ณ เวลาแรกที่ทราบข่าวมีรัฐประหารในเมืองไทย ก็ตกใจเล็กน้อยและคิดว่าว่า ในยุคปัจจุบันนี้ ที่เป็นยุคของประชาธิปไตยเฟื่องฟูไปทั่วทุกแห่งในโลกยังคงมีอยู่อีกหรือ และก็คิดต่อมาใครเป็นผู้ทำรัฐประการ แต่พอทราบเรื่องก็มีความเห็นว่า การทำรัฐประหารไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องก็จริงสำหรับประเทศที่มีการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพราะเป็นการทำลายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่ถ้ามองในมุมมองที่ตรงกันข้าม การทำรัฐประหารของประเทศไทยอาจเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับประเทศไทยตอนนี้ก็ได้ เพราะทุกหน่วยงานอิสระมากมายถูกแทรกแซง จนการทำงานที่ต้องเป็นกลางกลับไม่เป็นกลาง ไม่เหมือนที่รัฐธรรมนูยได้บัญญัติไว้ ส่วนนักกฎหมาย นักวิชาการ ถูกนำไปใช้เพื่อเป็นเครื่องมือของคนบางกลุ่ม โดยบุคคลเหล่านั้นอ้างว่ามีกฎหมายที่ชอบธรรมและถูกต้อง ตนเองสามารถกระทำการได้โดยชอบด้วยกฎหมาย แต่การกระทำเหล่านั้นกลับเป็นการแสวงหาประโยชน์ทุกวิถีทางจากประเทศไทย วิถีการเมืองไทยในช่วงห้าปีที่ผ่านมา สังคมและเศรษฐกิจของไทยกลับถูกแทรกแซงโดยแถบจะไม่หลงเหลือเค้าของความเป็นประเทศอันมีระบอบการปกครองที่เป็นประชาธิปไตย มีพวกประชาชนผู้ภูมิปัญญาพยายามเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขในสิ่งเหล่านี้ให้ถูกต้องตามกฎหมายและครรลองธรรม แต่ปราศจากการสนองกลับ ดังนั้นการทำรัฐประหารจึงสมควรที่จะเกิดขึ้นในยุคนี้สำหรับประเทศไทยมากที่สุด เพราะไม่มีใครที่สามารถจะมาแก้ไขการะกระทำที่ชั่วร้ายต่างๆๆของรัฐบาลได้ หากไม่มีการทำรัฐประหารก็คงเชื่อได้ว่า อีกไม่นานประเทศไทยคงต้องเปลี่ยนระบอบการปกครองเป็นคอมมิวนิสต์เป็นแน่แท้
ดังนั้นการทำรัฐประหารจึงไม่ใช่สิ่งที่ผิดเสมอไปกับบางช่วงของสถานะการณ์ของบ้านเมือง แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องเสียทั้งหมด แต่ถ้าได้มีการทำรัฐประหารไปแล้วก็สมควรที่จะรีบทำให้บ้านเมืองกลับสู่สภาพเดิมให้เร็วที่สุด เพราะถึงอย่างไรแล้วระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยก็ย่อมประเสริฐที่สุดแล้ว