ผมขอร่วมวงเสวนาด้วยคนนะ
สำหรับปัญหาเรื่องการตรวจผิด ไม่ว่าจะออกมาเป็นแบบ ผิดว่าไม่เป็น หรือจะแบบผิดว่าเป็นก็ตาม ทั้งสองเรื่องนี้ซีเรียสพอกันครับ เพียงแต่ใครจะซีเรียสกว่ากัน
อย่างแรก ตรวจผิดว่า ไม่เป็น แต่ความจริงแล้วเป็น ผู้รับการตรวจสบายใจกลับไปบ้าน กินได้ นอนหลับ ในขณะที่ตัวเขามีเชื้อร้ายอยู่ในตัวเอง แล้วสามารถแพร่ไปยังคนอื่นได้ โดยเฉพาะหากมีปัจจัยเสี่ยงด้วยแล้ว .....น่ากลัวครับ
อย่างที่สอง ตรวจผิดว่า เป็น ในขณะที่เขาไม่เป็น งานนี้ไม่ใครก็ใคร ยิ่งกว่างานเข้าอีกครับ อยู่ดีไม่ว่าดี พระเจ้าประทานข่าว ว่าเป็นโรคร้าย ที่รอวันตาย แถมชาวบ้านรังเกียจ ขั้นเบาะๆ แล้วจะบอกคนที่บ้านยังไงดี ว่าป่วยเป็นอะไร....เฮ้อ คิดแล้วเศร้าแทนครับ
ไม่ว่าเรื่องราว จะเป็นแบบแรก หรือเรื่องราวจะเป็นแบบที่สอง ล้วนแต่น่าเศร้า...เพราะเอาเข้าจริง ล้วนแต่มีคนสูญเสียด้วยกันทั้งสิ้น หากเรื่องราว ไม่ถูกเปิดเผย ว่าเป็นการตรวจผิด.....ชะตะชีวิตของคนรอบข้างคนเหล่านั้นล้วนน่าสั่นไหว แต่ถ้าพระเจ้าเล่นตลก ให้เรื่องราวเหล่านี้กลับตาลปัตร ถูกเปิดเผยออกมาเป็นอีกเรื่องหนึ่ง.....ก็ยังเป็นเรื่องน่าเศร้าอีกเหมือนกัน เพียงแต่กลับมาเป็นเรื่องน่าเศร้า ของบุคลากรสายการแพทย์ ที่เป็นผู้แจ้งผลการตรวจให้กับคนเหล่านั้น ที่อาจถูกฟ้องร้อง หรืออย่างน้อย ห้องแล็บหรือโรงพยาบาลนั้นๆ อาจเสี่ยงต่อความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะเมื่อมีข่าวแพร่ออกไปว่า....ระวังนะ อย่าไปตรวจที่โรงพยาบาลนั้น เพราะเขาตรวจโรคผิด คนไม่ได้เป็นเอดส์ ดันมาบอกได้ว่าเป็น.....
