ้อลดลงได้ จึงกล้าที่จะลดดอกเบี้ยคราวละมาก ๆ ดังกล่าว พร้อมทั้งเข้าแทรกแซงค่าเงินดอลลาร์ (ด้วยวาจา) ในช่วงที่ผ่านมา
อนึ่ง บทความดังกล่าวได้วิจารณ์ถึงประเทศที่ใช้นโยบายตรงกันข้ามกับเฟดธนาคารกลางสหรัฐและทิ้งท้ายว่า นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่านโยบายการเงินของทั้งสองธนาคารนั้นบ่งชี้ถึงสายตาที่แตกต่างของนายธนาคารกลางทั้งสองแห่งได้เป็นอย่างดี
ความเห็นส่วนตัว
สายตาสั้นหรือสายตายาวของคนบนหอคอย น่าจะเป็นผลของ Talent Management Team และจิตวิญญาณที่คำนึงถึงโลกใบใหม่ ที่ไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับคนส่วนใหญ่ และประคับประคองเพื่อไม่ให้เกิดการ SlideLanding หัวทิ่ม โดยหวังเพียงเพื่อให้ตัวเลขต่อต้านภาวะเงินเฟ้อสวยงาม แต่ประชาชนระดับรากหญ้าจะดำรงชีวิตบนโลกใบใหม่ ได้อย่างไร มีวิธีการใหม่ ๆ Model ใหม่ ๆ ที่ค่อยปรับตัวอย่างไรบ้าง ตนเองคิดไม่ออกแต่ท้าทายนักเศรษฐศาสตร์ยุคใหม่ให้คิด เพื่อที่จะได้ไม่เกิดประวัติซ้ำรอยกันไปเรื่อย ๆ เช่น รายได้ หรือการค้าขายตกต่ำ ส่งผลให้ค่าเช่าบ้านมีไม่พอจ่าย ฯลฯ รายจ่ายที่สูงขึ้นไม่ใช่เกิดจากการใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายใช่หรือไม่ อยากได้รับฟังความคิดเห็นจากมุมมองเพื่อนนักอ่านด้วย
(อ่านบทความเดิมได้จาก หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ หน้า 29 เมื่อวันจันทร์ที่ 8 กันยายน 2551)