ถ้ายึดตามเกณฑ์ข้างบนนั้น จากตัวอย่างสูตรลับก๋วยเตี๋ยวที่ว่ามา
สมมติธุรกิจดั้งเดิมของที่บ้านขายก๋วยเตี๋ยว มีสูตรลับเฉพาะในการทำเส้นที่มีมาตั้งแต่รุ่นปู่ทำมาอย่างไร ก็มีเอกลักษณ์ของการทำเส้นร้านนั้นถ่ายทอดถึงรุ่นลูก รุ่นหลาน
การรู้ว่าจะปรุงก๋วยเตี๋ยว "อย่างไร" ก็คือรู้ว่า จะใส่เครื่องปรุง "อะไร", "ที่ไหน", "เมื่อใด"
อันนี้ถือเป็น ความรู้ ได้, คือรู้ว่าจะทำ "อย่างไร"
การถ่ายทอด "สูตรลับ" นี้ ถ้าถ่ายทอดเฉพาะว่า "ทำอย่างไร" ก็จะเป็นอย่างที่ตัวอย่างยกมาว่า เป็น การจัดการความรู้ (knowledge management) ได้
แต่การถ่ายทอดลักษณะนี้ ไม่น่าจะรับประกันได้ว่า รุ่นลูก รุ่นหลาน จะรู้ว่า เครื่องปรุงที่ใส่ไปตรงนี้ตอนนั้น "ทำไม" ต้องทำแบบนั้นด้วย ใช่หรือไม่ครับ ?
เพราะในการถ่ายทอดสูตรลับอาจจะไม่ได้ถ่ายทอด "ความเข้าใจ" ไปด้วย
อันนี้คือสมมติว่า คุณปู่เจ้าตำรับมี "ความเข้าใจ" ว่าทำไมปรุงก๋วยเตี๋ยวตามสูตรนี้ ถึงได้รสชาตินี้นะครับ – มีอีกกรณีคือ คุณปู่อาจจะไม่มี "ความเข้าใจ" เลย คือมี "ความรู้" จริง, รู้ว่าจะทำ "อย่างไร" แต่ไม่รู้ว่า "ทำไม", เ่ช่น ความรู้นั้นอาจจะเกิดจากประสบการณ์การลองผิดลองถูก โดยไม่จำเป็นต้องมีความเข้าใจ (เหมือนคนทั่วไปจะรู้ว่า ถ้าตบหน้าตัวเอง จะเจ็บ แต่ไม่รู้ว่าที่เจ็บนั้นเพราะประสาทรับความรู้สึกถูกกระตุ้นอย่างแรง เป็นต้น)
ส่วน "ปัญญา" นั้น อาจจะไม่สามารถถูกถ่ายทอดได้เลย เนื่องจากอาจจะไม่ได้มีมาแล้วตั้งแต่ต้น – คือคุณปู่เจ้าตำรับ อาจจะไม่เคยประเมินความเข้าใจของตนเอง (หรือเปิดโอกาสให้ผู้อื่นมาประเมิน, เนื่องจากเป็น 'สูตรลับ')
หรือพูดอีกอย่างคือ แม้คุณปู่จะเข้าใจเป็นอย่างดี ว่าสูตรนี้ทำก๋วยเตี๋ยวได้อร่อยแน่ และรู้ด้วยว่า ทำไมถึงต้องใส่เครื่องปรุงอันนั้นก่อนอันนี้ แต่คุณปู่อาจจะไม่เคยประเมินสูตรของตนเองว่า เป็นวิธีที่ดีที่สุดหรือยังในการทำก๋วยเตี๋ยวให้ได้รสชาตินี้ มีวิธีอื่นหรือเปล่า ที่ทำก๋วยเตี๋ยวให้ออกมาได้อร่อยเท่านี้ รสชาตินี้ แต่ใช้เครื่องปรุงน้อยกว่านี้ ถูกกว่านี้ หรือเสียเวลาปรุงน้อยกว่านี้
ขอบเขตของ KM ที่เราต้องการ เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อองค์กร/สังคมนั้น อยู่ที่ไหน เราต้องการแค่ "อย่างไร" ก็เพียงพอแล้ว, หรือจำเป็นต้องมี "ทำไม" ด้วย? (หรือยิ่งกว่านั้น "นี่คือวิธีที่ดีที่สุดหรือยัง"?)