เหอ ๆ ๆ ผมได้อ่านทั้งสองบทความครับ ผมไม่มีความรู้มากมายอะไรนัก แต่ผิดคิดว่า การที่บางคนจะวิเคราะห์บทความของอีกคนหนึ่งไม่ใช่เรื่องผิดแปลกอะไร เพียงแต่การจะวิเคราะห์ของเขา อาจต้องย้อนกลับมาวิเคราะห์ที่ตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก

จากการอ่านบทความอาจารย์นิธิ ผมค่อนข้างชัดเจนอยู่แล้วว่า อาจารย์ไม่ค่อยพึงใจกับคำพูดของนายก ฯ เท่าไหร่ แต่ไม่ได้ไม่พึงใจในความผิดพลาดเขากล่าวมา (ซึ่งอาจารย์ก็บอกอยู่แ้ล้วว่า ใคร ๆ ก็ผิดพลาดกันได้ กับการพูด การกระทำ ฯลฯ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ดังนั้น ผมจึงค่อนข้างงง กับการวิเคราะห์บทความนั้นของคุณผู้เขียนในนี้ว่า คุณ ไปหยิบเอาเรื่อง "ความตื่นตระหนก น่าตกใจในการถูกผู้สื่อข่าว รุมถาม จนอาจเกิดผิดพลาดขึ้นได้ แล้วดันไพร่ไปพูดว่าคนนู้น คนนี้ (อีกเหมือนกันนั่นแหละ) ว่า ช้าอืดอาดไม่ฉะฉาน ซึ่งนั่นไม่ใช่ประเด็นที่ต้องถก หรือเถียงกัน เพราะอาจารย์นิธิไม่ได้ เห็นว่า สิ่งทั้งหลายที่คุณผู้เขียนว่ามา เป็นเรื่องที่ต้อง ต่อว่า ต่อขาน ใด ๆ) แต่สิ่่งที่อาจารย์เขียน และบอกชัดเจนว่า ไม่พึงใจคือ การที่นายก ฯ ใช้คำพูดไปว่ากล่าว เสียดสีคนอื่น ๆ โดยไม่มีเหตุผลใด ๆ มารองรับว่า "คนอื่น ๆ ไม่รู้" (และมักบอกตบท้ายด้วยว่า คนที่รู้ คือ นายก ฯ เท่านั้น) ต่างหากที่มันมีปัญหาที่ต้องวิเคราะห์ และอาจารย์ ก็ได้วิเคราะห์ให้เห็นโดยใช้ความรู้เกี่ยวกับ "ญาณวิทยา" ซึ่งผมอ่านไปอ่านมา ก็ต้องใช้ "กาลมสูตร" ประกอบ แน่นอนมีทั้งเห็นด้วย และที่ไม่เห็นด้วย คละเคล้า แต่ยอมรับว่า เห็นด้วยซะส่วนใหญ่

ผมไม่รู้ว่า อาจารย์นิธิ อ้างอิงอะไรไม่ชัดเจนตรงไหน เพราะขออำภัย ผมคิดว่า ค่อนข้าง แสดงตัว และออกจะชัดเจนว่าต้องการวิจารณ์ทัศนะ ท่าที และการให้สัมภาษณ์ในลักษณะ "ยกต่นข่มท่าน" "อวดภูมิรู้ ดูถูกคนอื่น" ของนายก ฯ โดยอาศัยการวิเคราะห์ว่า ที่นายก ฯ ทำแบบนั้นได้อยู่บ่อย ๆ ก็เพราะ ผู้คนไทย จำนวนหนึ่่ง (มากซะด้วย) ติดอยู่กับ "ญาณวิทยาแบบไทย ๆ" คือ จะเชื่อ หรือไม่เชื่อใครสักที แทนที่จะดูที่เหตุ ที่ผล ที่ยกมาประกอบ กับเล่นกันที่ อำนาจ วาสนา ฯลฯ ที่ไม่เป็นแก่นแกนสาระ และไม่ใช่เครื่องการันตีได้เลยว่า สิ่งที่คนผู้นั้น พ่น หรือพูดออกมา เป็น "ความรู้ ความจริง" ที่ตรงไหน ??