เอาล่ะ กลับมาสู่กระบวนการตรวจโรคเอดส์ ที่ตรวจกัน อย่างน้อย 3 วิธี ซึ่งเป็น กระบวนการตรวจวินิจฉัยโรคในห้องปฏิบัติการตามมาตรฐานที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำ ซึ่งวิธีการนี้....แน่นอนครับ สำหรับรายที่ให้ผลบวก ....จะมีการตรวจซ้ำอีกอย่างน้อย 2 วิธีการที่มีหลักการตรวจที่แตกต่างกันหรือใช้แอนติเจนที่แตกต่างกันในกรณีที่มีหลักการตรวจเดียวกัน ทำให้แน่ใจได้มากขึ้นว่า ตัวอย่างตรวจในหลอดที่ทำการทดสอบนั้น ให้ผลบวกแน่ๆ แต่เป็นการระบุผลตรวจเฉพาะในตัวอย่างตรวจที่ทดสอบเท่านั้น ซึ่งในกรณีนี้ การตรวจเลือดผิดคน ยังเป็นช่องว่าง ช่องเบ้อเร่ออยู่ การขอให้แพทย์ส่งตรวจ second sample อีกครั้ง ช่วยปิดช่องว่างนี้ได้สนิทครับ สบายใจด้วยกันทุกฝ่าย
ทีนี้มาขยายความเพิ่มเติมกันอีกนิดนะครับ ว่า.....ถ้ามีใครสักคนที่ติดเชื้อมาตรวจ แล้วได้รับผลการตรวจว่า ....ผลของคุณปกตินะครับ ไม่พบการติดเชื้อโรคเอดส์ ....นั่นหมายความว่า มีความผิดพลาดเกิดขึ้นในห้องปฏิบัติการหรือผิดพลาดกันมาตั้งแต่การเจาะเลือดก่อนส่งไปตรวจแล้วครับ คำถามที่ตามมาคือระบบนี้ สามารถตรวจสอบได้พบหรือไม่.....คำตอบคือ....ตรวจสอบได้ครับ ....เพราะหากมีการสลับตัวอย่างตรวจ นั่นหมายความว่า มีคนไข้หนึ่งคนที่เป็นผลลบ แล้วตรวจได้ว่าเป็นผลบวก ซึ่งในระบบจะมีการตรวจซ้ำว่าได้ผลบวกจริงมั้ย แล้วยังมีการร้องขอให้ส่ง second sample มาตรวจซ้ำอีกครั้ง หากเป็นการสลับตัวอย่างตรวจ วิธีการนี้ ไม่หลุดแน่ครับ แล้วอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นผลบวกแล้วถูกรายงานว่าเป็นผลลบ เมื่อพบเหตุการณ์ข้างต้น ก็ต้องกลับมารื้อหากันแล้วล่ะครับว่า ในคนไข้รายแรกนั้นไปสลับผลการตรวจกับใคร โดยอาจจะรื้อเอาต้วอย่างตรวจที่อยู่ใกล้เคียง หรือทำการทดสอบพร้อมกันกับตัวอย่างตรวจที่ตรวจผิด เอามาทดสอบใหม่ ก็น่าจะค้นเจอครับ ว่าไปสลับคู่ชู้ชื่นกับตัวอย่างตรวจไหน
อย่างไรก็ตาม สำหรับการทดสอบโรคนี้ เหมือนเป็นการตรวจย้อนหลังครับ เพราะอย่างน้อยการตรวจหาแอนติเจน ก็ต้องรอให้มีจำนวนไวรัสในร่างกายมีปริมาณมากเพียงพอที่จะตรวจได้เสียก่อน หรือการตรวจหาแอนติบอดี ก็ต้องรอให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาให้เรียบร้อยเสียก่อน ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต้องใช้เวลา ส่วนจะใช้เวลานานแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับคนด้วยครับ อย่างเร็วก็อาจจะ 1 เดือน หรืออย่างช้าก็อาจจะ 3 เดือน หรือ 6 เดือน ดังนั้น การตรวจโรคเอดส์ในวันนี้ เหมือนเป็นการตรวจย้อนหลังกลับไป หากตรวจไม่พบ ยังอาจไม่ได้หมายความว่า ในวันนี้ไม่เป็น เพียงแต่ย้อนหลังกลับไปเมื่อ 3 เดือนหรือ 6 เดือนที่ผ่านมา คุณยังไม่เป็นครับ ส่วนถ้าวันนี้ถามว่าคุณติดเชื้อหรือเปล่า ถ้าจะให้แน่ใจ ก็ต้องรออีก 3 เดือน หรือ 6 เดือนข้างหน้า กลับมาตรวจใหม่อีกครั้ง ถ้าผลการตรวจในวันนั้นได้ผลลบ โดยที่คุณไม่ได้ไปเสี่ยงอะไรที่ไหนอีกแล้ว ก็น่าเชื่อได้ว่า คุณไม่ติดเชื้อครับ
เขียนมายาวเหมือนกันนะเรา.....อิ อิ