ผมไม่ขอวิเคราะห์ว่า เจ้าของบล็อกนี้์ชอบ หรือไม่ชอบนายก ฯ เพราะไม่เกี่ยวกับประเด็น แต่ที่แน่ ๆ คงไม่ได้มองไปในทางแง่ร้ายมากนัก เพราะ เท่าที่เห็น สิ่งที่นำมาอ้างอิง เพื่อโต้ยันกับบทความ ล้วนเป็นการพยายามนำอัตลักษณ์บางอย่างของนายก ฯ (ที่เอาเข้าจริง คนทั่ว ๆ ไปไม่น่าจะเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี หรือมีคุณกับประเทศ หรือสถานการณ์นัก) ขึ้นมาชื่นชม โดยก็ไม่มีเหตุผลประกอบความชื่นชมที่ชัดเจนนักเช่นกัน นอกจาก ยกความน่าเชื่อถือในคำพูด ของ คนใหญ่คนโตระดับประเทศ (เต็มไปด้วยอำนาจวาสนา) มาเปรียบเทียบ (ซึ่งก็แสดงว่า เขาไม่ได้หลุดพ้นไปจาก ญาณวิทยา แบบไทย ๆ) และไอ้ประเภท ให้สัมภาษณ์เมื่อไหร่ ก็ยกตัวเอง เมื่อนั้น หรือ ต้องคอยดิสเครดิต คนที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การกระทำของตัวเองเมื่อนั้น ให้ตายเถอะ ตั้งแต่เกิดมา ผมไม่เคยเห็นใครมีเท่า นายกฯ คนนี้ และไอ้เรื่องให้สัมภาษณ์แบบนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องมีสติ หรือคิดคำตอบอะไรมาก อาศัย แค่นิสัย ส่วนตัว นิสัยที่ไม่เคยรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นมาเลยเท่านั้น ก็พ่น ออกมาได้โดยไม่รู้สึก หรือหวั่นเกรงต่อคำถามที่ถูกยิงใส่

ตรงกันข้าม การหาเหตุผลมาโต้ตอบ คำถาม หรือการพูดความจริง ที่อาจเป็นการเน้นย้ำความผิดพลาดของตัวเองต่างหาก ที่ออกจะยุ่งยากใจ สำหรับคนประเภทนี้ ชนิดที่ว่า อะไร ๆ ที่ออกมา พากันผิดพลาดไปหมด เพราะมัวคิดหา้ข้ออะไรขึ้นมากลบดี

ผมคงขอเอาสั้น ๆ แค่นี้ ทั้ง ๆ ที่มีประเด็นอื่นอีกมากมาย ที่ผมว่า ท่านเจ้าของบล็อกไม่ค่อยชัดเจน หรือมีการวิเคราะห์ตัวเองนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ำมัน ที่เอาเข้าจริง ตอนนี้ ไม่มีใครเถียงว่า เป็นกันทั้งโลก แต่ประเด็นอยู่ที่ว่า สำหรับประเทศไทยแล้ว เหตุใด แค่วิกฤตน้ำมันอย่างเดียว ถึงได้ ล้มเอ้ไม่เป็นท่าได้ขนาดนี้ นั่นไม่ใช่เพราะการวางนโยบายผิดพลาด เสียเงินจำนวนอุ้มราคามาก่อนหน้านี้ฉะนั้นหรือ นี่มิพักต้องพูดถึงวิกฤตอื่น ๆ ที่จะตามมา ซึ่งถ้าหากมีสติสัมปชัญญะวิเคราะห์เข้ามาหน่อยก็พอจะร้องอ๋อได้ว่า ก็เพราะ เศรษฐกิจภาพในมันไม่แข็งพอไง มันถึงได้ล้มระเนระนาดได้ง่าย ๆ ขนาดนี้

ครับ อย่างไรก็ตาม เราก็ควรยอมรับในความคิดเห็นที่แตกต่างเสมอ แต่ใครจะคิดอย่างไรมันก็เป็นความคิดของเขา ไม่มีถูกไม่มีผิด เพราะนี่ก็เป็นเพียงความคิดเห็น "ปัญญาไม่เคยเกิดจากการจับผิด หรือมองความผิดของคนอื่น" แต่ปัญญาจะเกิดก็แต่การ หันกลับมามองและพิจารณา ที่ภายในตนเองต่างหาก

ขอบุญรักษาทุกท่านครับ